P-move ยืนหยัดบนเวทีเจรจา ปกป้องสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนผู้ยากไร้ “แฉผลกระทบจากกรณีความผิดพลาดของนโยบายทวงคืนผืนป่า”

P-move ยืนหยัดบนเวทีเจรจาปกป้องสิทธิในที่ดินทำกินของประชาชนผู้ยากไร้ “แฉผลกระทบจากกรณีความผิดพลาดของนโยบายทวงคืนผืนป่า”

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2560 ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)และผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาลได้เข้าร่วมในการประชุม คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 2 ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารสำนักงานก.พ. เดิม

บรรยากาศในการประชุมเต็มไปด้วยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน โดยมีการยกข้อเท็จจริงจากการลงพื้นที่ร่วมกันระหว่างคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนร่วมกับตัวแทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีใน 8 จังหวัดทั่วประเทศได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง น่าน เพชรบูรณ์ พังงา กระบี่และตรัง มายืนยันตอบโต้กันในที่ประชุม ทั้งนี้ในแต่ละกรณีภาครัฐและภาคเอกชนได้มีการหาทางออกร่วมกันทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้จากการประชุมพบว่าปัญหาสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าก็คือ “การตีความคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66 / 2557 เรื่อง เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ และและนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน

โดยเฉพาะประเด็นปัญหาใน ข้อที่2.1 กล่าวคือ “ การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวนและพิสูจน์ทราบ

เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป” ข้อที่ 2.3 การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณากำหนดมาตรการและวิธีดำเนินการอย่างเป็นระบบ

เพื่อเสนอขออนุมัติจากจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน และข้อที่ 2.4 กรณีใดๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนด

ซึ่งจากแนวปฏิบัติตามคำสั่ง 3 ข้อดังกล่าว พบว่าในการปฏิบัติการตามนโยบายทวงคืนผืนป่าเจ้าหน้าที่มักอ้างใช้อำนาจของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามนโยบายทวงคืนผืนป่า

แต่เลือกใช้เฉพาะที่เป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติตามนโยบายในพื้นที่ ไม่คำนึงถึงข้อปฏิบัติที่จะทำให้ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้

ทั้งนี้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ ไม่มีการจำแนกผู้ยากไร้และนายทุน และในการปฏิบัติการ ไม่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปปฏิบัติการคัดกรอง ผู้ยากไร้ก่อนมีการปฏิบัติการทวงคืนผืนป่า ซึ่งวิธีการปฏิบัติที่ก่อให้เกิดปัญหาก็คือ การเหมารวมว่าชาวบ้านเป็นนายทุนหมด

ซึ่งนอกจากนี้ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) ยังมีความเห็นต่อที่ประชุมว่า “นโยบายทวงคืนผืนป่ากับแผนปฏิบัติการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมซ้ำเติมปัญหาที่ดินและป่าไม้เดิมทั้งหมด และเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเช่น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑

ประเด็นน่าสนใจที่ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) เปิดเผยแก่ที่ประชุมและหัวหน้าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางก็คือ

มีความจงใจที่จะท้าทายการแก้ไขปัญหาจากเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่ด้วยการแจ้งความดำเนินคดีก่อนที่คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทการแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

และตัวแทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพียงคืนเดียว โดยใช้วิธีการการแจ้งความแก่เจ้าพนักงาน โดยนั่งเฝ้าพนักงานสอบสวนจนถึง 4 ทุ่มในคืนก่อนการลงตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งตัวแทน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move)วิเคราะห์ว่า หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อป้องกันตัวเอง แต่ไม่สนใจความเดือนร้อนของประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม

นอกจากนี้ยังมีประเด็นน่าสนใจว่าผู้ถูกฟ้องในหลายพื้นที่เกิดจากข้อหาการบุกรุกแปลงปลูกป่าซึ่งปลูกปี พ.ศ.2523 และเป็นปัญหาร่วมกันในหลายพื้นที่ เนื่องจากชาวบ้านยืนยันว่ามีแต่นโยบายและแผนที่แต่ไม่ได้มีการปลูกจริงในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ ตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(P-move) เสนอว่าควรยกระดับเป็นการตรวจสอบการทุจริตโครงการปลูกป่าทั่วประเทศเพื่อคืนความเป็นธรรมให้ชาวบ้านและนำตัวผู้กระทำความผิดที่แท้จริงมาลงโทษ

ท้ายที่สุดประธานในที่ประชุมได้สั่งให้ มีการแก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวร่วมกับภาคประชาชน โดยเฉพาะปัญหาที่สั่งสมมาแต่เดิม ให้มีการตั้งกรรมการตรวจสอบรวบรวมนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และนำประเด็นที่สามารถหาข้อยุติเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 ณ ทำเนียบรัฐบาลต่อไป

#หยุดทวงคืนผืนป่าจากคนจน ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move
#ที่ดินคือชีวิต
อธิบายความผิดพลาดจากนโยบายทวงคืนผืนป่าhttps://www.facebook.com/pg/landwatchthai/photos/?tab=album&album_id=1589743214675844

Related Posts