มองผังเมือง EEC ด้วยแว่นตาของนักวิชาการด้านผังเมือง

มองผังเมือง EEC ด้วยแว่นตาของนักวิชาการด้านผังเมือง
ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง

คิดว่ากระบวนการการเกิดขึ้นของ EEC มีปัญหา และในอนาคตถ้าจะยกเลิก EEC ก็เป็นสิ่งที่ควรจะทำ แต่ในเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว และเราอยู่ในส่วนที่มองเห็นปัญหา เราจะส่งเสียงอะไรออกไปได้บ้าง ถ้าจะส่งเสียงออกมาว่าให้ยกเลิก หรือจะปรับปรุงอะไรก็ควรจะต้องปรับปรุง

EEC คือชุดความคิดที่ดูประหลาด ขณะนี้ EEC จึงเป็นเรื่องที่อันตราย แต่จะมอง EEC ด้วยคนที่ทำงานด้านผังเมือง ไม่ใช่ในฐานะของข้าราชการกรมโยธา แต่เป็นมุมมองของชาวบ้านทั่วไป เมื่อพูดถึง EEC คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะพูดถึงของ พรบ. ซึ่งมี พรบ.ที่เกี่ยวข้องอยู่ด้วยกัน 2 ตัว

คือหนึ่ง พรบ.ผังเมือง ซึ่งผ่าน สนช. ไปเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จริงๆเป็นการผ่านพรบ.ที่เราไม่เห็นด้วย อยากถามเครือข่ายพี่น้องในพื้นที่ว่า เมื่อเดือนพฤศจิกายน มีการล่ารายชื่อ ฟังความเห็นจากภาคประชาสังคม ไปยังสนช. ซึ่งความเห็นอันนี้เป็นความเห็นในเชิงสนับสนุนร่าง พรบ.ฉบับนี้ หลายรายชื่อมาจากภาคตะวันออก ก็เคารพในความเห็นของท่าน แต่พรบ.ผังเมืองที่ผ่านความเห็นของสนช.จะมีผลต่อพื้นที่อื่นๆ ต่อไป
หลังจากรัฐบาลชุดนี้ แม้เปลี่ยนเป็นรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ในเรื่อง EEC เราก็เข้าใจในเจตนารมณ์ของเขา ที่ต้องการให้มันเป็นลักษณะของ ONE STOP จึงเกิดเป็น พรบ.EEC ขึ้นมา แต่มันไม่ใช้ ONE STOP ที่แท้จริง ในเชิงวิชาการแบบผังเมือง เพราะ ONE STOP จริงๆ ต้องอยู่ในพื้นที่ ที่คนในพื้นที่สามารถใส่ INPUT เข้าไปได้ในกระบวนการตัดสินใจ และการตัดสินใจของคนในพื้นที่ร่วมกัน

แต่ในตอนนี้ ONE STOP ของ EEC ไม่ใช่ ONE STOP ในเชิงของความชอบธรรม และกลับยิ่งสร้างความเหลื่อมล้ำ สิ่งที่ EEC ทำกับร่างพรบ. ทั้งตัวข้อเสนอต่างๆ ที่อยู่ใน พรบ. ไม่ใช่ลักษณะของ ONE STOP ที่แท้จริง ที่เป็นไปตามหลักการของรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ชอบธรรม

EEC มีลักษณะของการพัฒนาที่ยึดพื้นที่เป็นตัวตั้ง การทำงานของ พรบ EEC มีการทำงานที่เป็นขั้นตอนต่างๆ

ขั้นตอนแรก เขาใช้คำว่าแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่มีสำนักงาน EEC เป็นคนทำ ให้คณะกรรมการนโยบาย EEC เห็นชอบ
ขั้นตอนที่สอง ตามมาตรา 29 สำนักงาน EEC จะทำงานร่วมกับกรมโยธา จะจัดทำผังเมืองที่ ดร.สมนึก จงมีวศิน เอามาให้ดู ซึ่งอันนี้ดิฉันมองว่ามันไม่ใช่ Area Based Development มันไม่ใช่ผังเมือง ซึ่งพูดในฐานะของนักวิชาการที่ไม่ได้มองมาจากยอดภูเขา แต่มองจากใต้ภูเขา มันไม่ใช่ผังเมือง มันเป็นการจัดสรรของโครงการ ที่ คณะกรรมการ EEC ใช้ทำงานโดยใช้ EEC Track ให้ผู้ลงทุนใส่ Input เข้ามา และทำเป็นแผนที่ออกมา และเรียกว่า แผนการใช้ประโยชน์ที่ดินในภาพรวม เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ ผังเมือง ไม่ใช่ Area Based Development แต่มันคือ Perfect Location

