บทความ ประวัติศาสตร์ที่ดินชาวนาตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ประวัติศาสตร์ที่ดินชาวนาตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

พรพนา ก๊วยเจริญ

กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch Thai) มิถุนายน 2561

ความเป็นมา

กลางปี พ.ศ. 2557 ชาวบ้านตำบลโยธะกาได้รับหนังสือจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา ที่ กค 0311.07/ว 3534 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา (นายอนุกูล ตังคณานุกูลชัย) ยกเลิกสัญญาเช่าและการเก็บค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์ที่ดินราชพัสดุ และส่งมอบที่ดินคืนทหารเรือ ภายใน 30 วัน นับตั้งแต่ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ด้วยเหตุผลว่า กองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา เพื่อใช้ประโยชน์ในราชการทหาร และหลังจากปี 2557 เป็นต้นมา สำนักงานธนารักษ์เลิกเก็บค่าเช่าที่ดินจากชาวบ้าน แต่ชาวบ้านยังคงใช้ที่ดินทำนาต่อไป ไม่มีใครส่งมอบที่ดินหรือย้ายออกไป

ปลายปี พ.ศ. 2560 ชาวบ้านได้รับหนังสืออีกครั้งจากกองทัพเรือ ที่ ว 26/2560 ลงวันที่ 19 กันยายน 2560 ลงนามโดยพลเรือโท บรรพต เกิดภู่ หัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาการดำเนินการภายหลังการยกเลิกสัญญาเช่าฯ และรองหัวหน้าคณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคบบัญชา ขอให้ส่งมอบคืนที่ดินให้แก่กองทัพเรือ ภายใน 7 วัน โดยให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายทรัยพ์สิน และบริวารออกไปจากที่ดิน พร้อมกับทำหนังสือส่งมอบที่ดิน พร้อมทั้งระบุว่า หากยังเพิกเฉย ทางราชการมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย หลังจากนั้นชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังหลายหน่วยงาน ได้แก่

  • หนังสือถึง นายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เรื่อง ขอความเมตตาพิจารณาให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีกองทัพเรือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งมอบที่ดินคืน
  • หนังสือถึง ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2560 เรื่อง ขอความเมตตาพิจารณาให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีกองทัพเรือบอกเลิกสัญญาเช่าและให้ส่งมอบที่ดินคืน
  • หนังสือถึง หัวหน้าคณะทำงานแก้ไขปัญหาการดำเนินการภายหลังยกเลิกสัญญาเช่าฯ และรองหัวหน้า คณะฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2560 เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ผ่อนผันการส่งมอบที่ดินคืนออกไปก่อนจนกว่าจะมีการช่วยเหลือ หรือเยียวยาเรื่องที่อยู่อาศัยและเรื่องการทำมาหากิน
  • หนังสือถึง ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 เรื่อง ขอให้ชี้แจงข้อมูลการยกเลิกสัญญาเช่าและส่งมอบคืนที่ดินจากราษฏร โดยในหนังสือได้ขอให้ชี้แจง ดังนี้ 1) จำนวนเนื้อที่ดินที่กองทัพเรือต้องการใช้ประโยชน์ 2) แผนที่ของแปลงที่กองทัพเรือต้องการใช้ประโยชน์ 3) วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์ที่ดินของกองทัพเรือ 4) เหตุผลความจำเป็นของกองทัพเรือในการใช้ประโยชน์ที่ดิน

5) ผลประโยชน์ที่จะตกแก่ราษฏรในพื้นที่ และ 6) กองทัพเรือมีมาตรการชดเชย เยียวยา ให้กับราษฏรที่ไร้ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินดังกล่าวอย่างไร โดยขอให้คำชี้แจงความจำเป็นของทหารเรือในการใช้ที่ดิน ตามพ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร

  • หนังสือร้องเรียนถึง สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน ลงวันที่ 28  พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕60
  • หนังสือถึงอธิบดีกรมธนารักษ์ ลงวันที่ 20  มีนาคม พ.ศ. ๒๕61 ขอให้ชี้แจงข้อมูลการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดิน เพื่อส่งมอบที่ดินให้ตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

ทั้งนี้ ได้มีการลงข่าวคำให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมธนารักษ์ ในข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2561 ระบุว่า กรมธนารักษ์ได้จัดหาที่ราชพัสดุสนับสนุนโครงการอีอีซีใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง กว่า 11,000 ไร่ ในส่วนของฉะเชิงเทรานั้น เป็นที่ของกองทัพเรือที่ส่งคืนให้กรมธนารักษ์ อยู่ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว พื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่เศษ อยู่บริเวณศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ ที่ตำบลโยธะกา ซึ่งได้ส่งมอบให้อีอีซีไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนจะนำไปพัฒนาเป็นอะไรขึ้นกับอีอีซีจะกำหนด

กองทัพเรือได้มีหนังสือตอบกลับที่  กห 0506/14 ลงวันที่ 22 มกราคม 2561 ลงนามโดย พลเรือโท กฤษฎาภรณ์ พันธุมโพธิ เจ้ากรมส่งกำลังบำรุงทหารเรือ ทำการแทนผู้บัญชาการทหารเรือ ความว่า กองทัพเรือมีแผนการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าวแล้ว จึงยืนยันการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินบริเวณศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา แปลงดังกล่าว พร้อมกับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดิน พร้อมกับทำหนังสือส่งมอบคืนที่ดินให้แก่กองทัพเรือ หากท่านยังคงเพิกเฉยทางราชการมีความจำเป็นที่ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป เป็นจดหมายฉบับเดียวที่ชาวบ้านได้รับการตอบกลับจากทหารเรือ และไม่มีคำชี้แจงถึงความจำเป็นของทหารเรือในการใช้ที่ดิน ตามที่ชาวบ้านร้องขอโดยใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลช่าวสาร

หนังสือจากสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ ผผ 22/121 ลงวันที่ 23 มีนาคม 2561 แจ้งผลการวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดิน ความว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน (พลเอก วิทวัส รชตะนันทน์) ปฎิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า เมื่อที่ดินราชพัสดุบริเวณที่มีการร้องเรียนอยู่ในความครอบครองของทหารเรือ ประกอบด้วยที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นพื้นที่แห่งเดียวที่มีความเหมาะสมในการตั้งสถานีวิทยุหาทิศ (DF)[1] ที่ต้องอาศัยระดับเสียงรบกวนต่ำที่สุด มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมน้อย มีภูมิประเทศที่เหมาะสมและมีพื้นที่กว้างเพียงพอในการติดตั้งระบบสายอากาศวิทยุหาทิศ (DF) และเป็นที่ตั้งของกองบังคับหมวดเรือที่ 2 กองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ ซึ่งหากมีการผ่อนผันและส่งมอบที่ดินคืนออกไปก่อนจนกว่าจะมีการช่วยเหลือเยียวยาเรื่องที่อยู่อาศัยและเรื่องทำมาหากินจะส่งผลกระทบกับแผนงานที่กองทัพเรือได้อนุมัติไว้แล้ว ซึ่งกองทัพเรือได้ผ่อนผันมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว จึงเป็นกรณีที่กองทัพเรือมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้พื้นที่ดังกล่าว เพื่อดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือ อันเป็นไปเพื่อความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น กรณีดังกล่าวจึงยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องเรียนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 22 (2) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยให้ยุติการพิจารณาเรื่องร้องเรียนดังกล่าว

อนึ่ง จำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเบิกสัญญาเช่าดังกล่าว ประกอบด้วย ผู้เดือดร้อนเฉพาะที่อยู่อาศัย ผู้เดือดร้อนทั้งที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน และผู้เดือดร้อนเฉพาะที่ดินทำกิน ในพื้นที่ หมู่ 2 หมู่ 10 หมู่ 11 และหมู่ 12 รวม 166 ครัวเรือน มีผู้ได้รับผลกระทบ จำนวน 635 คน

ตารางที่ 1 สรุปจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ

ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อน หมู่ที่ จำนวนครัวเรือน จำนวนไร่ จำนวนคน
1.ผู้เดือดร้อนเฉพาะที่อยู่อาศัย 2

10

11

12

5

7

16

15

4-0-36

1-0-40

12-1-73

4-2-30

20

48

24

39

รวม 4 หมู่ 43 22-0-79 131
2.ผู้เดือดร้อนทั้งที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 2

10

11

12

2

11

43

15

42

230

1,125

424-0-33

8

64

198

64

รวม 4 หมู่ 71 1,821-0-33 334
3.ผู้เดือดร้อนเฉพาะที่ดินทำกิน 2

10

11

12

7

18

22

8

207

661-3-52

217-1-0

28

38

78

26

รวม 4 หมู่ 55 1,086-0-52 170
รวมทั้งสิ้น 4 หมู่บ้าน 4 หมู่ 166 3,358-3-67 635

 

