งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 8 บทสรุปสังเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบาย

 

อ่านย้อนหลัง 

เปิดงานวิจัยไร่หมุนเวียน-การทำเกษตรแบบยั่งยืน ตอนที่ 1

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 2 กะเหรี่ยงคือใคร ?

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 3 คนกะเหรี่ยงกับองค์ความรู้ในการทำไร่หมุนเวียน

เปิดงานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 4 การทำไร่หมุนเวียนชุมชนกะเหรี่ยงโพลว่

งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 5 การทำไร่หมุนเวียนชุมชนปกาเกอะญอในภาคเหนือ

งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 6 ไร่หมุนเวียน ป่า และความหลากหลายแห่งพืชพันธุ์

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 7 การปรับตัวและเปลี่ยนแปลงของระบบไร่หมุนเวียน

 

ตอนที่ ๘ บทสรุปสังเคราะห์และข้อเสนอเชิงนโยบาย

๘.๑ ไร่หมุนเวียนส่วนหนึ่งของระบบภูมิทัศน์นิเวศวัฒนธรรมและอาหาร

เมื่อพิจารณาจากวิถีการดำรงชีพของคนกะเหรี่ยงภาคเหนือและตะวันตกทั้งจากกรณีศึกษาและจากงานทบทวนเอกสารพบได้ว่า ไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงรวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนพื้นที่สูงนั้น คือ ระบบนิเวศเกษตรพื้นบ้านบนพื้นที่สูงที่พัฒนาขึ้นมาจากความรู้ท้องถิ่นที่สั่งสมมายาวนาน ภายใต้ระบบนิเวศป่าเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ซึ่งมีวัฎจักรการหมุนเวียนธาตุอาหารรวดเร็ว[1] ด้วยเหตุนี้วงจรการผลิตที่ใช้พื้นที่ระยะสั้นและพักฟื้นพื้นที่ระยะยาวจึงเป็นการจำลองวัฎจักรระบบนิเวศเขตร้อนชื้น  ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตในไร่หมุนเวียนจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคง สมดุลของระบบนิเวศ เช่น ดิน พืชปกคลุมดิน ไฟป่า ความชุ่มชื้น น้ำ ความหลากหลายของพืชพรรณ สัตว์ป่า ภูมิอากาศ ฯลฯ และการหมุนเวียนธาตุอาหารตามธรรมชาติ การจำลองนิเวศในระบบไร่หมุนเวียนดำเนินการหลายรูปแบบ เช่น การเลือกพื้นที่ที่มีนิเวศไม่เปราะบาง การเลือกพื้นที่ไร่ซากที่มีอายุพอเหมาะกับระยะที่ผืนดินและต้นไม้สะสมธาตุอาหารได้อย่างพอดี การเผาไร่จึงเป็นการปลดปล่อยธาตุอาหารจากพืชสู่ดิน การไม่ตัดฟันให้เตียน ก็เพราะต้องอาศัยระบบสังคมพืชที่หลากหลายช่วยเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงระบบการผลิตของคนกะเหรี่ยง แต่ยังเป็นระบบนิเวศประดิษฐ์หน่วยย่อยภายใต้นิเวศวิทยาภูมิทัศน์ (Ecological Landscape) ใหญ่ที่มีทั้งภูเขา ที่สูง หุบเขา ต้นน้ำ ป่าทึบ ป่าผสมผลัดใบ ทุ่งหญ้า ฯลฯ ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ

หากมองผ่านระบบการผลิตอาหารของคนกะเหรี่ยง ไร่หมุนเวียนแม้จะเป็นระบบการผลิตหลักแต่ก็ไม่ใช่ระบบผลิตเดียวของคนกะเหรี่ยง พวกเขายังมีทั้งที่สวนรอบบ้าน นา พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หลากหลายกันไป ภายใต้ระบบภูมิทัศน์ด้านอาหารและเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับอาหาร คนกะเหรี่ยงจึงมีความหลากหลายในการเข้าถึงอาหารทั้งอาหารที่เกิดจากการผลิตในระบบไร่หมุนเวียน และอาหารที่เก็บหาจากธรรมชาติโดยตรง จึงทำให้พวกเขามีความมั่นคงด้านอาหารในหลายๆ ทาง และด้วยความที่มีระบบการผลิตที่ตอบสนองเป้าหมายทางเศรษฐกิจต่างกัน เช่น ไร่หมุนเวียนใช้สำหรับผลิตข้าวเพื่อบริโภคและการขายบางส่วน พื้นที่สวน ไร่ สำหรับผลิตเพื่อขายและบริโภคบางส่วน เราจึงเห็นภูมิทัศน์ด้านอาหารและเศรษฐกิจของคนกะเหรี่ยงที่แต่ละส่วนมีหน้าที่ทางเศรษฐกิจต่างกันแต่เชื่อมโยงกันเป็นความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจของชุมชน

แต่หากพิจารณาจากแง่มุมทางวัฒนธรรม ไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่เป็นแกนกลางของชุมชน ประเพณี พิธีกรรม ความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของคนกะเหรี่ยงล้วนโยงใยผูกพันกับการทำไร่หมุนเวียน ไม่เพียงเท่านี้คนกะเหรี่ยงยังมีวิถีทางวัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับพื้นที่ทางวัฒนธรรมอื่นๆ หลายแบบ เช่น พื้นที่ป่า พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่สัมพันธ์กับการดำรงชีพ ไร่หมุนเวียนจึงเป็นส่วนหนึ่งในภูมิทัศน์วัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติคุ้มครองส่งเสริมเขตวัฒนธรรมพิเศษ จึงไม่ได้จำกัดเพียงแค่พื้นที่ไร่หมุนเวียนเท่านั้น แต่ครอบคลุมภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมทั้งหมด

เมื่อไร่หมุนเวียนเป็นส่วนหนึ่งที่สัมพันธ์และพึ่งพากับระบบการผลิตและระบบนิเวศอื่นๆ ในภูมิทัศน์ด้านนิเวศและวัฒนธรรม การธำรงรักษาไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องรักษาพื้นที่ไร่ หรือระบบการผลิตไร่ แต่ยังต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีสิทธิในการเข้าถึง จัดการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากระบบภูมิทัศน์ทางนิเวศ วัฒนธรรม และอาหารทั้งระบบอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพด้วย

๘.๒ การจัดการทรัพยากรส่วนรวมกับความยั่งยืนและเป็นธรรมของระบบไร่หมุนเวียน

จากกรณีศึกษาในตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบรี จังหวัดกาญจนบุรี คนกะเหรี่ยงที่นี่ยึดหลักระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรร่วมมายาวนาน [2] ไร่หมุนเวียนแต่ละผืนไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์เบ็ดเสร็จเด็ดขาดของใคร แม้จะมีการรู้กันว่าผืนไร่ซากทั้งหลายเป็นของครอบครัวไหนทำมานาน แต่หากมีความจำเป็นที่จะใช้ก็ขอใช้ไร่ซากของเจ้าของเดิมได้ ซึ่งในทางปฏิบัติก็มีการหยิบยืม แลกเปลี่ยนพื้นที่กันได้ และด้วยความเป็นระบบสิทธิต่อทรัพยากรร่วมนี้เอง ทำให้จำนวนพื้นที่ไร่ซากของตำบลไล่โว่ไม่ได้ขยายตัวแต่อย่างใด พื้นที่ไร่ซากทั้งหมดของแต่ละหมู่บ้านจึงเปรียบเสมือนพื้นที่สำรองของส่วนรวม โดยมีครอบครัวที่ใช้พื้นที่เหล่านั้นมาก่อนเป็นผู้ถือสิทธิชั่วคราวเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกก็เข้ามากระทบต่อระบบสิทธิร่วมของชุมชน ที่บ้านกองม่องทะ และบ้านอื่นๆ ในตำบลไล่โว่ หน่วยงานด้านป่าไม้เข้ามากันเขตพื้นที่แบ่งออกเป็นพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สวน และพื้นที่ไร่ตามประเพณี โดยเฉพาะพื้นที่ทำสวนทำให้ระบบกรรมสิทธิ์ปัจเจกเข้ามาแทนที่ระบบสิทธิร่วม และในสถานการณ์พืชเศรษฐกิจที่หน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาส่งเสริม ทำให้เป็นปัจจัยของการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ไร่ซากบางแห่งซึ่งเป็นสิทธิร่วมมาเป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลมากยิ่งขึ้น ขณะที่พื้นที่ที่ถูกกันให้เป็นไร่ตามประเพณี ก็เป็นพื้นที่ที่อยู่ห่างไกล การเดินทางยากลำบาก เมื่อคนส่วนมากต้องปรับตัวตามสภาพเศรษฐกิจที่กำลังเปลี่ยนจากเศรษฐกิจยังชีพเข้าสู่เศรษฐกิจเงินตรามากขึ้น การทำไร่ตามประเพณีในเขตห่างไกลก็ลดน้อยลง อาจทำให้พื้นที่สิทธิร่วมดังกล่าวหมดไปกลายเป็นพื้นที่หวงกันของรัฐ

สำหรับชุมชนกะเหรี่ยงในภาคเหนือ จากกรณีศึกษาทั้งหมดยืนยันว่า พื้นที่ไร่ของพวกเขาเป็นระบบกรรมสิทธิ์ครอบครัวมานาน ตามพัฒนาการของเศรษฐกิจเงินตรา แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือ สิทธิในที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สิทธิของครอบครัวอย่างโดดเดี่ยว แต่ยังมีสิทธิชุมชนซ้อนทับด้วยระบบการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชน มีการทำแนวกันไฟร่วมกัน ในบางสถานการณ์สามารถแลกเปลี่ยนหยิบยืมพื้นที่ไร่ซากกันได้ หากบ้านใดผลผลิตข้าวไม่พอกินก็สามารถหยิบยืมกันได้ แต่ด้วยความที่เป็นสิทธิส่วนครอบครัว ทำให้แต่ละครอบครัวมีอิสระมากกว่ากะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ในการตัดสินใจใช้ที่ดิน เช่น บางครอบครัวอาจต้องการปลูกข้าวโพดก็ใช้ไร่ซากของตนเองไปปลูก หรือกรณีที่ถูกหน่วยงานป่าไม้กดดันไม่ให้ทำไร่ซากแก่ ถูกจำกัดพื้นที่ทำไร่ ทำให้แต่ละครอบครัวต้องแบ่งแปลงพื้นที่ของตนเองซอยย่อยออกมาปลูกพืชแบบต่างๆ เช่น ทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่แคบ เพราะแบ่งเป็นพื้นที่สวน เป็นต้น