พอได้ออกมาแล้ว อันนี้มันกลายเป็นโจทย์ตาม พรบ. EEC ที่ไปให้สำนักงาน EEC ทำงานต่อ และกรมโยธาไปบอกว่าพื้นที่ตรงนี้จะมีอันนั้นอันนี้ ซึ่งการทำงานแบบนี้ก็ไม่ใช่การทำงานในลักษณะการทำผังเมือง แต่เป็นการจัดสรรลงบนพื้นที่ ทั้งในที่ดินเอกชนและที่ดินของรัฐ


ภารนี สวัสดิรักษ์ นักวิชาการอิสระด้านผังเมือง

ดังนั้นตรงจุดนี้ ถ้ากรมโยธายอมที่จะรับใช้ก็เรื่องที่น่าเสียใจ ในส่วนนี้ทางกลุ่มเพื่อนตะวันออกอาจทำเป็นเอกสารทักท้วงไปยังกรมโยธิการ และทางสำนักงานคระกรรมการ EEC ไม่ใช่การทักท้วงในลักษณะของการค้านหัวชนฝาแต่อาจต้องทักท้วงในลักษณะชี้แจงว่าการทำงานอย่างนี้ ภายหลังไปอีก 5 ปี 10 ปี กรมโยธิการต้องทำผังตาม พรบ. ผังเมือง แล้วมันจะเกิดช่องว่างในเชิงกระบวนการ ช่องว่างในเชิงเนื้อหาและช่องว่างในเชิงบังคับใช้ และจะเป็นที่ถกเถียงกันว่าแท้จริงแล้วมันถูกต้องชอบธรรมตามกฎหมายไหน ต้องหาผู้รับผิดชอบให้ได้
ตรงจุดนี้ ยกตัวอย่างการทำแผนที่โครงการตรงนี้มา เป็นสีเขียว กรมโยธาโดยอธิบดีกรมโยธาให้สัมภาษณ์เองว่าการทำผังอันนี้ เขาทำโดยข้อมูล GIS เป็นขั้นต้นของการทำผัง เมื่อได้ข้อมูล GIS เขาก็ไปเอาโครงการจากก้อนสีน้ำเงินนี้เอามาจัดลง และก็กำหนดเปลี่ยนสี ซึ่งอันนี้มันก็เหมือนการจัดสรรพื้นที่ให้กับใครที่อยากใช้ และบังเอิญคนที่อยากใช้นั้นเป็นคนเฉพาะกลุ่ม โดยกระบวนการผังเมืองมันจึงไม่ใช่ผังเมือง

แต่ใน EEC เขียนเอาไว้ว่า สิ่งที่ระบุลงไปเป็นผังเมือง ตามพรบ.ผังเมือง ทั้งๆที่ยังขาดขั้นตอนในการทำผังเมือง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญนั้นคือขั้นตอนการมีส่วนร่วม ผังEEC ที่เข้าไปกำหนดการใช้ผังเมือง รวมไปถึงการจะก่อสร้างโรงงานตาม พรบ.โรงงานที่มีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะมีช่องว่างจากการที่ EEC ละเลยกลุ่มคนในพื้นที่ไปเลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการพัฒนา เมื่อมีการพัฒนา เริ่มมีปัญหาแล้ว

เพราะฉะนั้นตรงนี้จะมีช่องว่างจากการที่ EEC ละเลยกลุ่มคนในพื้นที่ไปเลย
โดยเฉพาะพื้นที่ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการพัฒนา
เมื่อมีการพัฒนา เริ่มมีปัญหาแล้ว