ผู้เดือดร้อนดังกล่าว เป็นรุ่นลูกหลานที่สืบทอดการทำนามาเป็นรุ่นที่ 3 และ 4 การเช่าที่นาของชาวบ้านมีมานานเกือบ 100 ปีแล้ว แต่ต้องกลายเป็นชาวนาเช่าที่ดิน ตั้งแต่การจ่ายค่าเช่าให้กับเจ้าที่ดินโดยมีนายกองเก็บค่าเช่า และจ่ายค่าเช่าให้กับทหารเรือภายหลังทหารเรือซื้อที่ดินในปี 2491 และจ่ายค่าเช่าให้กับธนารักษ์หลังประกาศใช้ พ.ร.บ.ราชพัสดุ ในปี 2518 ให้หน่วยงานรัฐส่งมอบที่ดินให้กับกระทรวงการคลัง ชาวบ้านเหล่านี้จึงเป็นผู้บุกเบิกและพัฒนาที่ดินมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกจนถึงปัจจุบัน

 

แผนที่แปลงที่ดินพิพาทตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

 

 

ที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.611 – ฉช.614

ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา

 ที่มา: สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา กรมธนารักษ์

 

 ที่ดินตำบลโยธะกาและระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

          ที่ดินแปลงพิพาท ยังเกิดกระแสข่าวว่าแปลงที่ราชพัสดุดังกล่าว กรมธนารักษ์เสนอเป็นพื้นที่รองรับการพัฒนาเมืองใหม่สำหรับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษในจังหวัดฉะเชิงเทรา[2]  นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า “กรมธนารักษ์ได้จัดหาที่ราชพัสดุสนับสนุนโครงการอีอีซีใน 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง กว่า 11,000 ไร่ ในส่วนของฉะเชิงเทรานั้น เป็นที่ของกองทัพเรือที่ส่งคืนให้กรมธนารักษ์ อยู่ใน อ.บางน้ำเปรี้ยว พื้นที่ประมาณ 4,000 ไร่เศษ ซึ่งได้ส่งมอบให้อีอีซีไปเรียบร้อยแล้ว “กรมส่งมอบพื้นที่ให้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะนำไปพัฒนาเป็นอะไร ขึ้นกับอีอีซี กรมธนารักษ์เพียงแต่จัดหาพื้นที่ให้เท่านั้น รวมถึงการกำหนดค่าเช่าอีอีซีก็จะกำหนดเอง”[3]

อย่างไรก็ดี เมื่อกำนันตำบลโยธะกาทำหนังสือไปสอบถามยังกรมธนารักษ์[4] สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรามีหนังสือตอบกลับมาว่า ขณะนี้กองทัพเรือยังไม่ได้มีการส่งคืนที่ราชพัสดุแปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 611 – ฉช.614 ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 4,277-0-15 ไร่ ให้กับกรมธนารักษ์แต่อย่างใด ทั้งนี้ สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทราได้รายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ราชพัสดุแปลงดังกล่าวให้กรมธนารักษ์ทราบแล้ว และไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ตามที่สอบถามแต่อย่างใด[5]

การตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกที่ดิน

ตำบลโยธะกา ตั้งขึ้นเมื่อปี 2480 โดยการแยกมาจากตำบลดอนเกาะกา และตำบลหมอนทอง ทั้งสองตำบลเป็นชุมชนเก่าแก่ ตั้งขึ้นประมาณในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416 – 2453) การตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกที่ดินของชาวโยธะกา เกิดขึ้นจากการจับจองบุกเบิกที่ดินจากผู้คนในท้องถิ่น และผู้คนที่อพยพมาสร้างครอบครัว และชาวบ้านถิ่นอื่นที่ย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานบุกเบิกจับจองที่ดิน ในสมัยนั้นบริเวณตำบลโยธะกายังเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยมาจาก 3 ทาง คือ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก และอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี

เจ้าอาวาสวัดพลอยกระจ่างศรี (ปัจจุบัน) [6] เล่าว่า เริ่มแรกบริเวณนี้เป็นทุ่ง ยังไม่มีคลองหกวา ไม่มีคลอง 21 คลอง 22 คลอง 23 ไม่มี เป็นทุ่งกว้างๆ เรียกว่า “ทุ่งหลวง” เป็นที่อาศัยของโขลงช้างป่า ในรอบปีจะมีทางการมาตรวจดูว่าช้างโขลงไหนที่เหมาะจะนำไปใช้งาน ก็จะออกมาต้อนไปที่เพนียดคล้องช้าง ต่อมารัชกาลที่ 5 ให้สัมปทานขุดคลองแก่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามเข้ามาขุดคลอง ได้แก่ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองหกวาสายล่างและคลองซอยสายต่าง ๆ บริษัทให้ชาวบ้านจ่ายค่าเช่าแทนค่าขุดคลอง แต่ไม่มีใครมาเช่าที่ดินทำนา เนื่องจากมีช้างป่าอยู่ชุกชุม

ส่วนบริเวณแม่น้ำนครนายก สมัยที่เริ่มมีผู้คนอพยพมาจับจองเพื่อทำมาหากิน ชาวบ้านจะใช้วิธีการปักธงเป็นสัญลักษณ์การจับจองที่ดิน แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่จับจองที่ดินมักจะเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่มากกว่าชาวบ้านธรรมดาทั่วไป เพราะเวลาชาวบ้านเข้าไปปักธงจับจองที่ดินไว้ก็มีคนมาถอนออก โดยแจ้งว่าที่ดินมีเจ้าของแล้ว ส่วนบริเวณที่ดินบ้านท่าช้าง (หมู่ 11) ในปัจจุบัน ปรากฏว่าที่ดินมีการออกโฉนดให้กับเจ้าจอมมารดาแพและเจ้าจอมมารดาโหมด ในรัชกาลที่ 5 ได้แก่ ที่ดินฝั่งจังหวัดนครนายก ประมาณ 1,000 ไร่ (เจ้าจอมมารดาโหมด) และที่ดินฝั่งจังหวัดฉะเชิงเทราประมาณ 4,000 ไร่ (เจ้าจอมมารดาแพ)

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2448 เดิมตั้งอยู่ที่บ้านต้นสำโรง ตำบลบางขนาก มีหลวงพิศาลเกษตรสมบูรณ์ (เกตุ เกษสมบูรณ์) เป็นนายอำเภอคนแรก มีประชาชนอยู่แบบกระจัดกระจาย โดยทั่วไปสภาพพื้นที่เป็นป่าโปร่ง ประชาชนที่อยู่แถบนี้ประกอบอาชีพปลูกพืชเลี้ยงสัตว์

สภาพพื้นที่อำเภอบางน้ำเปรี้ยว แต่เดิมมามีสภาพเป็นที่รกร้างว่างเปล่า ตอนใต้ราบลุ่มต่ำตอนเหนือสูงขึ้นมีพงหญ้าต้นโขมง เป็นที่อาศัยของช้างป่า และสัตว์ป่าหลายชนิด มีราษฎรประกอบอาชีพทำนา อยู่แถบริมคลองเพียงเล็กน้อย ต่อมา พ.ศ.2446-2447 บริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ได้เข้ามาทำการขุดคลอง 18, คลอง 19, คลอง 20,  และคลอง 21  และจัดทำประตูระบายน้ำขึ้นทำให้ดินจืดคลายความเปรี้ยวลงมาก จึงทำให้ราษฎรจากที่อื่นพากันอพยพมาจากที่ต่าง ๆ เพื่อประกอบอาชีพทำนามากขึ้น[7]

จากผู้บุกเบิกเป็นผู้เช่านา

“เมื่อต้นตระกูลของบ้านท่าช้างมาอยู่ได้ไม่นานเท่าไหร่นักก็ตั้งใจว่ายังไงก็ได้ที่ทำกินแล้ว ปักหลักปักธงไว้แล้ว แต่อยู่ๆ ก็มีนายกองนาก็มาบอกว่าที่ตรงนี้เป็นที่ของเจ้าจอมมารดา ดูแลพื้นที่ เพราะฉะนั้นที่จะมาจับจองนั้นไม่ได้แล้ว คือการออกโฉนดในสมัยก่อนเค้าไม่ได้มายืนขีดอยู่ที่นี่หรอก แต่ว่ามีการขีดมาเลยจากกรุงเทพ”

เจ้าอาวาสวัดพลอยกระจ่างศรี

ชาวนาโยธะการุ่นปัจจุบัน นับเป็นคนรุ่นที่ 3 – 4 แล้วที่ได้สืบต่อการทำนามาจากบรรพบุรุษรุ่นบุกเบิก นับเป็นเวลาเกือบ 100 ปี การจับจองบุกเบิกน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงหลังจากบริษัทคูนาสยามหมดอายุสัมปทานลงแล้ว ในปี พ.ศ. 2458 ถึงก่อนปีออกโฉนดที่ดินให้กับเจ้าจอมมาดาแพ ในปี 2468 ตามที่ปรากฏหลักฐานจากปีเกิดของบุตรซึ่งนับเป็นคนรุ่นที่สอง เช่น กรณีครอบครัวนายเยื้อน อยู่พลับ มีบุตรคนที่ 2 คือ นางจรุญ เกิดในปี 2464 และขยายครอบครัวและบุกเบิกพื้นที่ส่วนใหญ่ในเวลาต่อมาหลังการออกโฉนดให้กับเจ้าจอมมารดาแพ