ไม่ว่าจะเป็นระบบสิทธิทรัพยากรร่วมของกะเหรี่ยงตำบลไล่โว่ หรือกรรมสิทธิ์ครอบครัวภายใต้สิทธิเชิงซ้อนในระบบทรัพยากรร่วมของกะเหรี่ยงภาคเหนือ ต่างก็สะท้อนถึงความสำคัญของระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรร่วมที่เป็นฐานสำคัญที่ทำให้ไร่หมุนเวียนมีความมั่นคงและยั่งยืน ความสำคัญของระบบดังกล่าวอยู่ที่การเกื้อกูลพึ่งพากันในชุมชนหรือระหว่างชุมชน เกื้อกูลทั้งการแบ่งปันทรัพยากร ปัจจัยการผลิต ผลผลิต แรงงาน และอื่นๆ ก่อเป็นระบบสิทธิที่ยืดหยุ่นไปตามความเหมาะสมและความจำเป็นของครอบครัวและชุมชน

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของเศรษฐกิจการค้า พืชพาณิชย์ และระบบกรรมสิทธิ์ปัจเจก บวกกับการหวงกันพื้นที่ของรัฐโดยไม่ให้ชุมชนมีอิสระในการเข้าถึงทรัพยากรในเขตป่าอนุรักษ์ เป็นแรงกดดันให้สิทธิทรัพยากรร่วมที่มั่นคงและยืดหยุ่นเปลี่ยนไป ที่ดินเริ่มเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลมากขึ้น นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไร่หมุนเวียนลดลง ความยั่งยืนของไร่หมุนเวียนจะเป็นไปได้ก็ด้วยการเสริมสร้างระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรร่วมให้กลับมาเข้มแข็ง

๘.๓ อุดมการณ์ทางเศรษฐกิจของไร่หมุนเวียน

จากการสัมภาษณ์และสังเกตการชุมชนกรณีศึกษาต่างๆ ที่กำลังเผชิญกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการค้ามากขึ้น ชุมชนกะเหรี่ยงในทุกพื้นที่ต่างยืนยันถึงเป้าหมายของการผลิตไร่หมุนเวียนว่าเป็นไปเพื่อความมั่นคงในการบริโภคของครัวเรือนและชุมชนเป็นหลัก แม้ในขณะที่พืชพาณิชย์จำนวนมากที่ได้รับการส่งเสริมผลักดันโดยกลุ่มทุนและรัฐกำลังจะทำให้ระบบเศรษฐกิจของคนกะเหรี่ยงต้องก้าวสู่เศรษฐกิจการค้ามากขึ้น แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันตรงกันว่าต้องการคงรักษาไร่หมุนเวียนไว้เพื่อการบริโภค โดยเฉพาะหากชุมชนล้มเหลวในการสร้างเศรษฐกิจจากพืชเงินสด การคงรักษาไร่หมุนเวียนก็ยังเป็นหลักประกันว่าพวกเขายังมีข้าวพอกิน

รูปธรรมหลายประการที่ยืนยันว่าคนกะเหรี่ยงต้องการให้ไร่หมุนเวียนยังอยู่บนฐานอุดมการณ์ผลิตเพื่อยังชีพ เช่น การคงไว้ซึ่งชนิดพืชอาหารหลักๆ การรักษาระบบหมุนเวียนพื้นที่ การไม่ใช่เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช เครื่องจักรเข้ามาเร่งผลผลิต แม้ในสถานการณ์ที่มีความเป็นไปได้ที่ข้าวพื้นบ้านจะกลายเป็นสินค้ามีราคา การไม่ใช้ระบบหมุนเวียนพื้นที่กับพืชเศรษฐกิจ อันหมายรวมถึงการแยกชื่อ ความหมาย พิธีกรรมระหว่างไร่ข้าว กับไร่พืชพาณิชย์อื่นๆ ไม่ให้ปะปนกัน

การผลิตเพื่อความมั่นคงในการบริโภคและการเกื้อกูลแบ่งปันกันในชุมชนสอดคล้องกับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจศีลธรรม (Moral Economy) ของ James C. Scott (๑๙๗๗)[3] ที่วิเคราะห์ว่าชาวนามีแนวคิดการผลิตเพื่อความอยู่รอด หรือสร้างความมั่นคงในการบริโภคเป็นหลัก มากกว่าจะมุ่งลงทุนผลิตเพื่อหวังกำไรซึ่งมีความเสี่ยงสูง  เมื่อเราพิจารณาไร่หมุนเวียนแบบโดดๆ คนกะเหรี่ยงยังทำไร่หมุนเวียนบนหลักเศรษฐกิจศีลธรรม แต่เมื่อพิจารณาภาพรวมภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจและอาหารทั้งหมดของคนกะเหรี่ยงโดยเฉพาะพื้นที่ในภาคเหนือ พบว่า ภูมิทัศน์เศรษฐกิจของคนกะเหรี่ยงมีความซับซ้อน ขณะที่ไร่หมุนเวียนยังเป็นหน่วยการผลิตศีลธรรม แต่หน่วยผลิตเศรษฐกิจอื่นๆ ได้เข้าสู่เศรษฐกิจการค้าเพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจใหม่ๆ จึงเท่ากับว่า ในภูมิทัศน์เศรษฐกิจ คนกะเหรี่ยงกำลังจัดตำแหน่งแห่งที่ความสัมพันธ์ของอุดมการณ์เศรษฐกิจทั้งแบบศีลธรรมและแบบการค้า โดยจัดวางบทบาทหน้าที่และความสัมพันธ์ของระบบการผลิตแต่ละประเภทเพื่อให้พวกเขามีความเข้มแข็งในการพึ่งตนเองและมีอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจและจัดวางให้เศรษฐกิจศีลธรรมกับการค้าเกื้อกูลกัน เราจึงพบเห็นว่า คนกะเหรี่ยงยังยืนยันทำไร่หมุนเวียนต่อไปแม้จะไม่ตอบโจทย์เรื่องรายได้ก็ตาม

