สรุปความต้องการของประชาชน ต่อ EEC

“สรุปความต้องการของประชาชน ต่อ EEC” จากเวทีเสวนาที่กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี วอทช์ ร่วมกับเครือข่ายประชาชนภาคตะวันออก จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจพร้อมกับระดมความเห็นของภาคประชาชนต่อโครงการอีอีซี ที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก เป็นจำนวนมาก ต่างเข้ามาเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ไว้อย่างหลากหลายจากหัวข้อที่กำหนดไว้ โดยได้สรุปความต้องการของประชาชนเบื้องต้นไว้ 3 ประการ เพื่อยับยังโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ดังนี้

จากการที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้ประกาศคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับ อีอีซี รวม 3 ฉบับ คือ คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 2/2560 เรื่องการจัดตั้งคณะกรรมการอีอีซี คำสั่ง คสช.ที่ 28/2560 เรื่องการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ที่กำหนดให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 47/2560 ที่ต้องการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองทั้งหมด

ซึ่งภาครัฐอ้างว่าคำสั่ง คสช.เป็นไปเพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศนั้น หากพิจารณากระบวนการจัดทำ ล้วนแต่ใช้คำสั่ง คสช.ที่ผูกอำนาจไว้ที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงคนเดียว เพราะเป็นหัวหน้า คสช.อันถือเป็นกระบวนการที่รวบรัดโครงการอย่างไม่มีความรอบคอบ ตัดตอนการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น การรายงานอีเอชไอเอ ซึ่งการเร่งรัดอาจทำให้ผลของการศึกษาผลกระทบไม่รอบด้าน ไม่ตรงกับความเป็นจริง และผังเมืองที่ประกาศครอบคลุมทั้ง 3 จังหวัด

และรัฐบาลมักบอกเสมอว่า EEC จะเป็นต้นแบบรูปธรรมการพัฒนาเชิงพื้นที่สำหรับ Thailand 4.0 ซึ่งการจะเป็นต้นแบบรูปธรรมที่ดีได้นั้น ต้องมีหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี(Good Governent Framework) แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งปีมานี้ คือ การใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ออกคำสั่ง ม.44 ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา EEC อันไม่ได้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีเลยแม้แต่น้อย

ตามที่ ครม. ได้ประชุมปรึกษาลงมติให้เสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นเรื่องด่วน ในวันที่ 26 ก.ย. 2560 ก่อนวันสิ้นสุดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างทางเวบไซต์อย่างเป็นทางการของสำนักงาน EEC (eeco.or.th) ในวันที่ 9 ต.ค. 2560 นั้น แสดงถึงการไม่ได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 โดยที่เนื้อหาภายในร่างมีในหลายประเด็นที่ไม่เหมาะสมและจะมีผลกระทบทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต เช่น
  • ขาดการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment) อย่างมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งก่อนที่จะมีการจัดทำทางเลือกทางนโยบาย
  • มีการเร่งรัดกระบวนการตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม มีผลให้มีการลดหย่อนสิทธิการมีส่วนร่วมของพลเมือง และลดหย่อนหลักการระวังไว้ก่อน
  • มีการรวบอำนาจจากทั้งหน่วยงานส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น มาสู่กลไกคณะกรรมการนโยบาย เลขาธิการและสำนักงาน EEC
  • เปิดโอกาสให้มีการนำที่ดิน ส.ป.ก. มาใช้ประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรได้ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นการพิจารณาอย่างรอบด้านเลย และยังเป็นการพิจารณาอย่างรวบรัดอีกด้วย เพราะกำหนดเวลาแล้วเสร็จอย่างชัดเจน และยังตัดการมีส่วนรวมของประชาชนออกไปอีกด้วย

การใช้อำนาจของรัฐบาลทหาร ได้ละเลยการมีส่วนรวมของประชาชนอย่างสิ้นเชิง เพื่อประโยชน์ของเอกชนทั้งไทยและเทศที่จะไปใช้พื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก
ซึ่งอยากให้รัฐบาลหันกลับไปถามประชาชนในพื้นที่ในการพัฒนาเมืองใหม่ที่มีการจัดการอุตสาหกรมขนาดใหญ่อย่าง EEC และให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วม จะได้ไม่ซ้ำรอยอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เคยทำลายประชาชนในพื้นที่และทรัพยากรของประเทศไทย

“ขอย้ำประโยคเดิมๆ ว่า ชาวระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ไมได้รังเกียจอีอีซี แค่ไม่อยากเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจซ้ำรอยโครงการอีสเทิร์น ซีบอร์ด คือ อุตสาหกรรมที่จากภายนอกเข้ามาลงทุนแล้วเติบโต แต่ประชาชนในพื้นที่กลับไม่ได้อะไรเลย”

Related Posts