“ตาฟองกับยายเผือด เอาแรงกับยายจรุญ คนรุ่นที่สอง ช่วยกันบุกเบิกที่ดิน สองครอบครัวนี้บุกเบิกจับจองนาได้มากกว่าใคร ยายจรุญจับจองที่นาได้เป็น 100 ไร่ สมัยนั้นเป็นที่รกร้าง ใครมีแรงจับได้จับเอา ทำได้เท่าไร เท่านั้น สมัยนั้นชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออก เมื่อมีนายกองมาบอกว่าที่ดินมีเจ้าของให้แปะโป้เป็นผู้เช่านา ชาวบ้านก็ยอม

สัมภาษณ์นายประกอบ สิงหนาท[8]

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างสายตระกูลจากรุ่นบุกเบิกของกรณีศึกษา 5 ครอบครัว ดังนี้

กรณีที่ 1 นายเผือก พงษ์พูน เกิดปี 2439 ที่ ต.วังยาง อ.บ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี มาแต่งงานกับนางเลี่ยม มีนายกองมาแจ้งนายเผือกว่า ที่ดินที่นายเผือกมาบุกเบิกทำนามีเจ้าของแล้วให้นายเผือกแปะโป้เช่านา นายเผือกมีนางเกษม สิงหนาท (พงษ์พูน) เป็นบุตรคนที่ 3 เกิดปี 2496 ได้เช่านาต่อจากพ่อแม่และสืบทอดให้ลูก คือ นายประกอบ พงษ์พูน รุ่นที่ 3 เช่าทำนาต่อในปัจจุบัน

กรณีที่ 2 นายเยื้อน อยู่พลับ เกิดอยู่ที่นี่ เมื่อปี 2446 เป็นผู้บุกเบิกจับจองที่ดินทำนา มียายจรุญ เป็นบุตรคนที่ 2 ซึ่งเกิดปี 2464 ต่อมามีคนมาบอกนายเยื้อนว่าที่ดินมีเจ้าของ ให้นายเยื้อนแปะโป้เป็นผู้เช่านา และจ่ายค่าเช่านาให้กับนายกอง ยายจรุญได้จับจองและบุกเบิกที่นาเพิ่มเติมและต้องจ่ายค่าเช่านาหลังจากนายกองมาแจ้งว่าที่ดินมีเจ้าของแล้ว ครอบครัวอยู่พลับได้เช่าที่นาต่อมาจนถึงรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน

กรณีที่ 3 นายมุ้ย และนางผิว รอดกอน เป็นคนเกิดในพื้นที่ นางผิว เกิดปี 2451 เป็นผู้บุกเบิกจับจองที่ดินทำนา ต่อมามีนายกองนามาให้แปะโป้เช่านาหลังบุกเบิกที่ดินแล้ว นายมุ้ยกับนางผิว มีบุตรคนโต คือ นายไสว รอดกร เกิดปี 2477 ได้เช่านาต่อจากพ่อแม่ และเช่าที่นาต่อมาจนถึงรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน

กรณีที่ 4 นางแพน และนายเริญ กินิยม นางแพนเกิดในพื้นที่ เมื่อปี 2453 และได้แปะโป้จ่ายค่าเช่านาให้กับนายกอง ทั้งสองมีบุตรคนโตของครอบครัว คือ นายจรัญ เกิดในปี 2472 นางแพนและนายเริญได้แปะโป้เช่าที่นากับนายกองนา และได้ซื้อที่นาอีกแปลง (ไม่ทราบว่าซื้อที่นาจากใคร) ในราคาไร่ละห้าสิบสตางค์ มีเนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ เป็นเงิน 150 บาท และได้เอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินในปี 2480 สำหรับแปลงที่เช่านาลูกหลานนางแพนและนายเริญได้เช่าที่นาต่อเนื่องต่อมาจนถึงรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน

กรณีที่ 5 นางจี่ และนายเคื่อง กันเนื่อง เป็นคนเกิดในพื้นที่ นางจี่ เกิดปี 2456 เป็นรุ่นบุกเบิกจับจองทำนา และแปะโป้เช่านากับนายกองนา บุตรคนโตของทั้งสอง คือ นางสอน เกิดปี 2470 หลังนางสอนแต่งงานได้เช่านาต่อมาพร้อมกับบุกเบิกขยายที่นาเพิ่มเติม จนถึงรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ในปัจจุบัน

จากการสืบสายตระกูลไปถึงรุ่นผู้เข้ามาบุกเบิกที่นาของ 5 ครอบครัวดังกล่าว พอประมาณช่วงเวลาที่ชาวบ้านบุกเบิกที่ดินทำนาว่าน่าจะเริ่มขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2560 ถึงทศวรรษ 2470 จากนั้นเมื่อมีการออกโฉนดให้เจ้าจอมมารดาแพ (ในรัชกาลที่ 5) ในปี 2468 จึงมีนายกองนาเข้ามาบอกชาวบ้านว่าที่ดินนี้มีเจ้าของแล้ว ต้องจ่ายค่าเช่านาให้กับนายกอง ในขณะนั้นชาวบ้านไม่รู้หนังสือจึงใช้วิธีแปะโป้ยอมรับเป็นผู้เช่านา แต่การขยายพื้นที่นามากขึ้น ในรุ่นที่สองหรือรุ่นลูกราวช่วงปลาย-ต้นทศวรรษ 2490 ดังคำบอกเล่าของชาวบ้านว่า “ยายจรุญ ลูกนายเยื้อน อยู่พลับ กับตาฟองและยายเผือด รัตนทั่ง จับจองเอาแรงบุกเบิกนาด้วยกัน สองครอบครัวนี้มีนามากกว่าใคร ยายจรุญจับจองที่นาได้เป็น 100 ไร่ สมัยนั้นเป็นที่รกร้าง ใครมีแรงจับได้จับเอา ทำได้เท่าไร ได้เท่านั้น สมัยนั้นชาวบ้านอ่านหนังสือไม่ออก พอมีคนมาบอกว่าที่ดินมีเจ้าของต้องจ่ายค่าเช่านา ชาวบ้านก็ยอม”[9]

การทำนาในสมัยนั้น ชาวนาจะทำนากันตามแอ่งที่ลุ่ม สลับกับดอนป่าปรือ ป่าโขมง ที่นาจึงมีลักษณะเป็นหย่อมๆ จนกระทั่งมีรถไถนาเข้ามาในพื้นที่ในช่วงทศวรรษ 2510 ชาวบ้านจึงได้ค่อยๆ พัฒนาปรับที่ดินเป็นผืนนาจนมีสภาพเป็นทุ่งนาเต็มพื้นที่

โครงการขุดคลองรังสิตบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม

การขุดคลอง 18 คลอง 19 คลอง 20 และคลอง 21 ขุดเป็นส่วนหนึ่งของการขุดคลองซอยฝั่งใต้คลองหกวาสายล่าง[10] (ขุดปี 2436 ขุดเสร็จปี 2440) ซึ่งมีทั้งหมด 14 สาย ในโครงการขุดคลองรังสิตของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม ในสมัยรัชกาลที่ 5 คลองทั้ง 4 สายขุดแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2447 ในหนังสือสัญญาพระราชทานพระบรมราชาอนุญาตขุดคลอง ลงวันที่ 17 มกราคม พ.ศ.2431 ให้บริษัททำการขุดคลองได้เป็นเวลา 25 ปี และให้สิทธิบริษัทจับจองที่ดิน 2 ฝั่งคลองเว้นจากที่หลวง 1 เส้นขึ้นไปฟากละ 40 เส้น ตลอดลำคลอง รวม 80 เส้น ตั้งแต่วันที่ได้ขุดคลอง ที่ดินสองฝั่งคลองทั้ง 14 สายมีเนื้อที่รวมกันประมาณ 299,158 ไร่ สำหรับคลอง 18 – 21 มีเนื้อที่ประมาณ 142,387 ไร่ รายละเอียดดังตาราง

ตารางที่ 2 แสดงเนื้อที่ดินตามสิทธิจับจองของบริษัทขุดคลองและคูนาสยาม
(1 เส้น
= 40 เมตร,  40 เส้น = 1.6 กม.)