ปมท้าทายอยู่ที่สิทธิและอำนาจในการจัดการภูมิทัศน์เศรษฐกิจของพวกเขาว่ามีความเข้มแข็งเพียงใด การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ซ้อนทับชุมชนได้ปิดกั้นการเข้าถึงทรัพยากร กดดันต่อระบบการผลิตไร่หมุนเวียนทำให้ได้ผลผลิตไม่เพียงพอต่อการบริโภค การเข้ามาครอบครองที่ดินของกลุ่มทุน และการขยายตัวพืชพาณิชย์กำลังไม่เพียงแต่ทำให้ระบบการผลิตศีลธรรมหมดความหมายลง ระบบเศรษฐกิจการค้าของพวกเขาก็ตกเป็นเบี้ยล่าง ปัจจัยเหล่านี้กำลังทำให้ภูมิทัศน์เศรษฐกิจและอาหารของคนกะเหรี่ยงกำลังเสียสมดุล เปลี่ยนรูปไปสู่เศรษฐกิจการค้าแบบไร้อำนาจต่อรองมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองการเสริมสร้างภูมิทัศน์เศรษฐกิจและอาหารที่เข้มแข็ง โดยการปกปักรักษาไร่หมุนเวียนให้ทำหน้าที่ผลิตเพื่อบริโภค และสร้างเสริมเศรษฐกิจการค้าบนฐานทรัพยากร และศักยภาพต่างๆ ของชุมชนให้มีประสิทธิภาพ สามารถเกื้อกูลเศรษฐกิจศีลธรรมของไร่หมุนเวียนให้ดำเนินต่อไปได้จึงทวีความสำคัญยิ่ง

๘.๔ ลักษณะพื้นฐานของความเป็นไร่หมุนเวียน

แม้รูปลักษณ์ของไร่หมุนเวียนจะแตกต่างไปตามปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของแต่ละแห่ง เช่น บางแห่งลดรอบหมุนเวียนและเสริมด้วยการจัดการให้มีประสิทธิภาพ บางแห่งยังยืนยันพื้นที่และรอบหมุนเวียนแบบเดิม บางแห่งเป็นสิทธิร่วมแต่บางแห่งเป็นกรรมสิทธิ์ปัจเจก บางแห่งยังคงประกอบพิธีกรรมตามประเพณีความเชื่อดั้งเดิม แต่บางแห่งเริ่มปรับลดพิธีกรรมที่ไม่สอดคล้องออกไป เป็นต้น แต่ท่ามกลางความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้เราได้พบลักษณะพื้นฐานของความเป็นไร่หมุนเวียนร่วมกัน ซึ่งหากมีการผลิตที่แตกต่างไปจากลักษณะพื้นฐานเหล่านี้คนกะเหรี่ยงจะไม่ยอมรับว่าเป็นไร่หมุนเวียน หรือ “คึ/เคว่อะ” อีกต่อไป ลักษณะพื้นฐานดังกล่าว ได้แก่

