10 ข้อเท็จจริงจากรายงานฯ รับรอง “กระเหรี่ยงบางกลอย” อยู่ก่อนการประกาศเขตป่าของรัฐ

การประชุมคณะกรรมการอิสระ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ครั้งที่ 1/2565 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ประชุมมีมติรับรองการรายงานประวัติศาสตร์ความเป็นมา การตั้งถิ่นฐานชุมชนของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) โดยรายงานชี้ให้เห็นถึงหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย เป็นชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิม ก่อนที่จะมีการประกาศพื้นที่ป่าตามกฎหมาย

การมีมติรับรองรายงานฯ ฉบับนี้เป็นนิมิตหมายอันดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับชุมชนกะเหรี่ยงดั้งเดิมบางกลอย ทีมงาน Land Watch Thai จึงชวนมาเจาะลึกรายงานฉบับนี้ 10 ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ว่า “กระเหรี่ยงบางกลอย อยู่ก่อนการประกาศเขตป่าของรัฐ” จากการศึกษา ค้นคว้าข้อเท็จจริงในรายงานดังกล่าว  พบว่า

(1) ปรากฎหลักฐานการตั้งถิ่นฐานและการทำกินกันมาอย่างต่อเนื่องของชาวกะเหรี่ยง อย่างน้อย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “ปกาเกอญอ” คนภายนอกเรียกว่า “กะเหรี่ยงสกอร์” คนในพื้นที่แถบเพชรบุรีและราชบุรีเรียกพวกเขาว่า “กะหร่าง” ชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้อาศัยอยู่บริเวณผืนป่าตลอดแนวชายแดนไทยพม่า ตามเทือกเขาตะนาวศรี และกระจายอยู่กลางผืนป่าแก่งกระจาน

(2) ปรากฎภาพวาดของชาวกะเหรี่ยงในจิตกรรมฝาผนังหลายวัดในจังหวัดเพชรบุรี เช่น จิตรกรรมฝาผนังหลังองค์พระประธานในพระมหาวิหารหลวงวัดมหาธาตุวรวิหาร ตำบลคลองกระแซง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสันนิฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี ภาพเขียนลายรดน้ำรูปชาวกะเหรี่ยงปรากฏอยู่ในตู้พระธรรมชุด และภาพแกะสลักไม้บานประตูในโบสถ์วัดกุฎิ ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี เป็นภาพกะเหรี่ยงตอกทอยปีนต้นผึ้งขึ้นไปเก็บน้ำผึ้งป่า

(3) การตั้งถิ่นฐานของชุมชนชาวกะเหรี่ยงแถบพื้นที่ใจแผ่นดิน บางกลอย ปรากฏในแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีแผนที่จำนวน 3 ฉบับที่แสดงให้เห็นกลุ่มบ้านกระจายตัวอยู่บริเวณผืนป่าแก่งกระจานในส่วนที่เรียกว่าใจแผ่นดินและบางกลอยบนอย่างน้อยตั้งแต่ปี พ.ศ.2455

          ฉบับที่ 1 เป็นแผนที่ระวาง “ใจแผ่นดิน” ระบุปีที่สำรวจว่า พ.ศ.2455 แสดงจุดที่เรียกว่า “บ.ใจแผ่นดิน” บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมุดสามเหลี่ยม หลักที่ 745 ที่ปรากฏด้านบนของแผนที่

          ฉบับที่ 2 แผนที่ระวาง “แม่น้ำภาชี” แผนที่นี้มีข้อความว่า “บ้านใจแผ่นดิน” ปรากฏด้านล่าง และเมื่อนำแผนที่ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 มาต่อกัน จะพบว่าบ้านใจแผ่นดินตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของหมุด 889 ตามข้อความที่วางเฉียงไปยังทิศทางนั้น ว่า “ไปบ้านใจแผ่นดิน”

          ฉบับที่ 3 แผนที่ระวาง “บ้านกร่าง” ในแผ่นที่ระบุจุดที่เรียกว่า “บ้านใจแผ่นดิน” 3 แห่ง และจุดที่เรียกว่า “บ้านกร่าง” 13 แห่ง ซึ่งดังกล่าวเป็นชื่อเรียกกลุ่มบ้านของชาวกะหร่างหรือชาวปกาเกอญอ

(4) ร่องรอยการเข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่  ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เช่น การปลูกไม้ผลยืนต้น และการทำผังเครือญาติ พบว่า ตระกูลในครอบครัวของปู่โคอี้ในสายตระกูล “มิมิ” ถือเป็นตระกูลที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านบางกลอย และยังมีตระกูลหลัก และตระกูลเล็กๆ ประมาณ 7 ตระกูลที่สืบค้นได้ในพื้นที่บ้านบางกลอย ข้อมูลการสำรวจประชากรของศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง (ในขณะนั้นคือศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขาจังหวัดกาญจนบุรี) หมู่บ้านบางกลอย 1 – บางกลอย 5 ในโครงการสำรวจข้อมูลประชากรชาวเขาในเดือนเมษายน พ.ศ.2531 พบข้อมูลครัวเรือนของปู่โคอี้ มีสมาชิกทั้งหมด 4 คน คือ นายโคอี้ นางนอตะกี และบุตรสองคน คือ นายหน่อแอะ และนายหน่อสะ ยังมีการสำรวจครัวเรือนของนายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ มีสมาชิกครอบครัวทั้งหมด 9 คน บิลลี่เป็นบุตรคนที่ 6

