ทำไมยุโรปถึงจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดีกว่าอเมริกา


แม้ว่าทุกวันนี้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาที่กระจายอยู่ทั่วไปทุกมุมโลก แต่ความรุนแรงของปัญหานี้ไม่ได้เท่ากันทุกๆที่ อย่างประเทศในยุโรปที่ถือว่าพวกเขาสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านี้ได้ดียุโรปถือเป็นผู้นำของโลกที่สามารถรักษาความเป็นธรรมของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจ้างงาน การศึกษา สวัสดิการต่างๆ ความสำเร็จเหล่านี้เป็นสิ่งน่าสนใจว่าแท้จริงแล้วพวกเขาทำได้อย่างไรย้อนกลับไปช่วงปี 1980 เป็นเรื่องยากมากที่จะอธิบายความแตกต่างเรื่องความเหลื่อมล้ำระหว่างอเมริกาและยุโรปตะวันตก(เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เป็นต้น) สถานการณ์ต่างๆคล้ายกันมากเช่น

คนรวยที่สุด 1% มีส่วนแบ่งในรายได้ประชาชาติ ประมาณ 10% ของทั้งหมด ในขณะที่คนจนที่สุด 50% มีส่วนแบ่งในรายได้ประชาชาติเพียงแค่ 20% ของทั้งหมดเท่านั้น

แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อในยุโรปทุกวันนี้ คนรวยที่สุด 1% มีส่วนแบ่งในรายได้ประชาชาติเหลือเพียงแค่ 12% (ในขณะที่อเมริกา 20%) ส่วนคนจนที่สุด 50% มีส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นเป็น 22(ในขณะที่อเมริกากลับลดลงเหลือ 10%)

มีหลายคนกล่าวว่า โลกาภิวัฒน์และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีได้ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำมากขึ้น แต่หากคิดดูดีๆแล้วคำอธิบายนี้ไม่ได้มีความน่าเชื่อถือเท่าไหร่ โดยเฉพาะหากเปรียบเทียบกับยุโรปและอเมริกา ในช่วงปี 1980

ทั้งสองภูมิภาคนี้ต่างก็เปิดรับตัวเองเข้าสู่ระบบตลาดและเทคโนลยีเช่นเดียวกัน แต่ด้วยนโยบายทางการเมืองและการมีสถาบันทางสังคมที่มีความเข้มแข็งต่างกันจึงทำให้ทุกวันนี้ยุโรปสามารถแสดงให้เห็นว่าพวดเขาจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำได้อยู่หมัด

พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือยุโรปปฏิเสธแนวความคิดที่จะไม่มีการควบคุมตลาดให้ทำอะไรก็ได้อย่างอำเภอใจ ตามแนวคิดของ มาการ์เร็ต เทชเชอร์ หรือ โรโนล เรแกน

พวกของยังคงปกป้องเรื่อง การศึกษา การสาธารณะสุขและเรื่องของค่าแรงให้รอดพ้นจากการกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างกำไร (อย่างไรก็ตามในยุโรปเองก็มีแนวคิดที่หลากหลาย เช่น อังกฤษและและไอร์แลนด์ ที่มีแนวนโยบายเหมือนกันกับอเมริกา หรือแม้กระทั้งนโยบายการปฏิรูปประเทศล่าสุดของฝั่งเศษที่หลายคนบอกว่าเหมือนนโยบายของทรัมป์มากๆ)

นโยบายสาธารณะสุขในประเทศส่วนใหญ่ในยุโรปยังคงมีการคุ้มครองที่ครอบคลุม(ทุกโรค)หรับทุกคน แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับอเมริกา ที่ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นภาระของผู้ป่วย

ระบบการศึกษาของประเทศยุโรปก็ยังคงทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ และดูเหมือนว่าคนประเทศเหล่านั้นก็มีส่วนช่วยให้การศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ด้วย

อย่างตอนที่นักการเมืองเยอะมันพยายามเสนอให้มีการเก็บค่าทำเนียมในมหาวิทยาลัยในปี 2007 ก็ได้มีการประชามติให้ยกเลิกนโยบายดังกล่าวในที่สุด

แตกต่างจากในอแมริกาที่ทุกวันนี้ผู้เข้าเรียนจะต้องพบเจอกับค่าเล่าเรียนที่สูงมากๆ จนทำให้มหาลัยของอเมริกาไม่ได้เป็นดินแดนแห่งโอกาสของคนในอเมริกาอีกต่อไป

ตลาดแรงงานของยุโรปเองก็มีนโยบายต่างๆที่ปกป้องแรงงาน อย่างในเยอรมันหรือสวีเดนสหภาพแรงงานของพวกเขาเข้มแข็งมากจนสามารถที่จะกำหนดนโยบายต่างๆเพื่อแรงงานได้
นโยบายด้านการจัดการมลพิษและความยั่งยืนของยุโรปเองก็เข้มแข็งมากกว่าที่ไหนๆในโลก

