19ปีมติครม.30 มิถุนายน 2541 : แนวรบป่าไม้-ที่ดิน (ของรัฐและประชาชน )สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

19ปีมติครม.30 มิถุนายน 2541 : แนวรบป่าไม้-ที่ดิน (ของรัฐและประชาชน )สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

  19ปีมติครม.30 มิถุนายน 2541

: แนวรบป่าไม้-ที่ดิน (ของรัฐและประชาชน )สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

ผ่านมาแล้วครบ 19 ปี สำหรับมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ เรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในเขตป่า โดยกำหนดแนวทางและขั้นตอนการดำเนินงานเป็น 3 ส่วนคือ การสำรวจการถือครองที่ดิน การพิสูจน์สิทธิ์ และการรับรองสิทธิ์ ซึ่งได้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการสำรวจการถือครองที่ดินไว้ คือ ต้องเป็นที่ดินที่ทำกินต่อเนื่องนับจากวันสงวนหวงห้ามเป็นพื้นที่ป่าไม้ตามกฎหมายครั้งแรก

ยาวนานไปกว่า  19 ปีที่ผ่านมา  มีการช่วงชิงและต่อสู้มาตลอดระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องการพิสูจน์สิทธิ์  โดยทางชาวบ้านเองก็จะสู้ว่าอยู่มาก่อนประกาศเขตป่า และพยายามที่จะผลักดันให้เกิดกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยน้อยคนเท่านั้นที่จะรู้ว่าก่อนมีมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑นั้น   ขบวนการภาคประชาชนในกระแสสูงช่วงนั้นไปเคลื่อนไหวจนกระทั้งเรียกร้อง มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 7และ 28 เมษายน พ.ศ.๒๕๔๐ ในนามสมัชชาคนจนมาแล้ว

จนสุดท้ายแล้วรัฐก็ช่วงชิงกลับโดยยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้วก็ออกเป็น มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑   รัฐดึงอำนาจการพิสูจน์สิทธิกลับไปสู่รัฐเองในการพิสูจน์สิทธิ์และตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออกไป

ที่น่าสนใจคือ “เครื่องมือของการต่อสู้เรื่องที่ดินและป่าไม้ที่เป็นเครื่องมือของชาวบ้านที่พยายามจะสู้ ซึ่งแตกต่างจากปัญหาที่ดินเอกชน ก็คือการพิสูจน์ว่าอยู่มาก่อนป่า หรืออยู่มานานกว่าป่า หรือป่ามาทีหลัง หรือกระบวนการกลายเป็นป่ามันไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ควรจะเป็นป่า ควรจะเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน

มันเป็นการอธิบายความหมายของชาวบ้าน ที่ต้องพยายามสร้างตัวตนในการพิสูจน์ว่าเขาก็มีความชอบธรรมที่สามารถอยู่ในเขตป่า   และอีกประเด็นหนึ่งคือ การช่วงชิงสร้างพื้นที่แนวคิดเรื่องคนสามารถอยู่กับป่าได้ คนใช้ชีวิตอยู่กับป่าได้   สองประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักที่ช่วงชิงกันมาตลอดจนมาถึงปัจจุบัน

แต่ก็มีการพลิกกลับไปกลับมาเพื่อแย่งยึดเส้นแบ่งแห่งความชอบธรรมเหมือนการรบในแนวรบสนามเพลาะ ของสงครามโลกครั้งที่ 1 จนผู้เขียนนำชื่อเรื่องมาตั้งล้อเลียนกับหนังสือเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 1 เรื่อง all quiet on the western front (แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง) โดยใครจะเป็นผู้ได้ชัยชนะของการอ้างสิทธินี้ก็ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของพลังการต่อสู้ภาคประชาชน ว่าจะอธิบายตนเองได้ รัฐยอมรับ อยู่ได้ต่อรองได้

อย่างไรก็ตามเนื่องในโอกาสนี้ทีมงาน Land Watch ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณพงศา ชูแนม อดีตเจ้าหน้าที่ป่า ผู้พยายามทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรและการสร้างแนวนโยบายใหม่ๆเพื่อให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่ทำลายกันและกัน เกี่ยวกับความเห็นที่มีต่อมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑

 

คุยกับคุณพงษา ชูแนม  อดีตเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ปัจจุบันเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องธนาคารต้นไม้

มีความคิดเห็นอย่างไรกับมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 ?