  • การใช้ระบบหมุนเวียนธาตุอาหารตามธรรมชาติ ด้วยการทำการผลิตระยะสั้นและปล่อยให้พักระยะยาวจนผืนดินฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ โดยเฉลี่ยแล้วมีการพักฟื้นไร่ซากไม่ต่ำกว่า ๗-๑๒ ปี แล้ววนกลับมาทำใหม่ แต่จำนวนรอบปีไม่สำคัญเท่ากับความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ ว่ากลับคืนมาเหมาะแก่การปลูกข้าวหรือยัง ตัวชี้วัดสำคัญอยู่ที่เทคโนโลยีที่มาใช้การผลิตว่าต้องไม่เร่งการผลิตจนทำลายระบบนิเวศ
  • อุดมการณ์การผลิตเพื่อยังชีพ คนกะเหรี่ยงไม่มีจินตภาพที่จะกำหนดให้ไร่หมุนเวียนหรือ “คึ/เคว่อะ” ผลิตเพื่อการค้าเป็นหลัก แต่ยังยืนการผลิตเพื่อการบริโภคในครัวเรือนและชุมชนเป็นหลัก แม้จะมีการขายผลผลิตบางอย่างที่ได้จากไร่หมุนเวียน เช่น พริก แตง ถั่ว ฯลฯ แต่ก็เป็นเพียงส่วนเสริมเท่านั้น ดังนั้นเศรษฐกิจศีลธรรมด้วยอุดมการณ์ยังชีพยังเป็นปัจจัยสำคัญที่แบ่งแยกระหว่างการทำไร่ข้าวของพวกเขากับระบบการผลิตอื่นๆ
  • ไร่หมุนเวียนกับการสืบทอดอัตลักษณ์วัฒนธรรม แม้เริ่มปรากฏว่าความสนใจของคนรุ่นหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยต่อประเพณีพิธีกรรมไร่หมุนเวียนแบบดั้งเดิมลดลง แต่จากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงนี้เองที่ทำให้คนกะเหรี่ยงตระหนักถึงความสำคัญของไร่หมุนเวียนในฐานะอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ผู้เฒ่าผู้แก่กะเหรี่ยงในแต่ละชุมชนต่างพยายามพื้นฟูประเพณีความเชื่อไร่หมุนเวียน แม้ว่าจะมีการปรับประยุกต์บ้างแต่ก็คงรักษาสาระสำคัญทางวัฒนธรรมไว้ ความยึดมั่นต่อไร่หมุนเวียนในฐานะอัตลักษณ์วัฒนธรรมปรากฏกระทั่งคนที่เลิกทำไร่หมุนเวียนไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังยืนยันว่าความเป็นกะเหรี่ยงยังต้องผูกพันกับการทำไร่หมุนเวียนต่อไป หรือในทางกลับกันความเป็นไร่หมุนเวียนก็ต้องปฏิบัติตามวัฒนธรรมประเพณีของคนกะเหรี่ยง

๘.๕ ปัญหาที่กระทบต่อการดำรงอยู่ของไร่หมุนเวียน

แม้ยังไม่มีข้อมูลสำรวจอย่างเป็นทางการว่าชุมชนกะเหรี่ยงยังทำไร่หมุนเวียนอยู่เท่าใด แต่จากการประมาณการร่วมกับเครือข่ายกะเหรี่ยง (ข้อมูลพื้นที่ไร่หมุนเวียนเบื้องต้นอยู่ในบทที่ ๒) พบว่า ชุมชนที่ยังทำไร่หมุนเวียนมีอยู่ไม่มากนัก และที่มีอยู่ก็มีการปรับเปลี่ยนไปตามสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม [4] โดยมากเป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าลึก ในหุบเขา ตามแนวชายแดนที่ยากต่อการเข้าถึง จากการวิเคราะห์ร่วมกับเครือข่ายกะเหรี่ยง และชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่กรณีศึกษามีข้อสรุปถึงปัจจัยที่กระทบต่อการดำรงอยู่ของไร่หมุนเวียนที่สำคัญ ได้แก่

ปัจจัยทางนโยบายมีการกล่าวถึงมากที่สุดคือ การประกาศเขตป่าอนุรักษ์ซ้อนทับพื้นที่ชุมชน ชาวกะเหรี่ยงและกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่ป่า จะถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ควบคุมไม่ให้ทำไร่หมุนเวียนหรืออย่างน้อยที่สุดก็จะถูกบังคับให้จำกัดพื้นที่ และจำกัดรอบหมุนเวียน ทำให้ดินเสื่อมโทรม เกิดหญ้ามาก ผลผลิตข้าวต่อไร่ต่ำลง ได้ข้าวไม่พอกิน

ในสถานการณ์รัฐปิดล้อมไม่ให้คนกะเหรี่ยงมีความเป็นอิสระในการทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีจนเกิดความเปราะบางด้านอาหาร ปัจจัยที่เข้ามากระหน่ำซ้ำเติมก็คือ การเข้ามาของเครือข่ายทุนจากภายนอก เช่น พ่อค้า นายทุน ที่มาพร้อมกับพืชพาณิชย์ การกว้านซื้อที่ดิน ตลอดจนโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจของรัฐ ได้เปลี่ยนระบบเศรษฐกิจพึ่งตนเองให้เป็นเศรษฐกิจการค้า เป็นแรงกดดันให้ชาวบ้านต้องเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนไปปลูกพืชพาณิชย์

สภาวะขัดแย้งถูกรุกทั้งนโยบายการอนุรักษ์ป่าและการขยายตัวเศรษฐกิจเงินตราอย่างสุดขั้วทั้งสองด้านได้สร้างผลกระทบรุนแรงต่อการธำรงรักษาไร่หมุนเวียนไว้ ชุมชนกะเหรี่ยงที่ตกอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์จึงถูกรัฐตัดขาดการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานและอื่นๆ และถูกละเลยการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และเท่าทันการเปลี่ยนแปลง แต่ในอีกทางหนึ่งเมื่ออยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ก็ถูกปล่อยให้ตกอยู่ในเศรษฐกิจเงินตรา ดังนั้นนโยบายและปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐที่ใช้วิธีแบ่งเขตพื้นที่เป็นเขตอนุรักษ์ที่ควบคุมเต็มที่ และเขตเศรษฐกิจแบบเปิดเสรีเต็มที่กลับประสบความล้มเหลว ดังที่ปรากฏในบ้านกองมองทะ ตำบลไล่โว่ที่มีการแบ่งพื้นที่ป่าแบบดังกล่าว ทำให้การปฏิบัติไร่หมุนเวียนตามประเพณีลดลงเพราะถูกรัฐคุมพื้นที่ ขณะที่พื้นที่เศรษฐกิจก็มีแนวโน้มขยายตัวกระทบต่อระบบนิเวศยิ่งขึ้น เช่น การปลูกยางพารา และพืชเงินสดอื่นๆ ปัญหาการแบ่งการจัดการแบบสุดขั้วทำให้ชุมชนอย่างบ้านเกาะสะเดิ่งที่อยู่ถัดไปปฏิเสธระบบการแบ่งพื้นที่ดังกล่าว