(5) ผืนป่าแก่งกระจานเริ่มประสบปัญหาด้านมิติด้านความมั่นคงในช่วงสงครามเย็น ช่วงที่รัฐไทยมีความกังวลต่อภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2506 -2525 มีการเคลื่อนไหวของ พคท.บริเวณชายแดนตะวันตกของประเทศ รัฐไทยจึงมีความกังวลต่อกลุ่มชาวเขาภายในประเทศไทย จึงได้จัดทำเหรียญขาวเขาขึ้นมาและแจกจ่ายไปทั่วประเทศให้กับกลุ่มชาติพันธ์ุต่างๆ ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีก็ได้รับเหรียญชาวเขาด้วย โดยการสำรวจครั้งนี้ได้ดำเนินการสำรวจใน 16 จังหวัด สำรวจชาวเขาได้ 119,591 คน และแจกเหรียญชาวเขาไปจำนวน 69,474 เหรียญ อีกทั้งจากบริบทของประเทศพม่า ทีมีปัญหาความขัดแย้งกับกลุ่มชาติพันธ์ภายในประเทศ แก่งกระจานจึงเป็นพื้นที่เปราะบางต่อปัญหาความมั่นคงของประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงให้ความสำคัญกับพื้นที่นี้อย่างมาก

(6) ผืนป่าแก่งกระจานถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าของรัฐ (ป่าคุ้มครอง) ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2492 โดยมีพระราชกฤษฎีกากำหนดป่ายางน้ำกลัดเหนือ ยางน้ำกลัดใต้ สองพี่น้อง ในท้องที่ตำบลยางน้ำกลัดเหนือ ตำบลยางน้ำกลัดใต้ อำเภอเขาย้อย ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี แม้พื้นที่ป่าแก่งกระจานจะถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ป่าคุ้มครอง แต่ในปี พ.ศ. 2504 ได้มีการสร้างเขื่อนแก่งกระจาน ทำให้เกิดน้ำเอ่อล้นท่วมผืนป่าและพื้นที่ชุมชนดั้งเดิมของทั้งชาวกะเหรี่ยง ประมาณ 26,325 ไร่ ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 มีการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ายางน้ำกลัดเหนือและยางน้ำกลัดใต้ และอุทยานแห่งชาติป่าแก่งกระจาน ในปี พ.ศ. 2524  

(7) ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย – ใจแผ่นดิน ถูกอพยพครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2539 โดยอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานร่วมกับหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 29 จังหวัดเพชรบุรี ตามโครงการศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารของชาวไทยภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้มาอยู่รวมกันบริเวณฝั่งตรงข้ามหมู่บ้านโป่งลึก รวมทั้งหมด 57 ครอบครัว มีการสร้างบ้านรับรอง 57 หลัง ภายหลังการอพยพคนลงมาตั้งถิ่นฐานในหมู่บ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียงในปัจจุบัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2550 กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช สำรวจการถือครองที่ดินในพื้นที่แก่งกระจาน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541 และในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ได้มีมติคณะรัฐมนตรี ว่าด้วยแนวนโยบายการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ซึ่งกำหนดแนวทางในการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ชาวกะเหรี่ยงให้สามารถดำรงวิถีชีวิตดั้งเดิมได้ ซึ่งคลอบคลุมชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่บางกลอยด้วยเช่นกัน

(8) ปี พ.ศ. 2553 – 2554 มีการดำเนินโครงการยุทธการตะนาวศรี อพยพชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแห่งกระจาน รวมทั้งหมด 6 ครั้ง การอพยพชาวบ้านลงมาในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นความขัดแย้ง เพราะปรากฏภาพการเผาบ้านกะเหรี่ยงแก่งกระจานถูกรายงานออกหน้าสื่อเป็นครั้งแรก และในเอกสาร “รายงานยุทธการตะนาวศรี” ซึ่งเป็นเอกสารที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานทำสรุปเพื่อรายงานประจำเดือน การอพยพครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นการเข้ามาของมูลนิธิปิดทองหลังพระเข้าไปดำเนินโครงการพัฒนาต่างๆในพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงแก่งกระจาน โดยมีหน่วยงานราชการร่วมดำเนินการโครงการพัฒนาในพื้นที่บ้านโป่งลึก – บ้านบางกลอย ทั้งหมด 14 หน่วยงาน แม้จะมีหน่วยงานราชการเข้าไปพัฒนาก็เป็นโครงการสร้างพื้นฐานที่มีการใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่ยังพบว่าคุณภาพชีวิตชาวบ้านบางส่วนยังไม่มีความเป็นอยู่ที่ดีตามเป้าหมายของการพัฒนา

(9) ยุทธศาสตร์และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย กำหนดขึ้นจากมโนทัศน์หลัก 2 เรื่อง คือ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเรื่องความมั่นคง โดยมโนทัศน์ที่เกี่ยวกับการฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์เป็นกระบวนทัศน์ที่ถูกละเลยและให้ความสำคัญน้อยกว่า แม้จะจะมีมติคณะรัฐมนตรีว่าด้วยแนวนโยบายฟื้นฟูวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ก็ไม่พบการนำเอามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวมาดำเนินการในพื้นที่แต่อย่างใด

(10) ตลอดช่วงระยะเวลา 25 ปี ภายหลังการอพยพชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย ยังคงมีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าพื้นที่บ้านบางกลอย จะมีโครงการพัฒนาของหน่วยงานต่างๆ แต่จากการศึกษาไม่พบการจัดทำรายงานประเมินผลโครงการที่แสดงให้เห็นผลสำเร็จและผลกระทบต่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม