สรุปสถานการณ์ปัญหาป่าไม้-ที่ดิน และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่

สรุปสถานการณ์ปัญหาป่าไม้-ที่ดิน และข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่

เรียบเรียงโดย
กลุ่มจับตาปัญหาที่ดิน (Land Watch Thai)
มีนาคม 2562

“ที่ดิน” ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงในชีวิต ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ในประเทศไทย มีการแบ่งประเภทที่ดินตามกฎหมาย มีการถือครองอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ “ที่ดินเอกชน” ซึ่งเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน (ไม่ว่าจะเป็นเอกสารสิทธิใดก็ตามซึ่งออกให้บุคคลและนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายที่ดิน) และ “ที่ดินของรัฐ” ซึ่งออกระวางแนวเขตตามกฎหมายต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ สถานการณ์ปัญหาที่ดินที่ผ่านมา คืออำนาจในการบริการจัดการที่ดินอยู่ในมือของรัฐ โดยเฉพาะรัฐส่วนกลาง ชุมชนไม่สามารถกำหนด หรือบริหารจัดการที่ดินได้ด้วยตนเอง ซึ่งหมายถึงไม่สามารถกำหนดชีวิตของตนเองได้ จึงเกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน ที่ดินกระจุกตัว โดยเฉพาะที่ดินเอกชน ที่ไม่มีมาตรการในทางกฎหมายมาใช้เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดิน ส่งผลกระทบอย่างมากในการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดิน คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงที่ดินเพื่อทำกิน และอยู่อาศัย ท้ายที่สุดก็นำไปสู่ปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ความไม่เป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย การโยกย้ายอพยพ ความยากจน และความไม่มั่งคงของกลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคม เป็นต้น

สถานการณ์ของความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดินเอกชนในปัจจุบัน แสดงออกผ่านการถือครองที่ดินเอกชนเกือบ 16 ล้านราย ในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2555 พบว่าผู้ถือครองที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินมีทั้งหมด 15,900,047 ราย มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ยรายละ 5 ไร่ 3 งาน 87 ตารางวา แบ่งเป็นประเภทบุคคลธรรมดา 15,687,551 ราย (ร้อยละ 98.7) โดยมีพื้นที่ถือครองเฉลี่ยรายละ 5 ไร่ 2 งาน 76 ตารางวา และ ประเภทนิติบุคคลจำนวน 212,496 ราย (ร้อยละ 1.3) มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ยรายละ 26 ไร่ 1 งาน 85 ตารางวา รวมคิดเป็นที่ดินที่มีเอกสารสิทธิประเภทโฉนดที่ดินในการศึกษานี้ทั้งหมดจำนวนประมาณ 95 ล้านไร่ “โดยผู้ที่มีที่ดินมากที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศ เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดรวมกันมากถึงร้อยละ 80 ของที่ดินโฉนดทั้งหมด แต่ที่ผู้ที่มีที่ดินต่ำสุดร้อยละ 20 เป็นเจ้าของเพียงร้อยละ 0.25 เปอร์เซ็นต์ของโฉนดที่ดินทั้งหมดในประเทศ” และ “ผู้ที่มีที่ดินมากกว่า 1,000 ไร่ (1001,-500,000 ไร่ ) มีอยู่เพียง 837 ราย”

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ค่าจีนี่ ของการถือครองที่ดินเอกชนสูงถึง 0.89 เป็นค่าแสดงความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก สูงกว่าค่าจีนี่ของรายได้ทั่วประเทศที่ประมาณ 0.48 นอกจากนี้ปัญหาการสูญเสียสิทธิในที่ดินของเกษตรกร และผู้ยากจนทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการสำรวจลักษณะการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร ปี พ.ศ. 2556 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรพบว่า

จากพื้นที่เกษตรกรรมทั้งสิ้นกว่า 149.24 ล้านไร่ มีจำนวน 77.64 ล้านไร่ หรือร้อยละ 52 เป็นพื้นที่เช่าและจำนวน 71.59 ล้านไร่ หรือร้อยละ 48 เป็นพื้นที่ของเกษตรกรเอง แต่ในจำนวนนี้ มี 29.72 ล้านไร่ติดภาระจำนอง

ในส่วนของปัญหา “ที่ดินของรัฐ” มิเพียงแต่ปัญหาการบุกรุกซึ่งมาจากสาเหตุความยากจน และขาดแคลนที่ดินด้วยแรงกดดันจากระบบตลาด ซึ่งส่งผลโดยตรงถึงความไม่เท่าเทียมกันในการถือครองที่ดินเอกชนเท่านั่น แต่ คนจน ชาติพันธุ์ชนเผ่า คนชายขอบ ยังต้องเผชิญหน้ากับนโยบายของรัฐในประเด็นการสถาปนาสิทธิเหนือทรัพยากรธรรมชาติโดยรัฐตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนในเขตแนวที่ดินระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ โดยทางราชการเองก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หรือมีมาตรฐาน ความพยายามอพยพประชาชนเหล่านั้นออกจากที่ดินของรัฐ ก็ไม่สามารถทำได้จริงในทางปฏิบัติ และการปล่อยให้มีการครอบครองที่ดินของรัฐต่อไปก็จะยิ่งทำให้ปัญหาลุกลามมากขึ้น ซ้ำร้ายการจัดที่ดินตามกฎหมายที่มีอยู่ก็มิได้มีหลักประกันว่าจะไม่เกิดการขยายการครอบครองที่ดินของรัฐ ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอีก

ปัญหาเรื่องที่ดินจึงเป็นปัญหาระดับชาติ และเป็นปัญหาของประชาชนทั้งในพื้นที่ชนบท และคนจนในเขตเมือง เกิดปรากฎการณ์พรากสิทธิที่ดินจากชุมชนที่ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนในแต่ละพื้นที่ ทั้งยังเกิดการแย่งชิงที่ดินในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโดยนโยบายรัฐ การพัฒนาเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างผิดประเภท หรือการปล่อยให้เกิดการกระจุกตัวที่ดินและปล่อยทิ้งร้างโดยไม่ก่อให้เกิดการผลิตหรือเกิดการใช้ประโยชน์ ทำให้ประเทศไทยสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการใช้ที่ดินเป็นจำนวนมหาศาล ส่วนในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชานเมือง ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญอันดับต้น ๆ ในการพัฒนาและจัดสร้างที่อยู่อาศัย การกระจุกตัวของที่ดินส่งผลให้ที่ดินมีราคาสูง จึงเป็นอุปสรรคให้คนจน คนชั้นกลาง หรือผู้มีรายได้น้อย เข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัยที่มีคุณภาพ ปัจจุบัน มีเกษตรกรรายย่อย และแรงงานเป็นผู้ไร้ที่ดินจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้น จึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลใหม่ บนหลักการ “การเข้าถึงที่ดินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” ดังต่อไปนี้

1. ยุติ/ยกเลิกนโยบายและกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

• ยกเลิกนโยบายทวงคืนผืนป่า และยกเลิกแผนแม่บทแก้ไขปัญหา การทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เพราะการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวส่งผลให้มีการละเมิด คุกคามชีวิต ทรัพย์สินและส่งผลกระทบกับชุมชนที่อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินป่าไม้ทั่วประเทศ
• ยุติการนำนโยบาย มติ และระเบียบของ คทช. มาบังคับใช้กับชุมชนที่มีรูปแบบการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน เนื่องจากไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่
• ยกเลิกมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 30 มิถุนายน 2541 รวมทั้งมติอื่นที่เป็นอุปสรรคในการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชน อาทิ มติคณะรัฐมนตรีในการจัดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำ
• ยกเลิก(ร่าง)พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ….และ(ร่าง)พระราชบัญญัติเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พ.ศ…. เนื่องจากร่างกฎหมายทั้งสองฉบับมีเนื้อหาที่ริดลอนและละเมิดสิทธิชุมชนในเขตป่า
• ยกเลิกเขตส่งเสริมพิเศษในระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ที่ประกาศทับซ้อนพื้นที่เกษตรกรรมชั้นดีและพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

2. แก้ไข ปรับปรุงกฎหมาย
• พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2561 ให้ครอบคลุมการจัดเก็บภาษีที่ดินอัตราในก้าวหน้า
• พระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. 2558 เกี่ยวกับกลไกและกระบวนการการเข้าถึงกองทุนยุติธรรมของผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
• พระราชบัญญัติประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ให้มีการปรับปรุงกลไก มาตรการและกระบวนการอนุญาตและลดข้อจำกัดการจัดการที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน (อาทิ มาตรา 9 และ มาตรา 12)

3. แก้ไขและผลักดันร่างกฎหมายใหม่
• ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ……
• ร่างพระราชบัญญัติสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากรในรูปแบบโฉนดชุมชน (ร่างฉบับประชาชน)

4. ปรับปรุงแก้ไขกลไกและกระบวนการ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบ หรือที่ดินทิ้งร้าง
• ปรับปรุงกลไกและกระบวนการการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ออกโดยไม่ชอบกฎหมายทั้งกรณีโฉนดที่ดิน และการประกาศที่สาธารณะซ้อนทับที่ดินของประชาชน
• กรณีที่ดินมีที่ปล่อยทิ้งร้าง ตามมาตรา 6 ประมวลกฎหมายที่ดิน จัดให้มีกลไก หน่วยงานเฉพาะเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ และเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

5. การเร่งรัดดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่องการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล วันที่ 2 มิถุนายน 2553 และการฟื้นฟูชีวิตชาวกระเหรี่ยง วันที่ 3 สิงหาคม 2553 โดยเฉพาะการประกาศเขตคุ้มครองวัฒนธรรมพิเศษ

6. การสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้กับคนจนเมือง
• รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ในการนำที่ดินรัฐประเภทต่างๆ มาพัฒนาเป็นโครงการที่อยู่อาศัย รองรับคนจนเมืองในรูปแบบกรรมสิทธิ์ร่วมกันของชุมชน
• การกำหนดให้คนจนเมืองได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาเมือง และการจัดทำผังเมือง ในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งที่สร้างการเติบโต และหล่อเลี้ยงคนในเมือง
• รัฐต้องมีนโยบายอุดหนุนช่วยเหลือด้านงบประมาณ ในการจัดที่อยู่อาศัย และพัฒนาสาธารณูปโภคกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาเมือง

Related Posts