รากลึกของปัญหานโยบายที่กระทบต่อไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงมาจากอคติของรัฐและสังคมภายนอกหลายๆ ด้าน เริ่มตั้งแต่อคติต่อ “ไร่หมุนเวียน” ว่าเป็นระบบการผลิตที่คุกคามต่อระบบนิเวศ และโยงกับปัญหาการทำลายป่าหลายด้าน เช่น การแผ้วถางพื้นที่ การเผาไร่เกิดไฟป่าและหมอกควัน ดังนั้นแม้เครือข่ายกะเหรี่ยงและกลุ่มสนับสนุนจะอธิบายวาทกรรม “ไร่หมุนเวียน” ให้มีความหมายเชิงอนุรักษ์ โดยแยกแยะให้แตกต่างจาก “ไร่เลื่อนลอย” แต่ก็ยังไม่สามารถลบล้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปได้

อคติต่อไร่หมุนเวียนโยงไปถึงวิธีคิดเชิดชูความเป็นสมัยใหม่ที่อ้างอิงกับวิทยาศาสตร์ ความก้าวหน้า เหตุผลนิยม แต่ไร่หมุนเวียนบนฐานวัฒนธรรมถูกมองว่าเป็น “พื้นบ้าน” ที่ดูล้าหลัง ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มั่นคง ไม่สามารถสร้างผลิตภาพที่ก้าวหน้าได้ รูปธรรมคือ ขณะที่ชาวบ้านเชื่อมมั่นว่าไร่หมุนเวียนเป็นระบบเกษตรที่ยั่งยืน มีฐานคิดทางนิเวศรองรับ แต่กลับทำให้ไม่มีหน่วยงานรัฐด้านการเกษตรไหนสนใจในความเป็นระบบเกษตรที่เหมาะสมบนพื้นที่สูง

หนึ่งในวิธีคิดความเป็นสมัยใหม่ ก็คือ มีการจำแนกประเภทที่เด็ดขาดชัดเจน (ป่า เกษตร เขตอนุรักษ์ เขตเศรษฐกิจ) และมีความมั่นคงถาวร ต่อเนื่อง หากแต่ระบบไร่หมุนเวียนในวัฒนธรรมกะเหรี่ยงกลับมีสภาวะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านในช่วงที่ทำไร่ ไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่เกษตร แต่เมื่อปล่อยให้เป็นพื้นที่ไร่ซาก ในระยะแรกยังเป็นพื้นที่เกษตรพักฟื้น แต่เมื่อปล่อยนานไปจะกลายเป็นพื้นที่ป่า จนเมื่อกลับมาแผ้วถางพื้นที่อีกครั้ง สภาวะพื้นที่เกษตรก็กลับมาอีก สภาวะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านยังโยงกับวิธีคิดเรื่องสิทธิต่อที่ดินด้วย ในระบบสิทธิทรัพยากรร่วมแบบกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ ความเป็นเจ้าของประจักษ์ชัดเมื่อทำไร่ในปัจจุบัน แต่เมื่อพักฟื้นผืนดินไว้ ที่ดินดังกล่าวก็กลับคืนสู่ทรัพยากรร่วมของชุมชน เมื่อรัฐและสังคมภายนอกไม่เข้าใจสภาวะหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน ทำให้มองว่าการทำไร่จะขยายพื้นที่ ขยายความเป็นเจ้าของ ตามการเพิ่มขึ้นของประชากร และกลายเป็นทรัพย์สินที่จะซื้อขายถ่ายโอนตามระบบกรรมสิทธิ์สมัยใหม่ อคติหรือความไม่เข้าใจต่อระบบดังกล่าว ทำให้รัฐเลือกที่จะบังคับกดดันให้คนกะเหรี่ยงทำเกษตรถาวร แม้ว่าจะส่งผลทำลายป่าและทำให้เศรษฐกิจยังชีพของชุมชนพังทลายก็ตาม

ปัญหาวิธีคิดการแบ่งแยกหน้าที่ของพื้นที่เด็ดขาดยังทำให้รัฐมองไม่เห็นมิติพหุหน้าที่ของพื้นที่ไร่หมุนเวียน สำหรับคนกะเหรี่ยงทั้งในตำบลไล่โว่ และในพื้นที่ต่างๆ ภาคเหนือ พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ยังมีหน้าที่เป็นแหล่งอาหารและแหล่งผลิตยามที่ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียน เช่นเดียวกันพื้นที่ที่ปลูกพืชก็ยังต้องมีหน้าที่เชิงอนุรักษ์ด้วย อีกทั้งยังมีพื้นที่วัฒนธรรม เช่น พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ซ้อนทับลงไปในพื้นที่อนุรักษ์และพื้นที่ทำไร่ด้วย พหุหน้าที่ของพื้นที่ในวัฒนธรรมการผลิตคนกะเหรี่ยงดังกล่าวถูกปฏิเสธจากรัฐ นำมาสู่ทางตันของการจัดการพื้นที่และชุมชนได้