เราจะใช้กฎหมาย EEC หรือกฎหมายผังเมือง ในการแก้ปัญหาส่วนนี้ จึงเป็นช่องว่าง ในขั้นตอนที่มันไม่ชอบ โดยองค์ประกอบในกรรมการ EEC ที่มองว่ามีปัญหา โดยเฉพาะคณะกรรมการนโยบาย คือ

ข้อที่ 1 นายกฯ เป็นประธาน และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีคณะกรรมการอื่นๆที่มาจากกรรมการที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ จากวิชาชีพที่มาจากองค์กรวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม แต่ในพรบ.เขียนไว้ว่า หากกรรมการในข้อนี้หาไม่ได้ ให้ประธานกรรมการตัดสินใจได้นั้นคือ นายกรัฐมนตรี ถ้าอย่างนั้น ไม่ต้องมี พรบ. EEC ก็ได้ ถ้าพรบ. EEC เป็นการตัดสินใจในการใส่อะไรบางอย่างเข้าไปในภาคตะวันออก ถ้าออกมาดีก็ดี แต่ทุกวันนี้ในขั้นตอน ยังไม่ทราบว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร เรายังไม่รู้

ข้อที่ 2 หลักการในเรื่องนี้ ในเชิงกระบวนการ ดิฉันรับไม่ได้กับเอกสารที่ออกมา ในเชิงของสาระ ถ้าเราพูดถึง EEC ในฐานะของ 4.0 แต่ในเชิงภาคตะวันออกมันมากกว่านั้น โดยเฉพาะพื้นที่พัฒนาที่เป็นเขตส่งเสริม ในหลายๆพื้นที่ เป็นในลักษณะที่รัฐให้เอกชนลงทุน ตรงจุดนี้ในหลักของผังเมือง การใช้ที่ดินเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาที่ยั่งยืน บนข้อมูลพื้นฐาน พบว่าพื้นที่เหล่านี้ มีปัญหามาตลอด ทั้งเรื่องขยะ เรื่องน้ำและอีกหลายๆอย่าง

อีกประเด็นหนึ่งก็คือเมื่อ ผัง EEC ประกาศใช้ ผัง EEC จะถือว่าเป็นผังเมืองรวมหรือไม่ ซึ่งจะมีคำถามตามมา ต่อไป EEC ต้องมีการทำผังตามมาตรา 32 ที่จัดทำโดยกรมโยธาที่จะมีสีที่มากกว่านี้ การมีสีเพิ่มขึ้นไม่ใช้ประเด็น แต่ในอะไรคือสิ่งที่ทำได้ในสีต่างๆ

เพราะผังเมืองในระดับจังหวัด รวมไปถึงผังเมืองในระดับกลุ่มพื้นที่มีผลต่อการบังคับใช้ และการอนุญาตที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นสาระของผัง EEC ในระดับจังหวัด แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดในข้อกำหนด พอไม่มีการระบุ ว่าผัง EEC มีผลต่อการอนุญาตก่อสร้างโรงงาน ซึ่ง พรบ.โรงงาน กำลังมีปัญหา แล้วพื้นที่บางพื้นที่ ที่ไม่ครอบคลุม และมีการอนุญาตก่อสร้างโรงงานที่ไม่อยู่ในเขตส่งเสริม เท่ากับว่า EEC จะยกเลิกผังเมืองรวมที่มีอยู่แล้ว มันจะเป็น GAP ของการสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีในภาคตะวันออก และมีอันตรายอย่างยิ่ง มันถูกยกเลิกผังเมืองโดยไม่ใช้กกหมายควบคุมอาคาร ซึ่งจะช่วยพรบ.โรงงานที่กำลังมีปัญหาได้พอสมควร เพราะ พรบ.ควรคุมอาคารพอแก้ปัญหาได้บ้าง