และประเทศในยุโรปเองก็ถือเป็นหัวหอกสำคัญในการต่อสู้กับเรื่องภัยโลกร้อน การลงทุนในพลังงานสะอาดและสามารถทดแทนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นี่ถือเป็นสาเหตุสำคัญมากที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำโดยมีงานวิจัยรองรับว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

แต่การมีสวัสดิการที่ดีเยี่ยมนั่นต้องมาจากการที่มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง แน่นอนว่ายุโรปมีระบบภาษีที่สูงมาก แต่แน่นอนอีกเช่นกันว่าระบบภาษีอัตราก้าวหน้านี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำได้จริงและยังทำให้รัฐมีรายได้มาสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆของสาธารณะและยังสามารถทำให้รายได้ของประชากรเพิ่มขึ้นด้วย

สหภาพยุโรปเป็นเครื่องมือที่ช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ยากจนกว่าหรือประเทศสมาชิกที่มีรายได้น้อยให้มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าสหภาพยุโรปจะทำเรื่องนี้ได้อย่างมีสมบูรณ์แบบมากนัก แต่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวของสหภาพยุโรปได้ช่วยลดช่องว่างของประเทศสมาชิกรายใหม่ๆ

แต่เรื่องนี้ก็ได้ทำให้คนในยุโรปหลายประเทศเจอกับความยุ่งยากเช่นกัน เมื่อประเทศในยุโรปพบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในปี 2007 ประเทศเยอรมันที่มีสถานะทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งที่สุดในสหภาพยุโรป เนื่องจากเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก จะต้องนำเงินเพื่อช่วยเหลือทางด้านเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก

ในขณะนั้นสถานการณ์ด้านหนี้สินของประเทศกรีซที่ดูจะมีความรุนแรงมากขึ้นและไม่มีความแน่นอน ทำให้กรีซโดนบังคับให้ตัดสวัสดิการต่างๆของประเทศออกไปทำให้ความยากจนในประเทศเพิ่มสูงขึ้น

ตอนนี้ประเทศในแถบยุโรปที่สามารถจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ดูเหมือนจะเจอกับทางแยกและความท้าทาย หากพวกเขาต้องการให้ประชากรรุ่นใหม่ไม่รู้สึกแปลกแยกพวกเขาต้องหาวิธีในการจัดการอื่นๆนอกจากวิธีการใช้ความเข้มงวดทางด้านการเงิน

แน่นอนว่าระบบภาษีที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศในยุโรปก็สร้างปัญหาและต้องได้รับการแก้ไข ในศตวรรษที่ผ่านมา ประเทศอย่าง ไอร์แลนด์ มอลต้า ลักแซมเบิร์กได้รับประโยชน์จากการบริษัทใหญ่ๆหรือคนรวยๆนำเงินไปเพื่อหลบภาษี

ในขณะที่ประเทศใหญ่ๆประเทศอื่นๆเจอกับความยากลำบากมากขึ้นที่จะต้องจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อรักษาระบบรัฐสวัสดิการให้คงอยู่ต่อไป ผลก็คือความโกรธแค้นของคนชั้นล่างและคนชั้นกลางที่จะต้องมาแบกรับภาระภาษีเหล่านั้

ที่ผ่านมาประเทศในยุโรปทำได้ดีมากกับการจัดการปัญหาความเหลื่อมล้ำนับตั้งแต่ปี 1980 และปัจจุบันสถาการณ์ต่างๆก็ดูเหมือนจะทรงตัวเช่นเดิม แต่ผู้นำในสหภาพยุโรปจะต้องไร้เดียงสามากแน่ๆถ้าหากพวกคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

พวกเขาจำเป็นต้องพัฒนากฎทางการเงินที่ก้าวหน้าเท่าทันและช่วยเหลือคนรุ่นหลังให้ไม่ต้องมารับภาระหนี้สินที่พวกเขาไม่ได้ก่อสหภาพยุโรปเองก็จำเป็นทีจะต้องมีความเป็นประชาธิปไตยให้มากขึ้นในเรื่องการกำกับดูแลระบบเศรษฐกิจรวมไปถึงเรื่องการเมือง และกฎเกณฑ์ทางการเงินด้วย

อาจจะดูเป็นข้อเรียกร้องที่สูงมากเกินไป แต่เพื่อการแก้ไขปัญหาและยังคงรักษาให้ยุโรปเป็นภูมิภาคที่ยังคงความเป็นธรรมมากที่สุดในโลกสิ่งเหล่านี้ก็คุ้มค่ามากที่จะทำ
_____________________________________________

เกี่ยวกับผู้เขียน

Lucas Chancel นักเศรษฐศาสตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ทำงานใน World Inequality Report 2018

ที่มา

https://www.theguardian.com/commentisfree/2018/jan/24/fairest-europeans-inequality-surged-us-europe

Related Posts