P-Move ชง 9 นโยบายต่อพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง เพื่อไทย-อนาคตใหม่-พลังประชารัฐ ฯลฯ ร่วมถก

เปิดเนื้อหาข้อเสนอเชิงนโยบายภาคประชาชน 9 ประเด็นนำเสนอต่อพรรคการเมือง

“ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกับการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง”

วันที่ 23 เมษายน 2562 ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กรุงเทพมหานคร  ได้จัดเวที  “สัมมนาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกับการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายนำเสนอต่อพรรคการเมือง” โดยมี ตัวแทนจากพรรคการเมืองต่างๆ ได้แก่ ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย คุณชวน ชูจันทร์ ผู้ก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ คุณศิริกัญญา ตันสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายพรรคอนาคตใหม่คุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อดีตกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คุณศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิไจไทย

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ซึ่งประกอบด้วยสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.), เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) เครือข่ายชุมชนเพื่อปฏิรูปสังคมและการเมือง(คปสม.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค ได้เวทีสัมมนา “ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกับการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อพรรคการเมือง” ระหว่างวันที่ 22 – 23 เมษายน 2562 ณ ห้องประชุม ดร.สมศักดิ์ และคุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ชั้น 2 อาคารสยามบรมราชกุมารี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โดยมีเป้าหมายเพื่อระดมข้อเสนอจัดทำนโยบายของภาคประชาชน อันเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่เกิดจากโครงสร้าง เพื่อนำเสนอต่อพรรคการเมือง ได้พิจารณานโยบายดังกล่าว แล้วผลักดันนำไปสู่แก้ไขในระบบรัฐสภา และนำไปปฏิบัติใช้ในการบริหารประเทศของรัฐบาลต่อไป โดยมีเนื้อหาข้อเสนอเชิงนโยบาย 9 ประเด็นนำเสนอต่อพรรคการเมือง ดังต่อไปนี้

1.สิทธิ เสรีภาพ และประชาธิปไตย
1.1 ยกเลิกคำสั่ง คสช.และคำสั่งคณะปฏิวัติทุกฉบับที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน
1.2 ปรับปรุง พ.ร.บ.ว่าด้วยการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
1.3 ปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 การกระทำความผิดเกี่ยวกับการกระทำที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ไม่ให้ครอบคลุมไปถึงการหมิ่นประมาท/การจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
1.4 ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 ที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐมีอำนาจในการขอข้อมูล ยึด ค้น เจาะ ทำสำเนาข้อมูล ส่องข้อมูลแบบ Real-Time และในกรณีจำเป็นเร่งด่วนสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องหมายศาล ซึ่งการยึด ค้น เจาะหรือขอข้อมูลใด ๆ ไม่สามารถอุทธรณ์เพื่อยับยั้งได้
1.5 แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ที่มีบทบัญญัติผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน หรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 ทั้งฉบับ และให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามเจตนารมณ์ของประชาชน
1.6 ปรับปรุงระบบเรื่องราวร้องทุกข์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนประชาชน โดยให้มีกลไกแก้ไขปัญหาที่มีคณะผู้เชี่ยวชาญจากหลายฝ่ายเข้าร่วมพิจารณา โดยให้แก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน นับจากการรับเรื่องร้องทุกข์ แล้วส่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน

2.การกระจายอำนาจ
2.1 หลักการ เพื่อลดการรวมศูนย์ของรัฐส่วนกลางที่มีการผูกขาดทางอำนาจ และระบบเศรษฐกิจ ให้เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เพื่อเป็นการกระจายอำนาจการจัดสรรอำนาจในเรื่องต่างๆ ดังนี้
(1) ภารกิจงาน การบริหารภายในส่วนท้องถิ่น ยกเว้น งานต่างประเทศ และความมั่นคง ซึ่งเป็นบทบาท หน้าที่ของรัฐส่วนกลาง
(2) การคลัง การจัดเก็บภาษีและการบริหารงบประมาณ
(3) การบริหารงานบุคคล การสอบคัดเลือก การโยกย้ายและโอนย้าย
(4) กระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ท้องถิ่นและชุมชน
2.2 ข้อเสนอเชิงการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง
ให้ยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค (ผู้ว่าราชการจังหวัด, นายอำเภอ กำนันและผู้ใหญ่บ้าน) ซึ่งเป็นตัวแทน และขึ้นตรงต่อสายการบังคับบัญชาของรัฐส่วนกลาง จึงไม่มีอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ ให้มีเพียงการปกครองส่วนท้องถิ่น (อบต., เทศบาล, อบจ., กทม., เมืองพัทยา,) และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงจากประชาชน เพื่อความเป็นอิสระในการบริหารงานและงบประมาณ


3. นโยบายการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

(3.1) สถานการณ์และปัญหาที่เกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่กระทบกับประชาชน
(1) ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้ของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมมีราคาสูง
(2) การเข้าถึงเอกสารและหลักฐานของทางราชการ
(3) ความไม่รู้กฎหมายของประชาชน
(4) ภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริง
(5) การรับฟังและชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน
(6) การแจ้งสิทธิ์ของจำเลยหรือผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรม
(7) การรับรู้โครงสร้างปัญหาป่าไม้ที่ดินของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
(8) การใช้มาตรการทางกฎหมายและคดีความ ปิดปากหรือกลั่นแกล้งการต่อสู้ของประชาชน
(9) คนจนติดคุกเพราะไม่มีเงินประกันตัว
(10) ปัญหาอันเกิดจากการใช้ดุลพินิจของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม
(3.2) ข้อเสนอ
(1) ให้ยกเลิกคดีความที่ไม่เป็นธรรมทั้งปวงที่เกี่ยวกับคดีสิทธิมนุษยชนและทรัพยากร โดยให้มีการแต่งตั้งกลไกอิสระขึ้นมาพิจารณากลั่นกรองคดีที่เข้าข่ายว่าประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม
(3) ขอให้ใช้ระบบไต่สวนและลูกขุนในการพิจารณาคดีแทนระบบกล่าวหา ในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน และคดีที่เกี่ยวกับทรัพยากรที่ดิน ป่า ไม้และสิ่งแวดล้อม
(4) ปรับปรุง/แก้ไข พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.นี้ให้เกิดการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนจน ให้สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้
(5) สร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีความยึดโยงกับประชาชน
(6) สร้างมาตรการป้องกันการฟ้องคดี SLAPPs หรือการฟ้องคดีปิดปากประชาชน

4.นโยบายที่ดินและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
4.1การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน
4.1.1 ยกเลิกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.2561 เนื่องจากการคิดภาษีที่ดินไม่เก็บตามขนาดการถือครองที่ดิน และไม่นำไปสู่การกระจายการถือครองที่ดิน จึงจำเป็นต้องผลักดันพระราชบัญญัติภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ศ. …ขึ้นมาบังคับใช้แทน
4.1.2 จัดตั้งธนาคารที่ดิน ในรูปแบบองค์กรอิสระที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่แสวงหากำไร เพื่อเป็นกลไกในการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกรรายย่อย ผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน หรือมีที่ทำกินไม่เพียงพอสำหรับการทำการผลิตหรือยังชีพ
4.1.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารจัดการที่ดิน/ทรัพยากร ด้วยการผลักดันร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน ในรูปแบบโฉนดชุมชน ที่มิใช่การอนุญาตหรือการให้เช่าที่ดิน โดยให้ครอบคลุมในที่ดินของรัฐทุกประเภท พร้อมทั้งยกระดับการดำเนินงานโครงการจัดที่ดินชุมชน (ที่ดินแปลงรวม) ให้มีสถานะเทียบเท่าการรองรับสิทธิชุมชนเช่นเดียวกับโฉนดชุมชน
4.2 การคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
4.2.1 คุ้มครองพื้นที่เหมาะสมสำหรับเกษตรกรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระบบชลประทาน ในเนื้อที่ประมาณ 28 ล้านไร่ทั่วประเทศ ให้เป็นแหล่งผลิตอาหารและแหล่งความมั่นคงทางอาหาร
4.2.2 ทบทวนเขตส่งเสริมพิเศษที่ประกาศทับซ้อนพื้นที่เกษตรกรรมที่มีศักยภาพในการผลิตอาหาร และคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมดังกล่าว ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษและระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อมิให้กระทบกับวิถีชีวิตของเกษตรกรรายย่อยและประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่
4.3 แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินตามมาตรา 61 โดยให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่มีองค์ประกอบจากหลายภาคส่วน เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบและเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ โดยกำหนดมาตรการในการชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ในพื้นที่ ดังต่อไปนี้
4.3.1 ที่ดินทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ตามมาตรา 6
4.3.2 ที่เอกสารสิทธิ์ออกโดยมิชอบทุกกรณี
4.3.3 ที่ดินที่ถูกเปลี่ยนสภาพโดยไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้