๘.๖ ข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองส่งเสริมไร่หมุนเวียนให้เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรม

๑. ในระยะสั้นที่ยังไม่สามารถเพิกถอนเขตป่าอนุรักษ์ หรือแก้ไขกฎหมายป่าไม้ได้ ให้ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ดำเนินการสำรวจ กำหนดขอบเขตพื้นที่ไร่หมุนเวียนรวมถึงไร่ซากทั้งหมดของแต่ละหมู่บ้าน แล้วทำการขึ้นทะเบียนพื้นที่เหล่านี้ทั้งหมด พร้อมประกาศให้เป็นเขตอนุรักษ์วัฒนธรรมพิเศษ หรือเขตนิเวศวัฒนธรรมเกษตรพื้นบ้านของคนกะเหรี่ยง โดยพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนเท่านั้นที่ให้ทำไร่หมุนเวียนต่อไปได้

๒. ในระยะยาว ควรมีกฎหมายรองรับสถานะภูมิทัศน์ทางนิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมของคน

กะเหรี่ยง ดังเช่น ข้อเสนอเรื่องกฎหมายรองรับเขตวัฒนธรรมพิเศษ โดยอาจทำได้หลายทาง เช่น กันเขตพื้นที่ดังกล่าวออกจากเขตป่าอนุรักษ์และรองรับด้วยกฎหมายใหม่ หรือใช้กฎหมายใหม่ประกาศเขตพื้นที่ภูมิทัศน์ฯ ซ้อนทับลงไป (เช่นเดียวกับการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติซ้อนทับลงไปบนเขตป่าสงวนแห่งชาติ) หรือปรับปรุงแก้ไขกฎหมายป่าอนุรักษ์ทั้งหมดให้รองรับสิทธิชุมชนกะเหรี่ยงในเขตวัฒนธรรมพิเศษ การผลักดันกฎหมายดังกล่าวอาจเริ่มต้นหลายทางทั้งในระดับนโยบาย ข้อบัญญัติของชุมชนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมไปกับการผลักดันนโยบายระดับประเทศ

๓. การสร้างกลไกเชิงสถาบันในการจัดการพื้นที่ภูมิทัศน์นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม โดยเป็นกลไก

ที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน และเปิดให้ภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกลไกดังกล่าว โดยทั้งนี้กลไกเชิงสถาบันต้องมีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองพื้นที่ภูมิทัศน์ฯ ระบบไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงเป็นหลัก

๔. ในด้านเศรษฐกิจ จัดตั้งกองทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูไร่หมุนเวียนเพื่อเป็นมรดกทางภูมิปัญญา

วัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องเนื่องจากไร่หมุนเวียนทำหน้าที่ผลิตเพื่อยังชีพ และหน้าที่เชิงวัฒนธรรมไม่ได้ทำหน้าที่สร้างรายได้ให้กับชุมชนในขณะที่ชุมชนต้องการรายได้มากขึ้น ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจด้วยการสนับสนุนงบประมาณเป็นพิเศษกับชุมชนกะเหรี่ยงที่ยังคงทำไร่หมุนเวียนจึงมีความจำเป็นในฐานะการส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

๕. ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและความยั่งยืนการผลิตของไร่หมุนเวียนให้มีความสมบูรณ์

ยิ่งขึ้นสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และนโยบาย ดังเช่น การส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและแลกเปลี่ยนความรู้กันระหว่างชุมชนกับนักวิชาการด้านนิเวศ การเกษตร และอื่นๆ ให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตของไร่หมุนเวียนแต่ละด้าน เช่น การคัดเลือกและจัดการพันธุกรรมข้าว การปลูก การบำรุงดิน การจัดการโรคและแมลง และอื่นๆ โดยทั้งหมดเป็นการต่อยอดระบบการผลิตดั้งเดิม ไม่ได้เป็นการครอบงำ หรือเปลี่ยนการผลิตของชาวบ้านไปจากวัฒนธรรมของพวกเขา

๖. พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นจากฐานทรัพยากรชีวภาพ เช่น การพัฒนาพันธุกรรมข้าวและพืชอาหาร

ท้องถิ่น การพัฒนายา และอื่นๆ เป็นต้น ควรประสานให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรชีวภาพ (องค์การมหาชน) ตลอดจนนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันต่างๆ และนักสังคมศาสตร์เข้ามาสร้างงานวิจัยร่วมกันระหว่างชุมชนกับนักวิชาการเพื่อพัฒนาความรู้การใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพ และกำหนดเป็นข้อตกลงเรื่อง แนวทางการจัดการความรู้ สิทธิในความรู้ การแบ่งปันผลประโยชน์ที่เป็นธรรม ฯลฯ [5]

๗. ในด้านสังคม ควรมีการเผยแพร่ให้แก่สังคมได้ยอมรับคุณค่า ความสำคัญทั้งในเชิงนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ พร้อมใช้เป็นแนวทางส่งเสริมชุมชนกะเหรี่ยงอื่นๆ ที่ได้ละทิ้งไร่หมุนเวียนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่สูงได้นำความรู้ไร่หมุนเวียนไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการผลิตของตนอย่างเหมาะสมเพื่อให้สมกับเจตนารมณ์การเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติและของโลก

๘. สร้างความเข้าใจต่อรัฐและสังคม ให้มองไร่หมุนเวียนในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางนิเวศ

เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่มีบทบาทหน้าที่หลากหลายและบูรณการ อันจะทำให้รัฐและสังคมเห็นความสำคัญในการคุ้มครองทั้งระบบภูมิทัศน์และร่วมกันคิดค้นเครื่องมือทางนโยบาย กฎหมาย และอื่นๆ ในการคุ้มครองภูมิทัศน์ของคนกะเหรี่ยง

๙. รณรงค์ให้เรื่องไร่หมุนเวียนเป็นประเด็นทางสังคมที่มีมิติกว้างขวางกว่าเรื่อง สิทธิในการผลิตใน

พื้นที่ป่าอนุรักษ์ และการอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิม โดยเพิ่มประเด็นเชิงบวกใหม่ๆ ที่หลากหลาย ทั้งทางนิเวศ เช่น ระบบการจัดการนิเวศพื้นที่สูงในสถานการณ์โลกร้อน การป้องกันการบุกรุกยางพาราในเขตป่า คลังแห่งทรัพยากรชีวภาพอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมในด้านอาหาร ยา และอื่นๆ หรือเป็นพื้นที่วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของคนกะเหรี่ยง โดยทั้งหมดนี้ต้องมีการประสานให้เกิดกลไกจากฝ่ายต่างๆ มาร่วมขับเคลื่อนในแต่ละประเด็น

๑๐. เร่งสร้างเสริมพื้นที่รูปธรรมการจัดการไร่หมุนเวียนที่ยั่งยืน มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจมีหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ทั้งไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิม ไร่หมุนเวียนเชิงประยุกต์ร่วมกับระบบการผลิตและการจัดการทรัพยากรอื่นๆ ควรวางเป้าหมายว่า ภายในเวลา 5 ปี จะขยายพื้นที่รูปธรรมทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณอย่างกว้างขวาง โดยกำหนดเป็นโครงการนำร่องโดยร่วมมือกับภาคีต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ กลุ่มประชาสังคม และเมื่อประสบผลสำเร็จก็ให้ยกระดับเป็นนโยบายระดับชาติ

๑๑. สร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องไร่หมุนเวียนในกลุ่มประชาคมอาเซียน เนื่องจากประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็มีกลุ่มชาติพันธุ์ที่ทำไร่ข้าวบนพื้นที่สูง เมื่อได้สั่งสมความรู้จากปฏิบัติการไร่หมุนเวียนในประเทศต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับร่วมกันแล้ว ก็ควรที่ประเทศไทยจะผลักดันให้ไร่หมุนเวียนเป็นนโยบายส่งเสริมเกษตรบนพื้นที่สูงในอาเซียน เพื่อตอบโจทย์ของภูมิภาคร่วมกัน เช่น ระบบการผลิตที่สร้างความมั่นคงอาหาร การจัดการกับปัญหาไฟป่าและหมอกควัน การอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำ การลดภาวะโลกร้อน เป็นต้น

[1]สมศักดิ์ สุขวงศ์. (๒๕๓๖). ป่าเขตร้อน. นิตยสารสารคดี ฉบับ พฤษภาคม ๒๕๓๖. น.๗๖

[2] สิทธิการจัดการแตกต่างจากกรรมสิทธิ์ ตรงที่สิทธิการจัดการเป็นการสิทธิไม่สมบรูณ์ มีความยึดหยุ่น ผู้เป็นเจ้าของสิทธิเปิดให้สมาชิกอื่นในชุมชนเข้าถึงทรัพยากรได้โดยมีเงื่อนไข เช่น ความยั่งยืน ความเป็นธรรม ความจำเป็น ความเหมาะสมอื่นๆ เป็นต้น สถานภาพสิทธิดังกล่าวอาจหมดไปโดยกลับคืนสู่ชุมชนและสาธารณะ เมื่อเจ้าของสิทธิ์ไม่ใช้ทรัพยากร

[3] James C. Scott. (๑๙๗๗). The Moral Economy of the Peasant: Rebellion and Subsistence in Southeast Asia, (Yale, ๑๙๗๗). ISBN 0-300-02190-9

[4]ดูประเภทการปรับตัวของระบบไร่หมุนเวียน ในอานันท์ กาญจนพันธุ์ (อ้างในบทที่ ๓)

[5]ตัวอย่างในต่างประเทศได้แก่ สถาบัน INBIO ของประเทศคอสตาริกา ที่เป็นองค์กรรัฐจัดตั้งขึ้นโดยการผลักดันของนักวิทยาศาสตร์เพื่อมีภารกิจศึกษาวิจัยทรัพยากรชีวภาพเพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น ด้านอาหาร ยารักษาโรค ร่วมกับชุมชน โดยมีการจัดสรรผลประโยชน์ทีได้ให้กับชุมชน มีการรับรองสิทธิชุมชนต่อความรู้ พันธุกรรมท้องถิ่นของตน ทำให้ชุมชนตระหนักถึงคุณค่าและสิทธิในความรู้ ทรัพยากรท้องถิ่น และพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นมากยิ่งขึ้นดูรายละเอียดใน INBio COSTA RICA, http://www.inbio.ac.cr/

Related Posts