P-moveร่วมสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้ผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินฯ

P-moveร่วมสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้ผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินฯ

P-move รวมพลังร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผ่นแม่บทการแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน

วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560  ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) ในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ลงพื้นที่ติดตามการแก้ไขปัญหากรณีบ้านห้วยน้ำริน ตำบลทุ่งปี้ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็น 1 ใน 19 กรณีปัญหาเร่งด่วนตามคำสั่งของคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บท แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมกันหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ และแสดงออกถึงพลังและความเป็นหนึ่งเดียวกันของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)

โดยกรณีบ้านห้วยน้ำริน ตำบลทุ่งปี้ อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่นั้น  มีปัญหาในเรื่องโครงการปลูกป่าของรัฐทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน  โดยทางชาวบ้านได้ให้ข้อมูลว่า  ผู้นำท้องถิ่นได้แจ้งกับชาวบ้านว่าจะขอคืนพื้นที่ดินทำกินของชาวบ้านเพื่อปลูกป่า  โดยมีเงื่อนไขว่าหากชาวบ้านยอมยกพื้นที่ให้ จะได้ สิทธิทำกิน (สทก.)  สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น ถนน และไฟฟ้า เนื่องจากชาวบ้านขาดแคลน   ทั้งยังมีเงื่อนไขว่า ชาวบ้านห้ามแสดงความคิดเห็น เพราะหากแสดงความคิดเห็นจะใช้มวลชนและทหารมาขับไล่ ชาวบ้านจึงเกิดความหวาดกลัว

ซึ่งหลังจากนั้นมีการล่ารายชื่อชาวบ้านโดยครั้งแรกอ้างว่าเซ็นชื่อเพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน โดยมีการเซ็นชื่อครั้งที่สองซึ่งอ้างว่าเป็นการเซ็นชื่อเพื่อเข้าร่วมประชุม  ต่อมาในวันที่ 21ธันวาคม พ.ศ.2556 ได้มีการมอบคืนพื้นที่ให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ณ หอประชุมโรงเรียนบ้านกาดวิทยาคม เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวชาวบ้านเล่าว่าเขาไม่ได้มีการรับรู้ในเนื้อหาเอกสาร

ไม่นานชาวบ้านจึงทราบว่าการเซ็นชื่อนั้นกลายเป็นการมอบพื้นที่ 600 ไร่ให้กับหน่วยงานราชการ       จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2557 ได้มีหน่วยงานราชการและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นนำกำลังเข้ามาจัดกิจกรรมการปลูกป่าในชื่อ “โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ขานและป่าแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่”   ซึ่งการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินการบนพื้นที่ที่ทำกิน

เดิมของชาวบ้าน   โดยหน่วยงานอ้างว่าชาวบ้านได้ทำบันทึกความเข้าใจ (MOU.)แล้วเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556   แต่ชาวบ้านก็ยืนยันว่าไม่ได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมกับเรื่องดังกล่าวในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

นอกจากนี้มีการอ้างว่าที่การยึดพื้นที่เพื่อทำกิจกรรมนั้น ดำเนินการเฉพาะในที่ดินของชาวบ้านที่เต็มใจประสงค์จะยกที่ดินทำกินให้   แต่ในความเป็นจริงชาวบ้านได้มีการคัดค้านการจัดกิจกรรมปลูกป่าในพื้นที่ของตน  แต่หน่วยงานกลับยังใช้พื้นที่ที่มีชาวบ้านคัดค้านเข้าไปจัดกิจกรรมปลูกป่าโดยไม่มีการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และการชี้แจงแต่อย่างใด

ต่อมาชาวบ้านได้มีความพยายามในการร้องทุกข์กับหน่วยงานราชการต่างๆ แต่ถูกสกัดกั่นจากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นในการยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรม  และกลับถูกขมขู่จากหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น โดยการใช้กำลังทหารในการยึดพื้นที่และมีการปลุกป่าในพื้นที่ทำกินชาวบ้านมากขึ้น ทำให้เกิด ความเดือดร้อนแก่ราษฎรโดยเฉพาะปัญหาการไม่มีที่ทำกินเพื่อเลี้ยงชีพ  ปัญหาราษฎรขาดรายได้  และปัญหาสำคัญที่ตามมาคือ ราษฎรเกิดความเครียด วิตก กังวลและหวาดกลัว  จากการถูกขมขู่คุกคาม ที่นำไปสู่การเกิดความขัดแย้งในชุมชน  เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐกับชาวบ้าน

ซึ่งจากการประชุมที่ที่ว่าการอำเภอแม่วางระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน พร้อมทั้งลงตรวจสอบพื้นที่จริงตลอดทั้งวันในช่วงบ่าย  ทางฝ่ายชาวบ้านมีข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

1.ขอให้มีการตรวจสอบความเป็นมาและการดำเนินการโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ขานและแม่วางจังหวัดเชียงใหม่

2.ขอให้ชะลอการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะมีข้อสรุป

3.ยุติการดำเนินคดีกับราษฎร

4.ขอให้คืนพื้นที่ทำกินให้กับราษฎรชั่วคราวจนกว่าจะมีข้อสรุป

5.ให้มีการสนับสนุนสาธารณูปโภคเช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา

โดยทางคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บท แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชาวบ้าน ได้หาทางออกร่วมกันโดยการให้ชาวบ้านทำหนังสือร้องเรียนถึงหน่วยงานระดับนโยบายเพื่อให้มีคำสั่งเปิดทางในการแก้ไขปัญหาและสืบสวนข้อเท็จจริงในการดำเนินการโครงการดังกล่าว  ทั้งนี้ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) ในคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บท แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนยังมีกำหนดการที่จะลงตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีเร่งด่วนร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บริเวณพื้นที่ภาคเหนืออีก 3 จังหวัดได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดลำปาง และจังหวัดเพชรบูรณ์ แสดงให้เห็นถึง ความเป็นหนึ่งเดียว และพลังในการต่อสู้ที่ไม่ย่นย่อของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)  แม้ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)จากภูมิภาคอื่นๆจะต้องเดินทางไกลเป็นเวลานานและต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วยตนเอง

Share this post