5. นโยบายด้านการจัดการทรัพยากร
5.1 การกระจายอำนาจการจัดการทรัพยากรสู่ชุมชนและท้องถิ่นอย่างแท้จริง
5.1.1 ถ่ายโอนอำนาจการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในขอบเขตอำนาจของท้องถิ่นนั้นๆ ให้อยู่ภายใต้การบริหารจัดการขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมกับชุมชน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
5.2 ทบทวนกฎหมาย
5.2.1 พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ…..
5.2.2 พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …
5.2.3 พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ…
5.3 ทบทวนหรือยกเลิกนโยบายและมติคณะรัฐมนตรีด้านที่ดินป่าไม้ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน
5.3.1 ทบทวน มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561
5.3.2 ยกเลิก มติคณะรัฐมนตรี 30 มิถุนายน 2541
5.3.3 ยกเลิกแผนแม่บทป่าไม้แก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้การบุกรุกที่ดินของรัฐและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน
5.3.4 ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่า
5.4 เร่งรัดสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี 26 สิงหาคม 2546 เพื่อนำที่ดินที่หมดสัญญาเช่าตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติและพระราชบัญญัติว่าด้วยที่ราชพัสดุ เพื่อให้สามารถนำที่ดินที่หมดสัญญาเช่าตามกฎหมายดังกล่าว มาจัดสรรให้กับเกษตรกรในรูปแบบโฉนดชุมชนต่อไป

6.นโยบายภัยพิบัติ
ปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 เพื่อให้เอื้อในการเตรียมพร้อมป้องกันภัย โดยการมีส่วนร่วมในทุกระดับ เน้นการส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ ซึ่งกระจายอำนาจการบริหารจัดการไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ชุมชนสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเป็นการเสริมการทำงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ จัดทำฐานข้อมูลภัยพิบัติ เท่าทันกับภัยพิบัติที่เปลี่ยนแปลงไป
6.1 ส่งเสริมระบบการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพื่อลดความเสี่ยงของประชาชน ในการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ การช่วยเหลือระหว่างเกิดเหตุและการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดเหตุ
6.2 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดให้มีกองทุนและคณะกรรมการบริหารกองทุนจัดการภัยพิบัติระดับท้องถิ่น เพื่อทำหน้าที่ในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ อบรมพัฒนาเตรียมความพร้อม และให้กองทุนระดับท้องถิ่นมีหน้าที่ส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชนและเครือข่ายฯ เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยให้กระทรวงมหาดไทยสมทบกองทุนการจัดการภัยพิบัติของท้องถิ่นเมื่อประกาศภัย
6.3 ปรับปรุงกลไกคณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (กปภ.ช.) คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยระดับจังหวัด ระดับตำบล โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ต้องมาจากผู้แทนชุมชนที่มีประสบการณ์ด้านการจัดการภัยพิบัติ ผู้แทนองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีบทบาทในการส่งเสริมชุมชนในการจัดการภัยพิบัติ เป็นผู้พิจารณาประกาศภัยพิบัติ พิจารณาจัดทำแผนการจัดการภัยพิบัติ พิจารณาให้การช่วยเหลือและฟื้นฟูภัยพิบัติ
6.4 ปรับปรุงระบบการเข้าถึงสิทธิการช่วยเหลืออย่างเป็นธรรมกับทุกคนที่ประสบภัยพิบัติ ตลอดจนการปรับปรุงกฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อจำกัดและอุปสรรคต่าง ๆ ให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการภัยพิบัติ การฟื้นฟูเยียวยา