ระยะทางคลองขุด ที่ดินกรรมสิทธิ์บริษัทฯ (ไร่) หมายเหตุ
คลอง 8 = 0.8 กม. 1,602.56 3.2 กม. X 0.8 กม. X 625 ไร่
คลอง 9 = 5.93 กม. 11,878.98 3.2 กม. X 5.93 กม. X 625 ไร่
คลอง 10 = 6.1 กม. 12,219.52 3.2 กม. X 6.1 กม. X 625 ไร่
คลอง 11 = 4.44 กม. 8,894.21 3.2 กม. X 4.44 กม. X 625 ไร่
คลอง 12 = 7.66 กม. 15,344.51 3.2 กม. X 7.66 กม. X 625 ไร่
คลอง 13 = 1.24 กม. 2,483.97 3.2 กม. X 1.24 กม. X 625 ไร่
คลอง 14 = 11.75 กม. 23,537.60 3.2 กม. X 11.75 กม. X 625 ไร่
คลอง 15 = 12.74 กม. 25,520.77 3.2 กม. X 12.74 กม. X 625 ไร่
คลอง 16 = 13.68 กม. 27,403.78 3.2 กม. X 13.68 กม. X 625 ไร่
คลอง 17 = 13.92 กม. 27,884.54 3.2 กม. X 13.92 กม. X 625 ไร่
คลอง 18 = 16 กม. 32,051.20 3.2 กม. X 16 กม. X 625 ไร่
คลอง 19 = 18.2 กม. 36,458.24 3.2 กม. X 18.2 กม. X 625 ไร่
คลอง 20 = 18.48 กม. 37,019.14 3.2 กม. X 18.48 .กม. X 625 ไร่
คลอง 21 = 18.4 กม. 36,858.88 3.2 กม. X 18.4 .กม. X 625 ไร่
รวม 299,158 ไร่ 3.2  กม. X 71.08 กม. X 625 ไร่

 

ตารางที่ 3 แสดงคลองซอยฝั่งใต้คลองหกวาสายล่างของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม

คลองที่ขุด เริ่มขุด/พ.ศ. ขุดเสร็จ/พ.ศ. ยาว (เส้น-วา-ศอก) หมายเหตุ
คลอง 8 4 ส.ค. 2435 20-00-0 ขุดโดยคนจีนทั้งสาย
คลอง 9 3 ก.ค. 2440 12 ต.ค. 2440 137-09-2
คลอง 10 27 ต.ค. 2441 14 ก.พ. 2441 139-09-2
คลอง 11 16 ต.ค. 2440 19 ธ.ค. 2440 111-01-2 ขุดโดยคนจีน 54 เส้น 7 วา
คลอง 12 6 ก.ย. 2442 15 ธ.ค. 2442 191-09-0 ขุดโดยคนจีน 154 เส้น 02 วา
คลอง 13 29 ก.ย. 2435 31-0-0 ขุดโดยคนจีนทั้งสาย
คลอง 14 3 พ.ย. 2444 2 เม.ย. 2445 275-15-0
คลอง 15 2 พ.ค. 2445 19 ต.ค. 2445 296-18-0 ขุดโดยคนจีน 41 เส้น 10 วา
คลอง 16 5 เม.ย. 2443 2 ม.ค. 2443 322-16-0
คลอง 17 22 พ.ค. 2445 24 ก.ค. 2446 348-00-0 ขุดโดยคนจีน 46 เส้น 07 วา
คลอง 18 26 ก.ค. 2446 21 มิ.ย. 2447 398-01-0
คลอง 19 5 ส.ค. 2446 2 ส.ค. 2447 456-13-0 ขุดโดยคนจีน 46 เส้น 03 วา
คลอง 20 12 ก.ย. 2446 14 ก.ค. 2447 462-00-0 ขุดโดยคนจีน 6 เส้น
คลอง 21 28 พ.ย. 2446 3 พ.ค. 2447 460-13-0

 

ที่มา: “ประวัติคลองรังสิต: การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431 – 2457” โดย สุนทรี อาสะไวย์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530

 

ตามเงื่อนไขของสัญญาขุดคลองที่บริษัทได้ทำกับรัฐบาล บริษัทมีสิทธิที่จะขายกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้กับผู้หนึ่งผู้ใดได้ ตั้งแต่เริ่มโครงการขุดคลอง โดยพบว่าบริษัทจัดการแบ่งและขายที่ดินก่อนที่บริษัทจะได้ขุดคลองเสียอีก บริษัทได้ประกาศชักชวนให้คนมาลงชื่อเพื่อจับจองที่ของบริษัท และจ่ายเงินค่าที่ให้บริษัท และเพื่อทำให้ผู้ซื้อมั่นใจและมีหลักฐานแสดงสิทธิ บริษัทจึงทำออกหนังสือที่เรียกว่า ใบกรอก ใบตรอกหรือตั๋วกรอก เมื่อมีการชำระเงินในการขายที่ดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผู้ซื้อยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่นั้นอย่างสมบูรณ์ จะมีได้ต่อเมื่อบริษัทขุดคลองเสร็จและรัฐบาลจัดการออกตราจองให้แก่บริษัท หรือให้แก่ผู้ซื้อ[11]

 

 

ที่มา: “ประวัติคลองรังสิต: การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431 – 2457”

โดย สุนทรี อาสะไวย์ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530

 

หลังบริษัทคูนาสยามขุดคลองแล้วเสร็จ คลองหลายแห่งถูกทิ้งร้างไม่มีคนทำนา เพราะบริษัทตั้งราคาที่ดินสูง ไม่มีราษฎรซื้อที่ดิน ดังปรากฏความอยู่ในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2451 ได้บรรยายไว้ว่า

“วันที่ 15 ได้ลงเรือโมเตอรขึ้นไปตามลำน้ำนครนายกจนถึงบ้านเหล้าซึ่งมีวัดฝรั่งมาตั้งอยู่ที่นั้น[12]…..พ้นบ้านเหล้าขึ้นไปว่าเรือโมเตอรเข้าไม่ได้ ยังอีก 2 ชั่วโมง จึงจะถึงเมืองนครนายก กลับลงมาแวะกินข้าวที่วัดบ้านอ้อ อันเปนทางแยกไปบ้านนา[13] ที่นี่มีตลาดร่องแร่ง ตามระยะทางบ้านเรือนก็มีห่างๆ แต่เปนนาเต็มไปทั้งนั้นไม่มีที่ว่างเลย เพราะเปนที่นาดี ทำมีแต่ได้มากหรือได้น้อยไม่มีเสีย ล่องลงมาตามทางที่ขึ้นไปพ้นบ้านองครักษ์[14] หน่อยหนึ่ง ที่นาก็จับออกจะโทรมๆ ไปจนกระทั่งถึงที่ซึ่งบริษัทขุดคลองขึ้นไว้ ไม่มีคนทำนาเลย เหตุที่เปนเช่นนี้ด้วยช้างเถื่อนชุมนั้นอย่างหนึ่ง ได้ความจากหลวงบำรุงซึ่งเปนผู้มานำทาง ว่าบริษัทคิดจะเรียกราคา 8 บาท ราษฎรไม่มีใครซื้อเลย คลองลงมือขุดไว้สัก 10 คลองทิ้งร้างหมด เปนที่เปลี่ยวแจ๊ดทีเดียวหาบ้านเรือนมิได้ ลงไปจนถึงตอนใกล้ข้างปากน้ำโยทกาหรือพ้นคลองหกวาสายล่าง จึงได้มีบ้านเรือนไร่นา มีบางลูกเสือเป็นต้น ระยะทางก็ไกลจะหาต้นหมากรากไม้ ผู้คนอะไรก็ไม่มี มีแต่หญ้ากับฝั่ง” รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสมณฑลปราจีนบุรี เมื่อ ร.ศ.117 (พ.ศ.2451)[15]

เส้นทางเสด็จประพาสผ่านอำเภอบ้านนา อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายกในปัจจุบัน โดยบริเวณที่บริเวณที่พ้นคลองหกวาสายล่างลงไปจนถึงปากน้ำโยธะกา ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำนครนายกไหลไปบรรจบกับแม่น้ำปราจีนบุรีเป็นแม่น้ำบางประกงนั้น เป็นบริเวณที่มีการขุดคลอง 18 คลอง 19 คลอง 20 และคลอง 21 ในตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลบางแตน อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรีในปัจจุบัน แสดงว่าในปี พ.ศ. 2451 ได้มีการสร้างบ้านเรือนไร่นากันให้เห็นบริเวณริมแม่น้ำนครนายกกันบ้างแล้ว แต่ก็บางตามาก

ข้อวิวาทกรรมสิทธิ์ที่ดิน

จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 969/2473 เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า เริ่มมีราษฎรเข้าไปหักล้างถางพงจับจองที่ดินบริเวณที่ดินกรรมสิทธิ์ของบริษัทคูนาสยาม และเกิดปัญหาข้อวิวาทที่ดินระหว่างผู้ถือใบตรอกที่ดินที่บริษัทคูนาสยามออกให้กับราษฎร ซึ่งปรากฏเป็นคดีความฟ้องร้องกรรมสิทธิ์ที่ดินเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น คดีฟ้องร้องกรรมสิทธิ์ที่ดิน ระหว่างนายนาวาเอกพระยาอรสุมพลาภิบาล โจทก์ ฟ้องนายใบ นางหมอน จำเลย ในเขตที่ดินของบริษัทบริเวณคลอง 19 ดังนี้

