ภาคประชาชนยกระดับการต่อสู้ กฎหมายป่าไม้ที่รัฐผูกขาดการจัดการเพียงฝ่ายเดียว ชูธงสิทธิชุมชน ผ่านช่องทางเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญใหม่

ภาคประชาชนยกระดับการต่อสู้ กฎหมายป่าไม้ที่รัฐผูกขาดการจัดการเพียงฝ่ายเดียว ชูธงสิทธิชุมชน ผ่านช่องทางเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญใหม่

วันจันทร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2560 เวลา 9.30 น. คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน ซึ่งประกอบด้วยเครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานขับเคลื่อนความเป็นธรรมเรื่องสิทธิชุมชน สิ่งแวดล้อม ที่ดิน ป่าไม้จากทั่วประเทศได้รวมตัวกันเพื่อยืนหนังสือต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และ ขอใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมาย เนื่องจากต้องการการมีส่วนร่วมในการแก้ไขพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ  พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า  และผลักดันร่างพระบัญญัติป่าชุมชน  เพราะที่ผ่านมามีความพยายามจาก กรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จะแก้ไขและผลักดันกฎหมายโดยขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน  ทั้งนี้เนื้อหาในร่างพระราชบัญญัติทั้ง 3 ฉบับยังขาดหลักการ “สิทธิชุมชน” ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชนเห็นควรว่าจำเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมา เวลา 10.25 น. รองเลขาธิการวุฒิสภาได้แจ้งว่าต่อตัวแทนคณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และ สิทธิชุมชนจะจัดเตรียมห้องประชุม 302 และเอกสารที่จำเป็นเพื่อต้อนรับและอำนวยความสะดวกตัวแทนประชาชนที่แจ้งความประสงค์จะขอใช้สิทธิเข้าชื่อเสนอกฎหมายพร้อมแล้ว  แต่ “เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง”  กลับไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไปในอาคารรัฐสภาตามที่ได้ประสานงานกันไว้ก่อนหน้า ทำให้คณะทำงานประชาชนเพื่อสิทธิชุมชนและการอนุรักษ์”  ได้เปิด”สภาหน้าสวนสัตว์” เพื่อดำเนินการเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ และร่างพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า โดยใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 133  และพระราชบัญญัติการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. 2556

 

จนกระทั้งในเวลา 13.00 น.คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชนได้เคลื่อนไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ซึ่งเป็นสถานที่จัดให้สำหรับประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนแก่รัฐบาลเพื่อทำการยื่นหนังสือและอ่านแถลงการณ์ยืนยันเจตนารมณ์ให้รัฐบาล  “หยุดนโยบายทวงคืนผืนป่าจากคนจน”

และผลักดันให้มีการ “ร่วมสร้างป่าชุมชนด้วยหลักสิทธิชุมชนให้เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่” โดยมีเนื้อหาในแถลงการณ์ดังต่อไปนี้  แถลงการณ์ คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน

เรื่อง หยุดนโยบายทวงคืนผืนป่าจากคนจน ร่วมสร้างป่าชุมชนด้วยหลักสิทธิชุมชนให้เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่

 

    เป็นเวลากว่า 3 ปีที่รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ทำการบริหารประเทศภายหลังการยึดอำนาจ และเป็นเวลากว่า ๓ ปีมาแล้วเช่นกัน ที่รัฐบาลของคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าตามคำสั่งที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติที่64/2557 เรื่อง การปราบปรามและการหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้  รัฐบาลดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยมุ่งหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่าและทวงป่าจากผู้ถือครอง  แต่ในทางปฏิบัติพบว่าหลังจากที่รัฐบาลดำเนินนโยบายดังกล่าว ผลกระทบจากนโยบายกลับสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชนเผ่า คนจน คนยากไร้ คนชายขอบ  แม้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 ที่มีหลักสำคัญว่าการดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้นๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ แต่ก็มิได้นำพา

 

 

ดังนั้น คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชนจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่า และยึดแนวปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 อย่างเคร่งครัดเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนผู้ที่อยู่อาศัยและทำกินในเขตป่าเราขอประกาศว่าการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตินั้นจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมเสมอภาคและเคารพในสิทธิชุมชน  อีกทั้งต้องประกอบไปด้วยความคำนึงถึงความยั่งยืน และมีส่วนร่วมจากชุมชน  ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมีพื้นที่รูปธรรมมากมายที่ชุมชนเป็นตัวหลักในการจัดการและรักษาป่า ในรูปแบบ ป่าชุมชนด้วยแนวคิด สิทธิชุมชนจนประสบความสำเร็จ แต่ปัจจุบันความพยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชน ของ กรมป่าไม้ สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับยึดถืออำนาจของตนเป็นที่ตั้ง โดยไม่อนุญาตให้ดำเนินการจัดตั้งป่าชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้ขอบเขตอำนาจของตนเอง  ทางคณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชนป่าชุมชนจึงมีข้อเสนอดังนี้ หากรัฐบาลมีความจริงใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและต้องการปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรม รัฐบาลต้องดำเนินการผลักดันร่างพระราชบัญญัติป่าชุมชนการโดยยึดหลักการ สิทธิชุมชนโดยต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ ปกป้องรักษา อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าด้วยเพราะที่ดินทำกินและป่าไม้ไม่ใช่แค่ทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับชาวบ้านแล้วมันคือ วิถีชีวิตและชีวิตของเขา

ประเทศไทยมีการจัดการทรัพยากรโดยผูกขาดอำนาจอยู่กับรัฐฝ่ายเดียวมาเนิ่นนาน โดยไม่มีวิธีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติแบบอื่น จะเห็นได้ว่าแนวทางอนุรักษ์และปฏิรูปตามที่รัฐอ้างเป็นเหตุผลเสมอมาไม่ได้เกิดขึ้นจริง ที่ผ่านมาเมื่อเกิดปัญหารัฐจะชี้ว่าชาวบ้านและชุมชนที่อยู่อาศัยทำกินในเขตป่าเป็นตัวปัญหาเสมอ แต่เหตุใดเล่า เมื่อชาวบ้านและชุมชนลุกขึ้นมาขอมีส่วนร่วม รัฐถึงไม่ให้เขามีส่วนร่วมในการจัดการหากรัฐบาลมุ่งที่จะปฏิรูป การให้สิทธิการจัดการทรัพยากรแก่ชุมชนนี้เอง คือ การปฏิรูปที่แท้จริง

เชื่อมั่นพลังประชาชน  คณะทำงานประชาชนเพื่อการอนุรักษ์และสิทธิชุมชน

 

สุดท้ายแล้วการเคลื่อนไหวของประชาชนเพื่อสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติจะเป็นอย่างไร ติดตามและจับตากันต่อไปอย่าได้กระพริบ!!!

 

ความคิดเห็น