7.นโยบายการคุ้มครองชาติพันธุ์และสิทธิความเป็นมนุษย์
7.1 ให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการด้านแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีมติ ครม.รับรองสามารถดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีองค์ประกอบจากภาคประชาสังคมและผู้แทนชุมชน ให้มีหน้าที่ในการร่วมกันวางแผนแก้ไขปัญหา รวมทั้งติดตาม สรุปบทเรียน และประมวลปัญหาที่ติดขัดคั่งค้าง เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงโครงสร้างและนโยบายต่อคณะกรรมการระดับชาติในการติดตามผลการแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ในภาพรวม
7.2 ให้มีพระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในยุทธศาสตร์ชาติและดำเนินการตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 มาตรา 70 ตามร่างที่ประชาชนจัดทำขึ้น
7.3 เร่งแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อให้สัญชาติ และสิทธิสถานะแก่กลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ตามมติคณะรัฐมนตรี 2 มิถุนายนและ 3 สิงหาคม 2553
7.4 ให้จัดตั้งกองทุนชาติพันธ์ พร้อมกับฟื้นคืนสำนักชาติพันธ์ในกระทรวงพัฒนาสังคมฯ ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อดูแลพัฒนาเสริมความเข้มแข็งกลุ่มชาติพันธุ์ พร้อมกับการทบทวนยุทธศาสตร์ชาติพันธุ์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง

8. นโยบายด้านสถานะและสิทธิบุคคล
8.1 นโยบายการแก้ปัญหาด้านสถานะและสิทธิบุคคล ของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ กลุ่มชาติพันธ์ ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องมายาวนานเป็นการเร่งด่วน โดยการทำแผนแม่บทในการแก้ปัญหาเพื่อให้ดำเนินการได้ ภายใน 3 ปี
8.2 ให้ขยายมติคณะรัฐมนตรี 18 มกราคม 2548 เพื่อสำรวจคนตกหล่นเป็นการเฉพาะ นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครอบคลุมปัญหา
8.3 แต่งตั้งกรรมการแก้ปัญหาสิทธิสถานะเป็นกรรมการกลางที่มี ผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีประสบการณ์การทำงานกับกลุ่มคนไร้สิทธิสถานะ และอนุกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะกลุ่มปัญหาอย่างเร่งด่วน
8.4 สั่งการให้เกิดการปฏิบัติในระดับพื้นที่ โดยการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลงาน ให้นำไปสู่การปฏิบัติการได้จริง
8.5 จัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิติของกลุ่มคนที่รอการแก้ปัญหา และการเข้าถึงกองทุนระบบสุขภาพขั้นพื้นฐาน ทันที

9. นโยบายรัฐสวัสดิการ
ชุดข้อเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” 7 ประเด็น ได้แก่ 1) การศึกษา 2) สุขภาพ 3) ที่อยู่อาศัยและที่ดิน 4) งาน รายได้ ประกันสังคม 5) ระบบบำนาญถ้วนหน้า 6) สิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะ 7) การปฏิรูประบบภาษี โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. การศึกษา
ข้อเสนอ
1) เงินสนับสนุนเยาวชน อายุ 0-18 ปี 3,000 บาท/เดือน
2) เงินสนับสนุนเยาวชน อายุ 19-22 ปี สำหรับการเรียนมหาวิทยาลัย/ปวส. 3,000 บาท/เดือน
3) ศูนย์รับเลี้ยงดูเด็ก อายุ 0-3 ขวบ
4) โรงเรียนอนุบาลถึงมหาวิทยาลัย/ปวส. เรียนฟรี พัฒนาคุณภาพมาตรฐาน
5) เงินสนับสนุนการสร้างการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพ ตามช่วงวัยของประชากร

2 สุขภาพ
ข้อเสนอ
1) กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าระบบเดียวที่มีคุณภาพสูง
2) งบประมาณรายหัวประชากร จำนวน 8,000-8,500 บาท/คน/ปี

