อยุติธรรมบนมาตุภูมิ: สู้เพื่อที่ทำกินกลับถูกตัดสินให้ไร้ซึ่งอิสรภาพ (แม่สุภาพ คำแหล้)

อยุติธรรมบนมาตุภูมิ: สู้เพื่อที่ทำกินกลับถูกตัดสินให้ไร้ซึ่งอิสรภาพ (แม่สุภาพ คำแหล้)

“เป็นเรื่องน่าเศร้าใจยิ่งนัก เมื่อเห็นอำนาจรัฐเข้าจัดการประชาชนบนเนื้อหาของกฎหมาย และน่าเศร้าใจยิ่งกว่า เมื่อผู้ใช้อำนาจรัฐเลือกมาตรฐานความยุติธรรมคนละชุด”

เรื่องราวของการต่อสู้ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐมีมาแต่ไหนแต่ไร ผลัดกันแพัผลัดกันชนะบ้าง ตามมาตรฐานการทำงานของความยุติธรรมที่บัญญัติไว้บนตัวบทกฎหมาย

แต่หากมาตรฐานความยุติธรรมไม่ทำงานล่ะ? สิ่งที่เราๆท่านๆเห็น คือ การถูกเอารัดเอาเปรียบจากมนุษย์ผู้ควบคุมกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมายต่อมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งที่อยู่ใต้กฎหมาย และประเทศไทยเราอยู่ในมาตรฐานความยุติธรรมไม่ทำงานนี้ใช่หรือไม่? คงต้องหาคำตอบกัน…

แม่สุภาพ คำแหล้,ภรรยาของพ่อเด่น คำแหล้ นักต่อสู้เรื่องที่ดินทำกิน,ขอบคุณภาพจาก สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน.

เรื่องราวของแม่สุภาพ คำแหล้ เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชวนให้เราพอจะตอบคำถามข้างต้นได้ ซึ่งมีประวัติความเป็นมาในเรื่องของการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกิน ร่วมกับพ่อเด่น คำแหล้(ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว) ผู้เป็นสามี และชาวบ้านชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เรื่องราวการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินของตระกูลคำแหล้ เริ่มขึ้นเมื่อรัฐเข้ามาดำเนินโครงการ “หมู่บ้านรักษ์ ประชารักษ์สัตว์” ในพื้นที่ชุมชนโคกยาวเมื่อปี 2528 เพื่อปลูกป่ายูคาลิปตัส ซึ่งมีการทยอยอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยอ้างว่าจะจัดสรรที่ดินทำกินรับรองให้ใหม่ และเมื่อชาวบ้านเดินทางไปถึงพื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้กลับปรากฎว่ามีคนทำกินอยู่แล้ว นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการออกมาต่อสู้เพื่อที่ดินทำกินของตระกูลคำแหล้

พ่อเด่น คำแหล้,ประธานโฉนดชุมชนโคกยาว

โดยเริ่มจากการร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากรัฐเพื่อกลับเข้าไปทำกินในพื้นที่เดิม สู่การชุมนุมร่วมกับชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จนกระทั่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดินป่าไม้ระดับอำเภอ เพื่อตรวจสอบการถือครองที่ดินนี้ แต่ปัญหาของชุมชนโคกยาวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข พ่อเด่นและแม่สภาพและชาวบ้านที่เดือดร้อนจากกรณีนี้จึงเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับชาวบ้านในชุมชนอื่นๆของ อ.คอนสาร ที่มีปัญหาที่ดินเช่นเดียวกัน ในการเรียกร้องรัฐให้แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยมีข้อเสนอให้รัฐจัดสรรที่ดินให้กับประชาชนผู้เดือดร้อน

 

ผ่านแนวทางการต่อสู้ตามกระบวนการทางกฎหมายร่วมกับเครือข่ายปฏิรูปที่ดินกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ภาคอีสาน ผ่านการร่วมกันผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายในการจัดการที่ดิน เช่นรูปแบบ “โฉนดชุมชน” หรือการนำเสนอให้มีการยกเลิกสวนป่า เพื่อนำที่ดินมาจัดสรรให้กับประชาชนที่เดือดร้อน

https://www.youtube.com/watch?v=H9J5nvkcmSM

รายการ เปิดปม

เด่น คำแหล้ นักต่อสู้เรียกร้องสิทธิในที่ดินทำกินจากรัฐ หายไปจากชุมชนโคกยาวนานกว่า 1 ปีโดยไม่ทราบสาเหตุ กะโหลกศีรษะมนุษย์ที่พบกับวัตถุพยานอื่นยังไม่สามารถระบุชัดว่าเป็นของเขา วันจันทร์ที่ 24 เมษายนนี้ เวลา 20.30 น. ช่องไทยพีบีเอส

แต่สิ่งที่ได้กลับมาจากการต่อสู้เพื่อสิทธิและที่ดินทำกินไม่เป็นดั่งที่คาดหวัง… เมื่ออำนาจรัฐเข้าจัดการและปฏิเสธความชอบธรรมของการมีอยู่ของชาวบ้านชุมชนโคกยาว มีการสนธิกำลังระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง บุกควบคุมตัวชาวบ้านและแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ดำเนินคดีชาวบ้าน 10 คน แยกฟ้องออกเป็น 4 คดี โดยมีพ่อเด่น เป็นจำเลยที่ 1 และแม่สุภาพ เป็นจำเลยที่ 4 เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา

 