มันเป็นความคาดหวังผิดของประชาชนเองว่ามติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 จะมาช่วยแก้ปัญหาแต่แท้จริงก็มีเพียงเพื่อที่จะให้ประชาชนได้หายใจได้ระหว่างที่เขาจะจัดการประชาชน  คนไม่เคยไปดูตัวมติว่าเขียนไว้ว่าอย่างไรเลย  มตินั้นเขียนไว้โดยที่แปลความหมายอย่างไรก็ไม่ได้ให้ประโยชน์แก่ชาวบ้าน แต่ว่า ระหว่างที่จะอพยพโยกย้ายออกไปจัดการกับป่า ก็ให้ชาวบ้านมีชีวิตอยู่ได้อำนวยความสะดวกตามอัตภาพเล็กน้อย เป็นการผ่อนผันชั่วคราว จนกว่าการพิสูจน์สิทธิ์จะแล้วเสร็จ แล้วก็จะไล่ออกนั้นคือหลักการ แล้วเราก็ไปตีความกันเองว่านี้เป็นทางออกอันยิ่งใหญ่ เราก็เผลอไปติดกับดักตัวเอง แต่ว่ากับดักที่สำคัญที่สุดคือ ตามมตินี้ทางหน่วยงานของรัฐได้ประโยชน์  เช่นว่าหากไม่ดำเนินคดีกับคนเหล่านี้  ตัวเจ้าหน้าที่เองจะไม่โดนคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 [i] ถ้าหากเห็นใครในป่าไม่จับก็ได้ เห็นใครถางป่าจะไม่จับก็ได้ เพราะว่ารอการพิสูจน์สิทธิ์ จึงไม่สามารถโดนฟ้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตรงนี้คือความจริง

คราวนี้หากเรามาวัดความสำเร็จว่า 19 ปีที่ผ่านมาถ้าเราเชื่อว่าเป็นความหวังของเรา เป็นความหวังของประชาชน ….คำถามคือแล้วมีที่ไหนบ้างที่ประชาชนได้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ถ้าหากว่าได้ประโยชน์ ต้องถามต่อว่าได้เป็นตัวเลขสักกี่ราย เป็นพื้นที่สักกี่ไร่  ผมคิดว่าไม่ถึง 1 % ของผู้ที่มีปัญหาด้วยซ้ำไป ถ้าคิดตามสัดส่วนพื้นที่ หรือยังไม่ได้เลยเสียด้วยซ้ำ เพราะว่าหากชาวบ้านที่พิสูจน์ผ่านแล้ว  ไปอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติอีก ก็ต้องไปเพิกถอนอุทยานแห่งชาติถึงจะได้ สทก.(สิทธิทำกิน)พิเศษ ซึ่งเท่ากับว่าจริงๆแล้วก็ไม่มีใครได้ที่ดินทำกินเลย  แสดงว่ามติตัวนี้ในตัวชี้วัด ตัวปฏิบัตินั้นทำไม่ได้เลย

อีกด้านหนึ่งระหว่างที่มีมติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 เจ้าหน้าที่ก็สามารถดำเนินการทวงคืนพื้นที่กลับได้เรื่อยๆ ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญของเจ้าหน้าที่ในกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ หรือคนแนววนศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งเราเองไม่ได้เชื่อในแนวนี้  เราเชื่อว่าคนกับป่าต้องอยู่ร่วมกัน แต่ว่าแนวทางของคนกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯที่เป็น Theme หลักของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต้องการยึดผืนที่กลับมาเป็นของรัฐ และที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือการพยายามแบ่งแยกแล้วปกครองประชาชน พยายามทำให้คนในเมืองเห็นว่าการทวงคืนผืนป่าเป็นเรื่องชอบธรรม     แยกคนเมืองกับคนชนบท  เขาก็มีข้ออ้างว่าคนในเมืองให้ความชอบธรรมกับเขามากขึ้นเห็นด้วยกับการปราบปราม ตั้งชุดพญาเสือ พญาอะไรทั้งหลายมากขึ้น  นั้นหมายความว่าประชาชนในประเทศนั้นถูกแบ่งแยกทางความคิดแล้ว  ซึ่งเป้าหมายความสำเร็จจริงๆของเขาไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาจะเอามติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541มาเพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยทำกินมาก่อนประกาศเขตป่าอยู่ได้ แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเขาอยู่ที่ว่า “ระหว่างที่เขาพยายามเอาพื้นที่กลับคืน  เขาไม่ผิด”