3. ที่อยู่อาศัยและที่ดิน
ข้อเสนอ
1) การเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี โดยคำนึงถึงประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ
2) ที่อยู่อาศัยสำหรับประชาชน ในพื้นที่ตำบลละไม่น้อยกว่า 1,000 ห้อง
3) ครัวเรือนเกษตรกรต้องเข้าถึงที่ดินทำกินเพื่อการเกษตร 15 ไร่ ต่อครอบครัว
4) การเข้าถึงระบบสินเชื่อเพื่อที่ดินการเกษตร ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 2 ต่อปี โดยคำนึงถึงประชากรกลุ่มเฉพาะต่างๆ
5) การกระจายการถือครองที่ดิน ด้วยระบบภาษีอัตราก้าวหน้า ธนาคารที่ดิน ฉโนดชุมชน การปฏิรูปที่ดิน รวมทั้งการนำที่ดินของหน่วยงานรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาจัดสรรให้ประชาชน

4. งาน รายได้ ประกันสังคม
ข้อเสนอ
1).ค่าจ้างขั้นต่ำ 500 บาท/วัน โดยให้ปรับขึ้นทุกปี ตามอัตราเงินเฟ้อ
2).ค่าจ้างแรงงานให้ปรับขึ้นตามอายุงาน และปรับเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าปีละ 2%
3).ปฏิรูประบบประกันสังคมเป็นประกันสังคมถ้วนหน้า ครอบคลุมคนทำงานทุกกลุ่ม พัฒนาสิทธิประโยชน์เท่าเทียม
4) แรงงานในระบบขยายเพดานเงินสมทบประกันสังคม สูงสุด 3,000 บาท/เดือน จากฐานเงินเดือน 30,000 บาท
5) ปฏิรูปประกันสังคมแรงงานนอกระบบ สร้างหลักประกันเงินบำนาญเมื่อเกษียณอายุ
5.1 แรงงานนอกระบบรายได้สูง จ่ายเงินสมทบ 1,800 บาท หรือ 2,700 บาท/เดือน (อัตราส่วน 9%) จากฐานเงินเดือน 20,000 บาท หรือ 30,000 บาท/เดือน
5.2 แรงงานนอกระบบรายได้น้อย จ่ายเงินสมทบ 100 บาท รัฐสมทบ 900 บาท จากฐานเงินเดือน 10,000 บาท ตามฐานเงินเดือน 10,000 บาท/เดือน
6).การลาคลอด 180 วัน ใช้ร่วมกันได้ชายหญิง ทุกเพศสภาพ (สำหรับเด็ก 1 คน) โดยได้รับค่าจ้างปกติ
7).การว่างงาน ให้ประกันสังคมจ่ายเงินชดเชยทุกกรณี การถูกเลิกจ้าง ลาออก ไล่ออก เป็นจำนวน 80% ของฐานเงินเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ทั้งนี้ เมื่อพ้นจากการลงทะเบียนว่างงานประกันสังคม 6 เดือน ให้ได้รับค่าจ้างรายวันเท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ จนกระทั่งได้งานใหม่ โดยต้องเข้ารับการฝึกอบรมและสัมภาษณ์งาน และเริ่มงานใหม่ภายใน 3 เดือน

5) ระบบบำนาญแห่งชาติ
ข้อเสนอ
1).เปลี่ยน “เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ” เป็น “บำนาญถ้วนหน้า” 3,000 บาท/เดือน (เส้นความยากจนโดยเฉลี่ยของประเทศ) มีการปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี ตามอัตราเงินเฟ้อและดัชนีผู้บริโภค

6) สิทธิทางสังคม พหุวัฒนธรรม ประชากรกลุ่มเฉพาะ
ข้อเสนอ
1).เพิ่ม “เบี้ยยังชีพคนพิการ” จาก 800 บาท/เดือน เป็น 3,000 บาท/เดือน
2) กระบวนการการข้ามเพศเป็นสิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน เช่น การผ่าตัดเปลี่ยนเพศ การศัลยกรรมทรวงอก การใช้ฮออร์โมนเพศและยาต้านฮอร์โมนเพศ ให้อยู่ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
3) พนักงานบริการทางเพศต้องเข้าถึงรัฐสวัสดิการ โดยไม่นำความผิดทางอาญามาเป็นข้อจำกัด และทบทวน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539
4) ชนเผ่าพื้นเมือง ผู้มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่จำกัดเฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทย การเข้าถึงบริการสาธารณะ การรักษาพยาบาล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เอื้ออำนวยให้มีล่ามและการแปลภาษาชนเผ่าพื้นเมือง สิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัย
5) ทบทวนหรือยกเลิกหลักสูตรการเรียนการสอนที่สร้างให้เกิดอคติ ความเกลียดชัง เหยียดเชื้อชาติ เพศสภาพ สถานะทางชนชั้น ลักษณะกายภาพของบุคคล และพัฒนาการศึกษาเพื่อสร้างการเรียนรู้ประชาธิปไตย
6) สร้างพิพิธภัณฑ์ ห้องสมุด เพื่อสร้างการเรียนรู้ สิทธิพลเมือง สิทธิมนุษยชน ประวัติศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น
7). สร้างสวนสาธารณะ หอศิลปวัฒนธรรม ลานกีฬา เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อน สันทนาการ ของประชาชนและชุมชน

