4 ปี ไม่คืนความเป็นธรรม แถลงการณ์ P-move จี้รัฐบาลทำตามสัญญาคืนความสุขที่แท้จริงแก่ประชาชน

นับเป็นเวลากว่า ๔ ปี ที่รัฐบาล คสช. เข้ามาบริหารประเทศ โดยอ้างว่าจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ทางการเมือง ขจัดคอรัปชั่น และลดความเหลื่อมล้้าทางสังคม “คืนความสุขให้ประชาชน” สร้างความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยจะ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

รัฐบาลได้ลงนามขานรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ของสหประชาชาติ ซึ่งจะใช้เป็นทิศทางการพัฒนาตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๗๓ ครอบคลุมระยะเวลา ๑๕ ปี โดยประกอบไปด้วย ๑๗ เป้าหมาย อาทิ ขจัดความยากจนในทุกรูปแบบ ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและทั่วถึง ลดความเหลื่อมล้้าทั้งภายในและระหว่างประเทศ

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส. หรือ พีมูฟ) ในฐานะเครือข่ายประชาชนผู้ได้รับ ผลกระทบจากนโยบายและการพัฒนาของรัฐ ได้มีการผลักดันมาตรการแนวทางและรูปธรรมให้เกิดการ กระจายการถือครองที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ตลอดจนการรับรองสิทธิชุมชนอย่างมั่นคง และยั่งยืนมาอย่างยาวนานต่อทุกรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือรัฐบาลจากการ รัฐประหาร พบว่านโยบายและการปฏิบัติงานของรัฐไม่ได้ทำให้ความเหลื่อมล้้าลดลง มิหน้าซ้้าท้าให้ยิ่งเกิด ภาวะรวยกระจุกจนกระจายมากยิ่งขึ้น

โดยประเทศไทยถูกจัดอับดับเป็นประเทศที่เหลื่อมล้้ามากที่สุดในโลก อันดับที่ ๓ ของโลก โดยคนรวยเพียง ๑% สามารถครอบครองทรัพย์สินและความมั่นคั่งมากถึง ๕๘% โดยมี รูปธรรมที่เกิดขึ้น คือ

๑. มีการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดกับคนจนเป็นหลัก แต่ในอีกด้านหนึ่ง ได้ปรากฏข่าวสารทางสาธารณะหลายกรณีถึงการงดเว้นการบังคับใช้กฎหมายกับ ส่วนราชการ และเอกชน อาทิ การอนุญาตให้ส่วนราชการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า การไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ ที่มีการออกโดยมิชอบ การละเว้นการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดคนรวยที่บุกรุกป่าและล่าสัตว์ป่า

๒. นโยบายทวงคืนผืนป่าไม่ครอบคลุมที่ดินเอกชนที่หมดสัญญาเช่า

๓. มีการท้าลายป่าอย่างถูกกฎหมาย โดยการเพิกถอนพื้นที่ป่าเพื่อรองรับนิคมอุตสาหกรรม การ อนุญาตให้ท้าธุรกิจในป่า เช่น เหมืองแร่ การปลูกป่าเศรษฐกิจ การอนุญาตให้ส่วนราชการสร้างอาคารในป่า

๔. มีนโยบายให้ชาวต่างชาติเช่าที่ดิน ๙๙ ปี ในขณะที่ที่ดินมีการกระจุกตัว คนไทยจำนวนมากเข้าไม่ถึงการถือครองที่ดิน

๕. มีการเพิกเฉยต่อมาตรการ แนวทาง และรูปธรรมให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นธรรม ตลอดจนการรับรองสิทธิชุมชนอย่างมั่นคง และยั่งยืน ดังจะเห็นได้จาก