แต่ความอยุติธรรมก็ยังดไม่หมดเพียงเท่านั้น…นอกจากการขึ้นศาลว่าความกันตามครรลองความยุติธรรมแล้ว การหายตัวไปของพ่อเด่น คำแหล้ เมื่อปี 2559 ก็ยังเป็นคำถามที่ค้างคามาถึงทุกวันนี้ ว่า หตุใดนักต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินถูกทำให้หายไป? จะด้วยฝีมือของผู้มีอำนาจ หรือกระบวนการใดที่ทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น และทุกวันนี้ เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พ่อเด่น คำแหล้ ได้เสียชีวิตไปแล้ว กระบวนการอุ้มหายของสังคมไทยก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกเพิกเฉยต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร,บิลลี่ รักจงเจริญ และล่าสุดพ่อเด่น คำแหล้ เหล่านี้ล้วนเป็นนักต่อสู้เพื่อให้สังคมดีงาม

และล่าสุด(27 กรกฎาคม 60) ต่อคดีฟ้องชาวบ้านบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ศาลฎีกา ได้ตัดสินจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญานางสุภาพ คำแหล้ มีความผิดฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติภูซำผัดหนาม ตามความผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ และ พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ

 

กรณีของพ่อเด่น-แม่สุภาพ คำแหล้ ข้างต้น เป็นเพียงแค่หนึ่งในปัญหาข้อพิพาทที่ดิน ระหว่างรัฐกับประชาชน ยังมีอีกหลายร้อยพันกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เพียงแค่ไม่ปรากฎเป็นข่าวให้เราได้เห็นกัน

 

สาเหตุเกิดจากอะไร? จากข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินที่กลุ่ม Land Watch ได้ทำการศึกษารวบรวม พบว่า ไทยมีพื้นที่รวมกว่า 320 .7 ล้านไร่ แบ่งพื้นที่ตามการใช้ประโยชน์ที่ดินได้ 3 ส่วน คือ เนื้อที่ที่เป็นป่าไม้ 102 ล้านไร่ เนื้อที่ถือครองทางการเกษตร  150 ล้านไร่ และนอกการเกษตร 69.4 ไร่ แต่หากแบ่งตามกฎหมายแล้ว แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ที่ดินของรัฐ 183.6 ล้านไร่(ร้อยละ 57.26) และที่ดินเอกชน 138.2 ล้านไร่(ร้อยละ 42.74)

จากข้อมูลเชิงพื้นที่ในประเทศไทยข้างต้น สะท้อนสัดส่วนของที่ดินเอกชนกว่า 138.2 ล้านไร่ ที่ยังคงเป็นปัญหาว่ามีการผูกขาดที่ดินของคนรวย โดยคนเพียง 10% ของประเทศ ถือครองที่ดินกว่า 90%และมีที่ดินรกร้างว่างเปล่ากว่า 48 ล้านไร่ ที่ไม่สร้างประโยชน์ แต่เพียงเก็งกำไร เรื่องดังกล่าวหลายภาคส่วนก็พยายามเข้าจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดิน เพื่อลดความเหลือมล้ำ และเกิดการกระจายที่ดินสู่ประชาชน

แต่ส่วนของที่ดินของรัฐกว่า 183.2 ล้านไร่ ก็ยังคงเป็นปัญหา และเคสของพ่อเด่น-แม่สุภาพ อยู่ในกรณีนี้ เพราะการกำหนดที่ดินของรัฐ ที่ได้แบ่งเป็นที่ดินป่าไม้ มีเนื้อที่รวมกันถึง ๑๓๕.๕ ล้านไร่ ได้แก่ ป่าสงวนแห่งชาติ  ๖๓.๒ ล้านไร่ (หักพื้นที่ทับซ้อนอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ป่าสงวนที่มอบให้ ส.ป.ก.นำไปปฎิรูปที่ดิน) อุทยานแห่งชาติ ๓๘.๘ ล้านไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ๒๒.๘ ล้านไร่ และป่าไม้ถาวรนอกป่าสงวน ๑๐.๕ ล้านไร่

ซึ่งหากรัฐเกิดขึ้นมาเพื่อจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้กับพลเมืองที่มีความต้องการอย่างไม่จำกัดแล้ว ในกรณีที่ดิน การที่รัฐต้องบริหารจัดการเพื่อควบคุมไม่ให้มีใครถือครองที่ดินมากเกินไป จนไม่สร้างประโยชน์จากที่ดินผืนนั้น แต่เพื่อการเก็งกำไร ผ่านการจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อให้มีการกระจายที่ดินออกไปสู่ประชาชนทุกภาคส่วน และกรณีของพ่อเด่น-แม่สุภาพ จะไม่เกิดขึ้น หากรัฐบริหารจัดการที่ดินได้ดี มีการกระจายทรัพยากรที่ดินที่ยืนอยู่บนหลักการของเหตุผลที่เพียงพอ การตัดสินพิพากษาจำคุกคงไม่เกิดขึ้น

อ้างอิง

  1.  http://isaanrecord.com/2016/07/28/ที่นี่-สวนป่าโคกยาว-เด่/
  2.  https://prachatai.com/journal/2017/05/71459
  3. https://prachatai.com/journal/2017/07/72564
  4. มนินธ์ สุทธิวัฒนานิติ.บทวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวพันกับความเหลื่อมล้ำหรือความไม่เป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจไทย และแนวทางปฏิรูปเพื่อแก้ไขปัญหา :ปัญหาการถือครองที่ดินโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ และข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่ดินของประเทศไทย.aihr.info/…/บทวิเคราะห์ปัญหาที่ดิน_final%2027102011.doc
  5. พรพณา ก๊วยเจริญ,2558.สถานการณ์ปัญหาความขัดแย้งและการถือครองที่ดิน,กลุ่มจัดตาที่ดิน(Land Watch Working Group)

Share this post