7) การปฏิรูประบบภาษี
1) ปรับลดสิทธิประโยชน์ BOI ซึ่งเป็นการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใหญ่ และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมมีการกระจุกตัวในเชิงพื้นที่และขนาดของโครงการ ประมาณการงบประมาณ 240,000 ล้านบาท
2) ภาษีผลได้จากทุน (Capital Gain Tax) รายได้จากกำไรที่เพิ่มขึ้นจากการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ 30% ประมาณการงบประมาณ 150,000 ล้านบาท
3) การปรับปรุงการลดหย่อนและการยกเว้นภาษี ซึ่งมีลักษณะที่ผู้มีรายได้น้อยอุดหนุนและเอื้อประโยชน์ให้ผู้มีรายได้สูง ใช้เป็นช่องทางในการเลี่ยงภาษีตามกฏหมาย ประมาณการงบประมาณ 100,000 ล้านบาท
4) ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า จากส่วนเกิน 10 ไร่ (ยกเว้นที่ดินเพื่อการเกษตร 20 ไร่) เริ่มต้นไร่ละ 2,000 บาท/ปี เนื่องจากที่ดินกว่า 75 ล้านไร่ กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ถือครองที่ดิน 3 ล้านคน ประมาณการงบประมาณ 150,000 ล้านบาท/ปี
5) ภาษีมรดก ปรับอัตราภาษีขั้นต่ำ และจัดเก็บในอัตราสูงขึ้น ประมาณการงบประมาณ 10,000-50,000 ล้านบาท
6) ภาษีเงินได้อัตราก้าวหน้า ฐานภาษีสูงสุด 45% (ปัจจุบัน 35%) ประมาณการงบประมาณ 50,000 ล้านบาท
7) ปรับลดงบประมาณ กระทรวงกลาโหม 70 % ประมาณการงบประมาณ 180,000 ล้านบาท
8) บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณการงบประมาณ 100,000 ล้านบาท
9) ประชาชนทุกคนยื่นภาษีเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลรายได้ รับสิทธิสวัสดิการ แม้รายได้ไม่ถึงตามหลักเกณฑ์
รวมงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการตามนโยบายรัฐสวัสดิการ 1.453 ล้านล้านบาท

ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอยืนยันว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าวทั้ง 9 ประเด็นเพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีสาเหตุมาจากโครงสร้างกฎหมายและนโยบายที่ไม่เป็นธรรม สามารถแก้ไขได้ เราจึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรค ได้รับฟังปัญหาและนำเอาข้อเสนอเชิงนโยบายของประชาชนไปพิจารณา แล้วนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับนโยบายพรรค เพื่อผลักดันให้มีปรับปรุงแก้ไขและมีการปฏิบัติใช้อย่างจริงจัง ซึ่งพรรคการเมือง ย่อมหน้าที่ในการแก้วิกฤติของประเทศ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และปัญหาของประชาชนให้เกิดความเป็นธรรม

เราขอยืนยันว่า พร้อมที่จะทำงานกับทุกพรรคการเมืองเพื่อผลักดันให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันเกิดจากนโยบายโครงสร้างได้รับการแก้ไข และสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนทุกภาคส่วนจนถึงที่สุด


ในส่วนของเนื้อหาการอภิปรายของตัวแทนพรรคการเมืองต่างๆ ทางทีมงาน Land Watch Thai จะนำเสนอในโอกาสต่อไป โปรดติดตาม 

Related Posts