โจทก์ฟ้องว่า ที่นาโฉนดที่ 2281, 2282, 2283, 2284, 2285,2528 ตำบลคลองซอยที่ 19 อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แต่เดิมเป็นของบริษัทขุดคลองคูนาสยาม ภายหลังตกมาเป็นกรรมสิทธิของโจทก์ ในระหว่างเดือนเมษายนและเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2471 จำเลยบังอาจบุกรุกเข้าทำนาในที่ 6 โฉนดดังกล่าวประมาณ 80 ไร่ ราคา 1,880 บาท ขอให้ปรับขับไล่จำเลยกับเรียกค่าเสียหาย 320 บาทฯ

จำเลยให้การต่อสู้ว่า ที่รายนี้จำเลยได้ปกครองเป็นเจ้าของถือกรรมสิทธิ์มาประมาณ 3 ปีเศษฯ

ที่ดินวิวาทนี้เป็นที่ดินซึ่งบริษัทขุดคลองคูนาสยามได้รับพระบรมราชานุญาตให้จับจอง หลวงโยธาณัติการกับนายทวน บุนนาค ได้รับใบตรอกจากบริษัทขุดคลองคูนาสยามเนื้อที่ทั้ง 6 โฉนด และได้รับโฉนดเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2464 ต่อมานั้นก็ได้โอนขายให้แก่โจทก์ แต่ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกับสามีนางใบจำเลยได้เข้าหักล้างถางพงทำนาในที่วิวาทมาประมาณ 30 ปีเศษ โดยไม่มีผู้ใดหวงห้ามว่ากล่าว แต่จำเลยหาได้รับหนังสือสำคัญสำหรับที่ดินอย่างใดไม่ คงปกครองแต่มือเปล่าตลอดมาฯ

ศาลจังหวัดฉะเชิงเทราเห็นว่า แม้บริษัทขุดคลองคูนาสยามจะมีสิทธิตามพระบรมราชานุญาตให้จับจองที่ดินสองฟากคลองยืนขึ้นไปฝั่งละ 40 เส้นก็ดี แต่หามีอำนาจที่จะถือเอาที่ดินซึ่งมีผู้อื่นปกครองเป็นเจ้าของอยู่แล้วนั้นไม่ และในการที่ผู้รับมฤดกของหลวงโยธาณัติการกับนายทวน บุนนาค ได้รับโฉนด จำเลยก็มิได้รู้เห็นอย่างใด โจทก์ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่รายวิวาท จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ฯ

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุธรณ์เห็นว่าจำเลยเข้าปกครองโดยมือเปล่า จะอ้างสิทธิแห่งการปกครองขึ้นต่อสู้บริษัทขุดคลองคูนาสยามไม่ได้ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 12 ปี 120 ระหว่างบริษัทขุดคลองคูนาสยามและจีนแก้วโจทก์ นายบก นายสีกับพวกจำเลยและทั้งจำเลยก็เข้าปกครองเมื่อภายหลังบริษัทขุดคลองคูนาสยามได้รับพระบรมราชานุญาตให้จับจองในที่รายนี้ แต่อย่างไรก็ดี บริษัทขุดคลองคูนาสยามได้หมดสิทธิตามพระบรมราชานุญาตตั้งแต่ พ.ศ. 2458 เป็นต้นมา ใบตรอกของบริษัทขุดคลองคูนาสยามที่ให้ไว้แก่หลวงโยธาณัติการและนายทวน บุนนาค ไม่คุ้มครองได้ต่อไป คำอุทธรณ์จึงยกข้อที่โจทก์มีโฉนดแผนที่ขึ้นวินิจฉัย และมีความเห็นเช่นเดียวกับศาลเดิมว่าโจทก์จะมีกรรมสิทธิ์ไม่ได้ พิพากษายืนตามศาลเดิมฯ

โจทก์ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาฯ

กรรมการศาลฎีกาได้ตรวจสำนวนและฟังคำแถลงการณ์ของทนายโจทย์ตลอดแล้ว ทางพิจารณาได้ความดังกล่าวมาข้างต้นว่าที่ดินรายวิวาทอยู่ในเขตต์จับจองของบริษัทขุดคลองคูนาสยาม ซึ่งให้หลวงโยธาณัติการกับนายทวน บุนนาค เป็นผู้ตรอกไว้ แต่บริษัทขุดคลองคูนาสยามหมดสิทธิตามที่ได้รับพระบรมราชานุญาติตั้งแต่ พ.ศ. 2458 เป็นต้นมา เพราะฉะนั้นที่ดินซึ่งอยู่ในเขตต์ที่บริษัทขุดคลองคูนาสยามได้รับพระบรมราชานุญาตจึงเป็นไปดังนี้ คือ

  1. ถ้าไม่มีผู้ใดเข้าปกครองถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเหล่านั้นต้องเป็นที่ว่างเปล่าโดยไม่มีเจ้าของฯ
  2. ถ้ามีผู้เข้าปกครองถือกรรมสิทธิ์ตลอดมา ผู้ปกครองก็มีกรรมสิทธิ์ในที่รายนั้น ผู้ที่ซื้อจากบริษัทขุดคลองคูนาสยามโดยได้รับใบตรอกถือไว้อย่างเดียวหามีกรรมสิทธิ์อย่างใดไม่ฯ

การที่จำเลยเข้าปกครองที่ดินรายวิวาทมาช้านานเท่าใดไม่เป็นข้อสำคัญ เพราะจำเลยเข้าทำโดยมือเปล่า จะยกขึ้นเถียงกรรมสิทธิ์แก่บริษัทขุดคลองคูนาสยามไม่ได้ แต่เมื่อบริษัทขุดคลองคูนาสยามหมดสิทธิมาตั้งแต่ พ.ศ. 2458 แล้ว จำเลยคงปกครองที่ดินตลอดมาจนเวลาที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ได้ 10 ปีเศษ จำเลยก็มีกรรมสิทธิ์ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยจึงมีต่อไปว่า การที่ผู้รับมฤดกของหลวงโยธาณัติการ และนายทวน บุนนาค ได้รับโฉนดทับที่ดินซึ่งจำเลยมีกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายอยู่นั้น ผู้รับโฉนดจะกลับมีกรรมสิทธิ์ดีกว่าจำเลยหรือไม่ กรรมการศาลฎีกาเห็นว่า โฉนดที่กระทรวงเกษตร์ออกให้ไป ได้ออกตามแผนที่ของบริษัทขุดคลองคูนาสยามตามที่หลวงโยธาณัติการและนายทวน บุนนาค ได้รับใบตรอกจากบริษัทคูนาสยาม ไม่ใช่ข้อที่จำเลยยินยอมให้ผู้อื่นเข้ารับโฉนดในที่ของตน เพราะฉะนั้นจึงเป็นการออกโฉนดทับที่ของผู้อื่น ผู้รับโฉนดหาได้กรรมสิทธิ์ไม่ฯ พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์[16]

จากคำพิพากษาฎีกานี้ วินิจฉัยว่าที่ดินวิวาทได้ตกเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหลังบริษัทคูนาสยามหมดอายุสัมปทานลง จำเลย คือ นายใบและนางหมอน ซึ่งครอบครองใช้ที่ดินมาต่อเนื่อง มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเหนือกว่าโจทก์ แม้จะเป็นการครอบครองมือเปล่า และโจทก์เป็นผู้ถือโฉนดก็ตาม

ที่ดินเจ้าจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5

ที่ดินพิพาทได้มีการออกโฉนดเมื่อปี พ.ศ. 2468 ให้กับเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ หรือเจ้าจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5 (แปลงที่ราชพัสดุ 611, 612 และ 614) และพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ (แปลงที่ราชพัสดุ 613) พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาแพ[17] หรือหลังจากบริษัทคูนาสยามเป็นเวลา 10 ปี ในช่วงเวลานี้พบหลักฐานว่ามีราษฎรเข้ามาบุกเบิกที่ดินในบริเวณที่ดินราชพัสดุ (ในราชการทหารเรือ) บริเวณตำบลโยธะกาในปัจจุบันแล้ว

เมื่อพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณสิ้นพระชนม์ในปี 2473 โฉนดที่ดินจึงตกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าคุณประยูรวงศ์ และเนื่องจากพระราชธิดาทั้ง 3 พระองค์สิ้นพระชนม์ไปก่อนทั้งหมด เจ้าคุณประยูรวงศ์ได้ให้ที่ดินแก่นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) [18] ข้าหลวงต้นห้องคนสนิท ในปี 2483 และนางพิจารณ์พลกิจได้ขายที่ดินให้กับนายชัยยุทธ กรรณสูต ในปี 2489 และนายชัยยุทธได้ขายที่ดินให้กับกระทรวงการคลัง (ในราชการทหารเรือ) ในปี 2491