ในส่วนหลักความคิด หลักวิชาการที่เขาเชื่อและถือปฏิบัติอยู่นั้นมันไม่ใช่วิทยาศาสตร์  เชื่อวิชาการแบบนี้เป็นคัมภีร์ว่าเป็นวิทยาศาสตร์  แต่ไม่ใช่วิชาการเหล่านี้เราเชื่อมาจากอเมริกา เป็นวิชาการที่เรานึกเอาแล้วปฏิบัติตาม คิดว่าจะปฏิบัติอย่างนี้   แต่วิชาการประเทศอื่นๆไม่ได้เป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะเรื่องชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ แต่นักวิชาการไทยหรือผู้ปฏิบัติในหน่วยงานราชการก็เชื่อวิชาการแบบอเมริกาจนกระทั้งเป็นศาสนาไปเลย  วิชาการเหล่านี้ยึดหลักเรื่องเส้นความสูง แต่มนุษย์นั้นอยู่มาก่อนเส้นความสูง มันต้องว่ากันด้วยเส้นเวลา แต่ก็ไม่มีหน่วยงานไหนคิดออกมา    มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ.2541โน้มเอียงมาเหมือนกับว่าจะมาใช้เส้นเวลาแต่ท้ายที่สุดแล้วก็ติดอยู่กับเส้นกฎเกณฑ์อื่นๆอีก เส้นเขตอุทยานฯ เส้นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตป่าสงวนฯ  เขตทั้งหลายมาเบียดทับ ทำให้เส้นเวลานั้นหายไป

หากเราจะมีกฎหมายใหม่หรือนโยบายใหม่ๆที่ดีกว่ามายกเลิกหรือนำมาใช้แทนคิดว่าจะต้องเป็นอย่างไร?

ผมมั่นใจว่าเราจะต้องหาช่องทางอื่น  1.คือเสนอความรู้ชุดใหม่ว่าไม่ใช้เพียงชุดความรู้แบบที่ใช้กันอยู่ 2.จะต้องมีกฎหมายใหม่ที่ไม่ไปทำลายกฎหมายเดิม  แต่ออกกฎหมายใหม่เพื่อไม่ให้เพื่อไม่ให้กฎหมายเก่ามาบังคับ เหมือนกับของประเทศอินเดียออกมาใช้และอีกหลายประเทศก็ออกมาใช้   ที่ประเทศอินเดียแม้มีกฎหมายเก่าที่อนุรักษ์นิยมและโบราณคร่ำครึ แต่เมื่อมีกฎหมายใหม่แล้วชาวบ้านไปขึ้นทะเบียนตามกฎหมายใหม่ก็จะไม่มีปัญหา กลายเป็นทางออก  ผมจึงอยากเสนอให้ออกพระราชบัญญัติโฉนดชุมชน พระราชบัญญัติธนาคารต้นไม้ พระราชบัญญัติอะไรต่างๆก็ตามที่ไม่สามารถให้กฎหมายเก่ามาบังคับใช้ได้  แต่ถ้าใครไม่ทำตามกฎหมายใหม่นี้ กฎหมายเก่าก็ยังคงบังคับใช้อยู่ มันสร้างทางเลือกขึ้นมา ไม่ใช่ไปล้มเลิกเขา

…………………………………………………………………..

สุดท้ายแนวรบเพื่อแย่งชิงเส้นแบ่งแห่งความยุติธรรมและเท่าเทียมนี้จะเป็นอย่างไร   รัฐกับประชาชนก็ยังพยายามช่วงชิงเพื่อที่จะจัดการเส้นอำนาจแห่งนี้

เส้นของการแย่งชิงต่อสู้ทั้งทางนโยบาย และทางกฎหมาย

….แต่ตอนนี้รัฐพยายามภายใต้อำนาจเผด็จการทหารและความอ่อนแอของภาคประชาชนกำลังพยายามนำเอามติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ใส่เข้าไปในกฎหมายป่าไม้บางฉบับ ฉวยใช้โอกาสที่สนช.ออกกฎหมายแบบเครื่องโรเนียว เพื่อมีชัยเหนือสมรภูมิรบแห่งนี้   ประชาชนจงติดตามจับตาอย่าได้กระพริบ!!!!

[i]   มาตรา 157  ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

Share this post