๕.๑) ข้อเสนอในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม ภายใต้ “ร่าง พ.ร.บ.ภาษี ที่ดินอัตราก้าวหน้า” เพื่อให้เกิดการเก็บภาษีที่ดินตามขนาดการถือครองที่ดิน คนที่มีที่ดินน้อยจ่ายน้อย คนที่มีที่ดินมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินต้องจ่ายภาษีในอัตราที่สูงกว่า แล้วนำเงินภาษี เหล่านั้นส่วนหนึ่งมาสนับสนุนการกระจายการถือครองที่ดินสู่คนจน แต่ปัจจุบันรัฐบาล และ สนช. ถ่วงเวลาและบิดเบือนเจตนารมณ์ร่าง พ.ร.บ.ให้กลายเป็นเพียงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง  ซึ่งมีผล เพียงแค่ลดภาระงบประมาณที่รัฐบาลส่วนกลางจะต้องอุดหนุนให้แก่การปกครองส่วนท้องถิ่นท้องถิ่น ซ้้าร้ายการงดเว้นการจัดเก็บภาษีที่ดินที่มีมูลค่าไม่เกิน ๕๐ ล้านบาทต่อแปลงทำให้เพดานของการเก็บ ภาษีสูงขึ้นจนไม่สามารถเก็บภาษีได้จริงในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ยังไม่มีแนวโน้มว่าจะจัดเก็บภาษี ที่ดินทุกประเภท ในอัตราเดียวกัน จนท้ายที่สุดร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับของรัฐบาล น่าจะไม่สามารถน้าไปสู่การกระจายการถือครองที่ดินได้ในทางปฏิบัติ

๕.๒) การจัดตั้งธนาคารที่ดิน เพื่อเป็นกลไกและช่องทางให้คนจนและเกษตรกรเข้าถึงที่ดิน และที่อยู่อาศัยโดยน้ารายได้จากภาษีที่ดินมาสนับสนุนการดำเนินงานของธนาคารที่ดินเพื่อมิให้เป็น ภาระด้านงบประมาณ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องพึ่งพิง งบประมาณประจ้าปีของรัฐบาล แต่ปัจจุบันรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังปฏิเสธหลักการส้าคัญของ การจัดตั้งธนาคารที่ดินที่ผลักดันโดยประชาชน ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดินที่รัฐบาลกำลังดำเนินการยกร่างและผลักดันอยู่ในปัจจุบันกลับกลายเป็นเพียงรูปแบบของสถาบันการเงินหนึ่งที่ท้า หน้าที่เป็นเพียงจุดผ่านงบประมาณไปยังผู้ประสบปัญหาเพื่อชะลอการสูญเสียที่ดินของเกษตรกร เฉพาะหน้า และมีเพียงวิธีคิดรัฐราชการเป็นใหญ่ มีลักษณะการบริหารจัดการแบบดังเดิมที่รัฐบาลบังคับว่าไม่ควรที่ธนาคารที่ดินจะต้องพึ่งพางบประมาณประจ้าปีจากรัฐบาล จนกระทั้งต้องถูกบีบให้แสวงหากำไร ไม่ต่างไปจากธนาคารของรัฐที่จัดตั้งตามวัตถุประสงค์เฉพาะที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมี ตัวชี้วัดชัดเจนอยู่แล้วว่าไม่ประสบความส้าเร็จตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารตลอดระยะเวลา กว่า ๕๐ ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ หน้าซ้้ายังเป็นกลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของ ประชาชน ซึ่งทั้งนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงแนวทางในรูปแบบธนาคารพาณิชย์ที่มีหลักการด้าเนินการเพื่อกำไรเป็นสำคัญ

๕.๓) การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในที่ดิน และทรัพยากรป่าไม้ โดยการกระจายอ้านาจ และรองรับสิทธิชุมชน ในการบริหารร่วมกับรัฐ ในรูปแบบ ”โฉนดชุมชน” หรือกรรมสิทธิ์ร่วม รัฐบาลได้บิดเบือนข้อเสนอ โดยการรวมศูนย์อ้านาจกลับไปยังรัฐภายใต้ คณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติ หรือ คทช. เปลี่ยนจากการรองรับสิทธิชุมชน เป็นเพียงการอนุญาตจากหน่วยงานรัฐตาม กฎเกณฑ์ และระเบียบของหน่วยงานรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งปัจจุบันพบว่า การจัดการที่ดินตาม แบบคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ไม่ประสบความส้าเร็จ ทั้งยังสร้างความขัดแย้ง ในชุมชนระหว่างผู้ที่ได้รับที่ดินและไม่ได้รับที่ดินในชุมชนเดียวกัน ตลอดจนกระทั่งข้อครหาเกี่ยวกับ โครงการที่รัฐบาลใช้งบประมาณไปแล้วแต่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงจนกระทั้งประชาชนไม่ สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้จริง