เมื่อสืบสายตระกูลของภรรยาของ น.พ.ชัยยุทธ คือ ม.ร.ว. พรรณจิตร กรรณสูต (สกุลเดิมวรวรรณ) ซึ่งมารดาของ ม.ร.ว. พรรณจิตร คือ หม่อมชั้น วรวรรณ (สกุลเดิมบุนนาค) เป็นบุตรของเจ้าพระยาสุรวงศ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) สมุหกลาโหมในรัชกาลที่ 5 พี่ชายต่างมารดาของเจ้าจอมมารดาแพและเจ้าจอมมารดาโหมด บิดา คือ เจ้าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหกลาโหมในรัชกาลที่ 4 และ 5

ผังเครือญาติ

ที่ดินราชพัสดุ (ในราชการทหารเรือ)[19]

ที่ดินแปลงพิพาทเป็นที่ราชพัสดุ (ในราชการทหารเรือ) ในตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้แก่ ที่ราชพัสดุหมายเลขทะเบียนที่ ฉช.611 ฉช. 612 ฉช. 613 และ ฉช. 614 มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 4,277-0-15 ไร่ มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นโฉนดรวม 4 ฉบับ ดังนี้

  • แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 611 โฉนดเลขที่ 2756 เนื้อที่ 39-0-23 ไร่
  • แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 612 โฉนดเลขที่ 2755 เนื้อที่ 1,908-1-42 ไร่
  • แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 613 โฉนดเลขที่ 3055 เนื้อที่ 1,000-2-88 ไร่
  • แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ฉช. 614 โฉนดเลขที่ 2817 เนื้อที่ 1,328-3-62 ไร่

ในเวบไซด์ของศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยทะกา ระบุถึงความเป็นมาถึงที่มาของพื้นที่พิพาทว่า ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางกองทัพเรือ เห็นความจำเป็นที่จะผลิตเสบียงไว้ใช้ยามสงคราม พ.ศ.2491 จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่รวม 4,277-0-15 ไร่ ต่อมา พ.ศ. 2493 ซื้อที่ดินบริเวณอำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก เนื้อที่ราว 1,079-0-49 ไร่ ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือมีพื้นที่ทั้งหมด จำนวน 5,356 ไร่ 64 ตารางวา[20]

กองทัพเรือได้ใช้เงินงบประมาณในการจัดซื้อที่ดินจากนายชัยยุทธ กรรณสูต เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2491 ในขณะนั้น มีชาวบ้านได้ใช้ที่ดินทำนาอยู่ก่อนแล้ว ทหารเรือได้ใช้ประโยชน์ในราชการบางส่วน เนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ พื้นที่ส่วนใหญ่ทหารเรือให้ชาวบ้านเช่าเพื่ออยู่อาศัยและทำนา โดยกรมธนารักษ์ได้มอบอำนาจให้กองทัพเรือเป็นผู้จัดเช่าแทนกระทรวงการคลัง และได้มีการเรียกเก็บค่าเช่าตามระเบียบกระทรวงการคลัง ต่อมากระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ พ.ศ. 2545 ข้อ 24 กำหนดให้การจัดให้เช่าที่ราชพัสดุในจังหวัดอื่น ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด กองทัพเรือจึงได้ส่งรายชื่อผู้เช่าที่ได้ทำสัญญาเช่ากับกองทัพเรือให้จังหวัดฉะเชิงเทราดำเนินการจัดให้เช่า ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546 โดยมีเงื่อนไขให้ต่ออายุสัญญาเช่าครั้งละ 1 ปี และจะต้องได้รับความยินยอมจากกองทัพเรือก่อน

แปลงที่ดินราชพัสดุแปลงพิพาท ปรากฏข้อมูลจากหลักฐานสาระบบที่ดิน ดังนี้

  • ทะเบียนราชพัสดุแปลง 611 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2756 ตำบลดอนเกาะกา อำเภอ

บางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่อที่ 39 – 0 -23 ไร่

เดิมโฉนดที่ดินเลขที่ 2756 ตำบลดอนเกาะกา (คลองหกวาสายล่างฝั่งใต้) ออกให้แก่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) เจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 5 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2468 จากหลักฐานใบจองเลขที่ 158 ซึ่งซื้อมาจากหลวงเขตตานุรักษ์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ร.ศ. 117 (พ.ศ. 2442) ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2483 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ให้ที่ดินแก่นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) วันที่ 24 เมษายน 2489 นางพิจารณ์พลกิจ ขายให้นายชัยยุทธ กรรณสูต วันที่ 18 พฤศจิกายน 2491 นายชัยยุทธ กรรณสูต ขายให้กระทรวงการคลัง (ในราชการทหารเรือ) กระทรวงการคลังได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2755, 2756 และโฉนดเลขที่ 3053 ตำบลดอนเกาะกา ยื่นคำขอโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2755 เนื้อที่ 1,954-2-47 ไร่ และได้รังวัดแบ่งแยกในนามเดิมเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2504 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2756 เนื้อที่ 39-0-23 ไร่

(๒) ทะเบียนราชพัสดุแปลง 612 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2755 ตำบลบ้านดอนเกาะกา

อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มีเนื้อที่ 1,908-1-42 เดิมโฉนดที่ดินแปลงนี้ออกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2468 ออกให้แก่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ออกจากหลักฐานใบจองเลขที่ 158 ซึ่งซื้อมาจากหลวงโยธาณัติการ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม ร.ศ.117 (ประมาณ พ.ศ. 2442) ต่อมาเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2483 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ให้ที่ดินแก่นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) วันที่ 24 เมษายน 2489 นางพิจารณ์พลกิจ ขายให้นายชัยยุทธ กรรณสูต วันที่ 18 พฤศจิกายน 2491 นายชัยยุทธ กรรณสูต ขายให้กระทรวงการคลัง (ในราชการกองทัพเรือ) กระทรวงการคลังได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 2755, 2756 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3053 ตำบลดอนเกาะกา ยื่นคำขอรวมโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2755 เนื้อที่ 1,954-2-47 ไร่ แบ่งแยกในนามเดิมเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2756 เนื้อที่ 39-0-23 ไร่ และแบ่งหักเป็นคลองหกวาสายล่าง เนื้อที่ 7-0-82 ไร่ คงเหลือเนื้อที่ 1,908-1-42 ไร่

(3) ทะเบียนราชพัสดุแปลง 613 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3054 ตำบลบ้านดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา แบ่งแยกมาจากโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 ตำบลบ้านดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 1,000-2-88 ไร่ เดิมโฉนดที่ดินเลขที่ 3054 ออกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2468 ออกให้แก่พระเจ้าพี่นางเธอพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ เนื้อที่ 1,868-2-58 ไร่ ขอออกโฉนดที่ดินโดยไม่มีหลักฐานเดิม ได้มาโดยการก่นสร้างมาประมาณ 12 ปี วันที่ 23 ธันวาคม 2473 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ขอรับมรดกของพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ วันที่ 15 ตุลาคม 2480 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) แบ่งขายให้กระทรวงการคลัง (สำหรับการชลประทานในบริเวณเชียงรากน้อยและบางเหี้ย) วันที่ 1 มิถุนายน 2483 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ให้ที่ดินแก่นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) วันที่ 24 เมษายน 2489 นางพิจารณ์ (ผาด ดุละลัมภะ) ขายให้แก่นายชัยยุทธ กรรณสูต วันที่ 18 พฤศจิกายน 2491 นายชัยยุทธ กรรณสูต ขายให้แก่กระทรวงการคลัง (ในราชการกองทัพเรือ) กระทรวงการคลังนำโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 และโฉนดที่ดินเลขที่ 3054 ยื่นขอรังวัดรวมโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 เนื้อที่ 2,329-2-88 ไร่ ได้มีการจดทะเบียนแบ่งแยกในนามเดิม 1 แปลง เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 3054 เนื้อที่ 1,000-2-88 ไร่ คงเหลือเนื้อที่ 1,328-3-62 ไร่

(4) ทะเบียนราชพัสดุแปลง 614 เป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 ตำบลบ้านดอนเกาะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา เนื้อที่ 1,328-3-62 ไร่ ออกให้เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2504 เดิมโฉนดที่ดินแปลงนี้ออกให้แก่เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2468 เนื้อที่ 345-0-16 ไร่ วันที่ 10 มีนาคม 2468 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ให้ที่ดินแก่พระเจ้าพี่นางเธอพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ วันที่ 1 มิถุนายน 2483 เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (แพ) ให้ที่ดินแก่นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) วันที่ 24 เมษายน 2489 นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมภะ) ขายให้แก่นายชัยยุทธ กรรณสูต วันที่ 18 พฤศจิกายน 2491 นายชัยยุทธ ขายให้กระทรวงการคลัง (ในราชการทหารเรือ) กระทรวงการคลังได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 และ 3054 ยื่นคำขอรังวัดรวมโฉนดเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 2817 เนื้อที่ 2,329-2-50 ไร่

บทสรุปวิเคราะห์

ประวัติศาสตร์ที่ดินของชาวนาตำบลโยธะกาเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการของระบบเจ้าที่ดิน อันเป็นผลจากโครงการขุดคลองรังสิตของบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม และการสถาปนาระบอบกรรมสิทธิ์ปัจเจกจากการออกพระราชบัญญัติโฉนดที่ดิน พ. ศ. 2444 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ดินได้กลายเป็นอสังหาริมทรัพย์ราคาสูง เพราะเป็นกรรมสิทธิ์ที่เด็ดขาดและชัดเจนสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์อ้างอิง ทำให้ชนทุกชั้นหันมาสนใจจับจองที่ดินและเกิดเจ้าของที่ดินรายใหญ่ที่ไม่ได้ทำประโยชน์ในที่ดิน (Absentee Landlord) ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่ดินในฐานะปัจจัยการผลิต (Means of Production) ไปเป็นทรัพย์สิน (Commodity)[21]

ระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2440 เป็นต้นมา ความนิยมในการซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรของคนกรุงเทพฯ ส่งผลให้กิจการขุดคลองของบริษัทขยายตัว การจัดสรรที่ดินของบริษัทเริ่มทำอย่างเป็นระบบธุรกิจ โดยบริษัทสามารถนำที่ดินริมฝั่งคลองต่างๆ มาจัดสรรเพื่อขายอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ภายหลังจากที่บริษัทได้รับอนุญาตจากรัฐบาลให้บริษัทสามารถขุดคลองได้ในปริมาณมาก และก่อให้เกิดการสะสมที่ดินของเจ้าที่ดินที่เป็นกลุ่มผู้มีบรรดาศักดิ์และฐานะทางเศรษฐกิจ

“จำนวนที่ดินที่มีการตกลงซื้อขายและถือครองในระหว่างปี พ.ศ. 2435 – 2444 ระหว่างบริษัทกับผู้ซื้อ ในจำนวนเจ้าของที่ดินที่รวบรวมไว้ 694 ราย มีที่ดินรวมกันจำนวน 235,822 ไร่ ในจำนวนนี้ร้อยละ 5 ที่มีที่ดินจำนวนมากที่สุด มีที่ดินรวมกัน 113,539 ไร่ หรือเท่ากับร้อยละ 48.10 ของเนื้อที่ทั้งหมด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากรายชื่อของบุคคลกลุ่มนี้ก็พบว่า เป็นกลุ่มของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กลุ่มของพระราชวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ และพ่อค้าคหบดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ มูลเหตุสำคัญของการซื้อที่ดินของคนกลุ่มนี้เนื่องมาจากแรงจูงใจทางด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวอย่างกว้างขวางของการผลิตและการค้าข้าวในช่วงทศวรรษ 2423 – 2443 ก่อให้เกิดการตื่นตัวลงทุนในที่ดิน มีการเก็งกำไรในธุรกิจการค้าที่ดิน และมีการสะสมที่ดินไว้เพื่อให้เช่าอย่างแพร่หลาย” [22]

ในกรณีการขุดคลองในโครงการรังสิต นับว่ามีผลเป็นครั้งแรกที่ทำให้เจ้านายซื้อที่ดินไว้เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ โดยพบว่ามีเจ้านายรุ่นที่เป็นพระเจ้าน้องยาเธอ จนถึงพระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 5 เป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญ ที่มีหลักฐานว่าได้ซื้อที่ดินจากบริษัทขุดคลองแลคูนาสยาม จำนวนตั้งแต่ 1,000 ไร่ขึ้นไปในเขตรังสิต ระยะปี พ.ศ. 2435 – 2443 เช่น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ (ต้นราชกุลเกษมฯรี) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสรรพศาสตร์ศุภกิจ (ต้นราชสกุลทองแถม) พระเจ้าน้องยาเธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ (ต้นราชสกุลวรรรณ) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นอดิสรอุดมเดช (ต้นราชสกุลสุขสวัสดิ์) พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นพิชิตปรีชากร (ต้นราชสกุลคัคณางค์) พระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร (ต้นราชสกุลยุคคล) พระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนพิทยาลาภพฤติธาดารังสิต (ต้นราชสกุลโสณกุล) คุณจอมมารดาแพ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ (ต้นราชกุลรพีพัฒน์)

ประวัติศาสตร์ที่ดินแปลงพิพาทที่ดินราชพัสดุในราชการทหารเรือ ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ชาวนาผู้เช่าที่ดินเริ่มบุกเบิกหักล้างถางพง ก่นสร้าง ในช่วงเวลาที่บริษัทขุดคลองแลคูนาสยามหมดอายุการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในปี พ.ศ. 2458 จนถึงปี พ.ศ. 2468 มีการออกโฉนดที่ดินให้กับเจ้าคุณประยูรวงศ์หรือเจ้าจอมมารดาแพในรัชกาลที่ 5 และพระองค์เจ้าสุวพักตร์วิไลยพรรณ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 กับเจ้าจอมมารดาแพ ข้อมูลจากสาระบบที่ดิน การออกโฉนดที่ดินแบ่งเป็นการออกจากใบจอง (แปลงที่ราชพัสดุที่ 611 และ 612) เนื้อที่ 1,947-1-65 ไร่ และออกโดยไม่มีหลักฐานเดิม (แปลงที่ราชพัสดุ 613 และ 614) เนื้อที่ 2,329-2-50 ไร่ เป็นการได้มาโดยการก่นสร้างมาประมาณ 12 ปี  แน่นอนว่าผู้ก่นสร้างก็คือบรรพบุรุษของชาวนาผู้เช่าที่ดินในปัจจุบัน ซึ่งเป็นเพียงแค่ผู้เช่านาเช่นเดียวกับชาวนาในเขตทุ่งดงละครหรือโครงการขุดคลองรังสิตฝั่งเหนือในจังหวัดนครนายก ชาวนาเช่าที่ดินดังกล่าวไม่สามารถซื้อหาที่ดินไว้ได้ จากสาเหตุหลายประการ

ประการแรก การดำเนินการของบริษัทในการจัดสรรที่ดินให้กับผู้ซื้อที่ดิน บริษัทต้องการจะขายที่ดินเป็นแปลงใหญ่ๆ เกินความสามารถของชาวนาที่จะซื้อที่ดิน ประการที่สอง การออกกฎหมายโฉนดที่ดิน ในปี พ.ศ. 2444 มีผลยกเลิก พ.ร.บ.เก็บเช่านา พ.ศ. 2417 ที่ควบคุมป้องกันมิให้มีการจับจองที่ดินไว้มากเกินกว่าผู้จับจองจะทำได้ ประการที่สาม กลุ่มผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ผู้มีอำนาจหรืออิทธิพล เช่น พระราชวงศ์ ข้าราชการ พ่อค้า เป็นกลุ่มที่กว้านซื้อที่ดินขนาดใหญ่ๆ เพื่อเอาไว้เก็งไรที่ดินหรือให้เช่า[23]

ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายได้ว่า เพราะเหตุใดบรรพบุรุษชาวนาตำบลโยธะกาจึงเป็นเพียงแค่ชาวนาเช่าที่ดิน มีชาวนาน้อยรายที่ได้ซื้อที่ดินมาเป็นของตน เช่น การซื้อที่ดินของนางแพนและนายเริญ กินิยม เนื้อที่ประมาณ 100 ไร่ ในราคา 150 บาท นางแพนกับนายเริญต้องทำงานรับจ้างเกี่ยวข้าวเพื่อใช้ค่าที่ดินอย่างเหนื่อยยากกว่าจะได้ที่ดินมาเป็นของตน ที่ดินดังกล่าวได้ออกเป็นโฉนดที่ดินในปี พ.ศ. 2480[24]

ข้อมูลประวัติศาสตร์ที่ดินจึงมีความสำคัญต่อธรรมาภิบาลด้านที่ดิน ในมิติของความเป็นธรรม เช่น ในกรณีพิพาทที่ดินราชพัสดุ (ในราชการทหารเรือ) ตำบลโยธะกา ชาวนาที่เป็นผู้ที่ผู้บุกเบิก หักล้างถางพง และก่นสร้างที่ดินมาด้วยความยากลำบาก แต่กลับต้องเป็นเพียงแค่ผู้เช่านา และกำลังจะถูกขับไล่ออกจากที่ดิน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านความมั่นคงหรือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลจึงควรนำมิติด้านความเป็นธรรมมาใช้เป็นหลักการประกอบในกระบวนการจัดหาที่ดิน มิใช่พิจารณาเพียงเฉพาะกฎหมายเพียงด้านเดียว เพราะตัวกฎหมายเองนั่นแหล่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน

 

เอกสารอ้างอิง

วีรวัฒน์ อริยะวิริยานนท์ 2552.    วิวัฒนาการของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย : ศึกษาเฉพาะกรณีการออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2475 – พ.ศ. 2518), วิทยานิพนธ์ปริญญาโท ศิลปะศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สุนทรี อาสะไวย์ 2530.   ประวัติคลองรังสิต: การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431 – 2457,

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

สุนทรี อาสะไวย์ และ เรืองวิทย์ ลิ่มปนาท 2539.    “ร้อยปีรังสิต : การศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคม” ใน ร้อยปีคลองรังสิต โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษก สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ศูนย์วิชาการงานคดี สำนักอำนวยการประจำศาลฎีกา

ข่าวออนไลน์ และเวบไซด์

“ธนารักษ์จัดที่ราชพัสดุ 4 พันไร่หนุนโครงการอีอีซี เล็งสร้างเมืองใหม่ รองรับคนทำงาน หนังสือพิมพ์ข่าวสด

วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เข้าถึงที่ https://www.khaosod.co.th/economics/news_414266

“โยธาฯ เฟ้นหาที่เมืองใหม่ดัน 4 พันไร่บางน้ำเปรี้ยว” หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 4 กรกฎาคม 2560

เข้าถึงที่ http://www.thansettakij.com/content/172761

“เปิดทำเลเมืองใหม่ “แปดริ้ว” “ซีพี” รู้แกวดึงทุนจีนดักหน้าประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 4 มีนาคม

2561 เข้าถึงที่ https://www.prachachat.net/property/news-125219

“ประวัติความเป็นมาอำเภอบางน้ำเปรี้ยว” เข้าถึงที่

http://www.amphoe.com/menu.php?mid=1&am=79&pv=7

พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน เมื่อ ร.ศ.

127 (พ.ศ.2451)”  พิมพ์ในงานพระเมรุ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนา นเรนทร ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวราราม วันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2495 เข้าถึงที่http://www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra59_0008/mobile/index.html#p=3 http://digi.library.tu.ac.th/index/0167/28-1-Jan-2552/03PAGE14-PAGE37.pdf

“อนุสรณ์คุณผาด” ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมพะ) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยา

ราม กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พุทธศักราช 2519 เข้าถึงที่https://archive.org/details/unset0000unse_j2u7

ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา เข้าถึงที่ http://banhed2530.blogspot.com/

[1] การดักรับการติดต่อสื่อสารของข้าศึก ด้วยระบบดักรับการแพร่คลื่นอิเล็กทรอนิกส์ และวิทยุหาทิศ (ESM, DF) เพื่อให้ทราบตำบลที่อยู่

[2] ธนารักษ์จัดที่ราชพัสดุ 4 พันไร่หนุนโครงการอีอีซี เล็งสร้างเมืองใหม่ รองรับคนทำงาน

วันที่ 23 มิถุนายน 2560 เข้าถึงที่ https://www.khaosod.co.th/economics/news_414266

โยธาฯ เฟ้นหาที่เมืองใหม่ดัน 4 พันไร่บางน้ำเปรี้ยว วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 เข้าถึงที่ http://www.thansettakij.com/content/172761

[3] เปิดทำเลเมืองใหม่ “แปดริ้ว” “ซีพี” รู้แกวดึงทุนจีนดักหน้า ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 4 มีนาคม 2561 เข้าถึงที่ https://www.prachachat.net/property/news-125219

[4] หนังสือที่ทำการกำนันตำบลโยธะกา ที่ 022/61 ลงวันที่ 5 เมษายน 2561

[5] หนังสือที่สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา ที่ กค 0311.07/705 ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2561

[6] สัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดพลอยกระจ่างศรี วันที่ 22 เมษายน 2561

[7] ประวัติความเป็นมาอำเภอบางน้ำเปรี้ยว เข้าถึงที่ http://www.amphoe.com/menu.php?mid=1&am=79&pv=7

[8] สัมภาษณ์นายประกอบ สิงหนาท วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายประกอบ สิงหนาท เกิดปี 2501 เป็นบุตรของนางเกษม สิงหนาท ซึ่งเป็นบุตรคนที่ 3 ของนายเผือก พงษ์พูน รุ่นบุกเบิกจับจองที่นาบ้านท่าช้าง ตำบลโยธะกา ปัจจุบัน

[9] สัมภาษณ์นายประกอบ สิงหนาท ชาวบ้านท่าช้าง ต.โยธะกา อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา วันที่ 26 พฤศจิกายน 2560 นายประกอบเป็นลูกของนางเกษม สิงหนาท ลูกสาวนายเผือก สิงหนาท

[10] คลองหกวาสายล่าง ขุดปี 2436 ขุดเสร็จปี 2440

[11] “ประวัติคลองรังสิต: การพัฒนาที่ดินและผลกระทบต่อสังคม พ.ศ. 2431 – 2457”,  สุนทรี อาสะไวย์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2530: หน้า 68 – 69.

[12] วัดคริสตประจักษ์บ้านเล่า ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าทราย อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก สร้างเมื่อ พ.ศ. 2442

[13] ปัจจุบันคือ อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก

[14] ปัจจุบันคือ อำเภอองค์รักษ์ จังหวัดนครนายก

[15] พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องเสด็จประพาสมณฑลปราจีน เมื่อ ร.ศ. 127 (พ.ศ.2451)  พิมพ์ในงานพระเมรุ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวราราม วันที่ 29 มกราคม พุทธศักราช 2495 อ้างอิงในhttp://www.car.chula.ac.th/rarebook/book2/clra59_0008/mobile/index.html#p=3 http://digi.library.tu.ac.th/index/0167/28-1-Jan-2552/03PAGE14-PAGE37.pdf

[16] ศูนย์วิชาการงานคดี สำนักอำนวยการประจำศาลฎีกา

[17]  เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ มีพระเจ้าลูกเธอ 3 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าศรีวิไลยลักษณ สุนทรศักดิกัลยาวดี กรมขุนสุพรรณภาควดี ( 2411-2447 ) พระองค์เจ้าสุวพักตรวิไลพรรณ ( 2416-2473 ) พระองค์เจ้าบัณฑรวรรณวโรภาส ( 2418-2434 ) เจ้าคุณพระประยูรวงศ์ ถึงพิราลัย ขณะอายุได้ 89 ปีเศษ เมื่อปี 2486

[18] นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมพะ) เดิมชื่อผาดสินธุสาร เมื่อเยาว์วัยอยู่ในความอุปการะและอุปถัมภ์ของเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5) ในพระบรมมหาราชวัง คุณผาดอยู่รับใช้ใกล้ชิดเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ จนได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษจนได้รับตำแหน่งหน้าที่เป็นข้าหลวงต้นห้องคนสนิทของท่านเจ้าคุณพระประยูรวงศ์ (อนุสรณ์คุณผาด ในงานพระราชทานเพลิงศพ นางพิจารณ์พลกิจ (ผาด ดุละลัมพะ) ณ เมรุวัดมกุฎกษัตริยาราม กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 22 มกราคม พุทธศักราช 2519) เข้าถึงที่ https://archive.org/details/unset0000unse_j2u7

[19] สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ฉะเชิงเทรา จาก power point นำเสนอการประชุมจังหวัดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ วันที่ 4 พฤษภาคม 2561 ณ ห้องประชุมจังหวัดฉะเชิงเทรา

[20] ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยธะกา เข้าถึงที่ http://banhed2530.blogspot.com/

[21] วีรวัฒน์ อริยะวิริยานนท์,พุทธกาล รัชธร, แล ดิลกวิทยรัตน์, วิวัฒนาการของการปฏิรูปที่ดินในประเทศไทย

: ศึกษาเฉพาะกรณีการออกกฎหมายปฏิรูปที่ดิน (พ.ศ. 2475 – พ.ศ. 2518)

[22] “ร้อยปีรังสิต : การศึกษาในมิติประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคม” โดย สุนทรี อาสะไวย์ และ เรืองวิทย์ ลิ่มปนาท ใน ร้อยปีคลองรังสิต โครงการวิจัยนำร่องเฉลิมฉลองวโรกาสกาญจนาภิเษก สถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539: น.20, 22-24.

[23] อ้างแล้ว, ในอ้างอิง 11 หน้า 99: 102

[24] สัมภาษณ์นายสุภาพ กินิยม วันที่ 22 เมษายน 2561 นายสุภาพ เกิดปี พ.ศ. 2496 เป็นบุตรคนเล็กของนางแพนและนายเริญ กินิยม

Related Posts