แต่พอ พรบ. EEC ออกมาเป็นอย่างนี้ ที่มีผังเมืองรวมในระดับนโยบาย และยกเลิกผังเมืองรวมระดับจังหวัดมันจะทำให้พื้นที่ที่มีช่องว่าง คือพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตรกรรม ทำให้เอื้อให้อุตสาหกรรมเกิดขึ้นนอกเขต มากมาย และสร้างปัญหาขึ้น อันนี้เป็นตัวอย่างของปัญหา ในเชิงประเด็นของผังเมืองและขั้นตอนของ EEC ที่คิดว่าเป็นปัญหาที่ใหญ่

การแก้กฎหมายจึงเป็นภารกิจที่เราต้องทำ

1. พรบ.ผังเมือง อันนี้แล้วแต่ใจของพี่น้องเพราะพี่น้องหลายคนไปลงชื่อสนับสนุน หลักการบางอย่างและเสนอขึ้น สนช. โดยเฉพาะเรื่องของผังเมืองไม่มีอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เป็นข้อที่เห็นต่าง แต่ก็แล้วแต่ท่าน แต่ในส่วนของ พรบ.ผังเมืองมีหลายเรื่อง ที่ต้องแก้ไขโดยเฉพาะ การอนุมัติการพัฒนาพื้นที่พิเศษ คือการทำเขตพัฒนาพิเศษของ EEC อันนี้จะใช้คณะกรรมการชุดใด เป็นคนตัดสินใจ เป็นเรื่องของความขัดแย้งของกฎหมาย 2 ฉบับ

2. กฎหมาย EEC มีหลายมาตราที่มีปัญหา มีอำนาจบังคับใช้ที่ทับซ้อนกับพรบ.ผังเมืองที่มีอยู่ เป็นส่วนที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน เรื่องของการใช้ที่ดินของรัฐในการลงทุนอุตสาหกรรมโดยเฉพาะที่ราชพัสดุ หรือที่ดินสาธารณะประโยชน์ ซึ่งมันไม่เป็นธรรม

ข้อเสนออีกอันหนึ่งคือ เรื่องของ SEA เห็นต่างนิดนึงแต่ไม่ถึงกับขัดแย้ง SEA ที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็น SEA เชิงประเด็น เช่น ถ้าทำ SEA ใน EEC ก็เป็นเรื่องของอุตสาหกรรม สร้างความชอบธรรมว่า อุตสาหกรรมจะเข้ามาได้อย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่ SEA ที่เป็นคำตอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน เราจึงควรกำหนดอนาคตของการทำ SEA แล้วเอาอนาคตมากำหนดทางเลือกว่า EEC ที่ควรจะเป็นนั้น ควรจะเป็นอย่างไร

ส่วนข้อเสนออื่นๆ ทั้งจะล้มเลิก EEC หรือจะเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการมีส่วนร่วมก็แล้วแต่ แต่ถ้า พรบ. EEC ยังล้มไม่ได้ หรือว่าถ้ายังอยากปรับปรุง เราควรได้ใช้ประโยชน์จาก EEC Track ในการเสนอ Input เข้าสู่คณะกรรมการนโยบาย ไม่เฉพาะอุตสาหกรรม อย่ามองแค่เพียงอุตสาหกรรมอย่างเดียว เราสามารถทำ EEC Track ในส่วนที่เราทำได้ เพราะ EEC ไม่ได้ห้าม แต่เราไม่ใช้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของ EEC Track ว่าควรจะมีการกำหนดพื้นที่ ประมาณการพื้นที่อย่างไร เราสามารถเสนอโครงการในภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เพราะหลายเรื่องมองว่าเป็นเรื่องที่เราน่าจะทำได้โดยใช้ EEC Track เพื่อจะให้ EEC Track อันนี้ไม่ใช้ EEC ณIndustrial Track เราได้แต่นั่งดูเข้าทำอยู่ข้างเดียว มันอาจจะไม่สำเร็จ แต่มันก็มีช่องทางให้เราทำ

*ถอดความโดย ทีม Land watch จากเวที คนข้างล่างได้อะไรกับ EEC: เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก กับปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านที่ดินและผังเมือง’ 6 มีนาคม 2562 ณ โรงแรมเดอะไทด์ รีสอร์ท บางแสน จังหวัดชลบุรี

ที่มาภาพ https://www.prachachat.net/public-relations/news-268578/attachment/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%B5-%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C

Related Posts