๕.๔) การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งภาคประชาชนเสนอให้มีการจัดตั้งกองทุนยุติธรรม ที่เป็นอิสระ เพื่อประโยชน์ ในการเข้าถึงการประกันตัว การแสวงหาข้อเท็จจริงในการต่อสู้คดี แต่ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม ที่รัฐบาลประกาศใช้ กลับกลายเป็นกลไกหนึ่งภายใต้กระบวนการยุติธรรม และให้อ้านาจคณะกรรมการระดับจังหวัด ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัด พนักงานอัยการ ฯลฯ ซึ่งมีฐานะ เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายและเป็นคู่ขัดแย้งกับประชาชน เป็นองค์คณะในการพิจารณา ส่งผลให้ ใน หลายกรณีคนจนที่ขอใช้บริการจากกองทุนยุติธรรม ถูกปฎิเสธจากกองทุน เนื่องจากถูกกรรมการ กองทุนฯ พิพากษาว่าเป็นผู้กระท้าผิด ก่อนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

๖. กลไกการแก้ไขปัญหาร่วมระหว่างรัฐบาลกับภาคประชาชนล้มเหลว และไม่มีประสิทธิภาพ เช่น คณะกรรมการแก้ไขปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง และมอบหมาย ให้นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจ้าส้านักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน การประชุมครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๐ ได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และจะจัดประชุมอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่มีการ ด้าเนินการใด ๆ ในขณะที่กลไกที่เอื้อประโยชน์นายทุน อาทิ คณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) คณะกรรมการร่วมรัฐ และเอกชน (กรอ.) ถูกผลักดันและขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น จากกระบวนการและกลไกการแก้ไขปัญหาที่ไร้ประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำเกิดความไม่เป็นธรรมและชุมชนถูกกระท้าจากนโยบายและแผนพัฒนาของรัฐ ขปส.จึงต้องน้าเสนอให้รัฐบาลมีการ เร่งรัดและสั่งการให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาที่สามารถลดความเหลื่อมล้้าและคืนความสุขที่แท้จริง ให้กับคนจนในช่วงระหว่างนี้ ซึ่ง ขปส. จะเฝ้ารอค้าตอบจากรัฐบาลจนเสร็จสิ้นทุกประเด็น โดยให้ดำเนินการ ดังนี้

๑. ให้รัฐบาลสั่งการไปยังสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (บจธ.) (องค์กรมหาชน) เพื่อให้ปรับปรุง การดำเนินงานของสถาบันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

๒. ให้รัฐบาลเร่งผลักดัน ร่าง พรบ.ธนาคารที่ดิน เพื่อให้เกิดการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ในรูปแบบที่เป็น องค์กร เพื่อเป็นช่องทางในการเข้าถึงที่ดินของคนจนและเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ขปส. คัดค้านแนวคิดของกระทรวงการคลัง ที่ผลักดันให้มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินขึ้นภายใต้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.)

๓. ให้รัฐบาลดำเนินการส่งมอบพื้นที่โฉนดชุมชนที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการประสานงาน เพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานเพื่อจัด ให้มีโฉนดชุมชน พ.ศ.๒๕๕๓ ในทันที ทั้งนี้ ได้รับสิทธิในการบริหารจัดการที่ดินร่วมกันโดยทันที

๔. ให้รัฐบาลยุติแผนแม่บททวงคืนผืนป่าในทันที เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมาได้ก่อให้เกิด ผลกระทบต่อคนจนและเกษตรกรรายย่อย ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ คสช. ที่ต้องการ ดำเนินการกับนายทุน อีกทั้ง ยังเป็นการขัดค าสั่ง คสช. ที่ ๖๖/๒๕๕๗ ซึ่งให้การคุ้มครองประชาชนผู้ยากไร้ โดยเสนอให้รัฐบาลผลักดันการแก้ไขกฎหมายนโยบายเพื่อรองรับสิทธิในการ จัดการที่ดินและทรัพยากรของชุมชนโดยเร็ว

๕. เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาชาวเลตามข้อเสนอของคณะกรรมการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล

๖. ให้รัฐบาลสั่งการเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดหาที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรบ้านวัง ตะเคียน อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้ง ๖ ราย ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจแม่สอด ทดแทนการจ่ายเงินเยียวยา โดยทันที

ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

๒ เมษายน ๒๕๖๑

 

Related Posts