ความเห็น อดีต รองเลขาฯ สปก. ต่อกรณี ม. 44 ปลดล็อค 3 กิจการในที่ดิน สปก.

ความเห็น อดีต รองเลขาฯ สปก. ต่อกรณี ม. 44 ปลดล็อค 3 กิจการในที่ดิน สปก.

จากกรณีที่มีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 31/2560 เรื่อง การใช้ที่ดินเพื่อเกษตรกรรมตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรและประโยชน์สาธารณะของประเทศ โดยเนื้อหาหลักๆ นั้น ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหมาะสมของการใช้ ม. 44   ไปจนกระทั่งข้อถกเถียงเรื่องการจัดการที่ดินในพื้นที่ของ สปก. ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

วันนี้ Land Watch Thai ได้มีโอกาสพูดคุยกับ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม นาย สถิตย์พงศ์ สุดชูเกียรติ ซึ่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของรัฐบาลครั้งนี้ ขอบอกเลยว่ามีเรื่องน่าสนใจเยอะมากๆ เชิญเลยครับ

ถาม : เจตนารมณ์ของ สปก. ตั้งแต่แรกเริ่มคืออะไรครับ

ตอบ : จริงๆ แล้ว สปก. ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปที่ดิน ถามว่าปฏิรูปที่ดินคืออะไร ปฏิรูปที่ดินคือการที่รัฐนำเอาที่ดินของรัฐ หรือที่ดินของเอกชนที่รัฐจัดซื้อจากคนที่มีที่ดินเกินสิทธิตามกฎหมาย มาดำเนินการปฏิรูปที่ดินตามพระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดิน นั่นคือ การจำกัดสิทธิคนที่มีที่ดินจำนวนมาก หรือทิ้งให้ว่างเปล่า เพื่อนำมาจัดให้กับผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกิน

ที่ผ่านมาการปฏิรูปที่ดินมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ป่าสงวนฯ ซึ่งมีคนอยู่เกือบ 40 ล้านไร่ ที่ดินป่าสงวนฯ จึงมีคนอยู่เต็มไปหมดและไม่มีสภาพป่าเหลือแล้ว รัฐบาลจึงมีนโยบายให้นำที่ดินป่าสงวนฯ มาให้ ส.ป.ก. ดำเนินการปฏิรูปที่ดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ดังนั้น ตามเจตนารมณ์ที่นำที่ดินป่าสงวนฯ มาดำเนินการ เพราะต้องการให้คนที่บุกรุกอยู่ที่นั้น อยู่ถูกต้องตามกฎหมาย ดังนั้นไม่ใช่เจตนารมณ์ที่จะปฏิรูปที่ดินเท่านั้น แต่หมายความว่าใครอยู่ตรงไหน ตรงนั้นก็จะให้ใช้ประโยชน์ แต่คนไหนที่มีมากก็คงต้องลดขนาดลง แต่ขณะเดียวกันตรงนั้นก็มีที่เป็นชุมชนอยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว และไม่ใช่เฉพาะที่การเกษตรเท่านั้น ยังมีเหมืองแร่ที่มีอยู่เดิม หรือการใช้ประโยชน์อื่น ๆ อยู่เดิมหมดเลย

ถาม : ถ้าอย่างนั้นแปลว่า ส.ป.ก. ก็ไม่ได้เป็นที่ดินเพื่อทำการเกษตรอย่างเดียวใช่มั้ยครับ

ตอบ : ถ้าคุณย้อนกลับไป คุณจะเห็นว่าที่ป่าสงวนฯ คือที่ที่ไม่เหมาะกับการเกษตร แต่ทุกวันนี้ไม่มีใครพูดถึงกันเลย และเข้าใจกันว่าที่ดิน ส.ป.ก. ต้องเป็นที่เกษตรกรรมเท่านั้น แต่โดยสภาพแล้วไม่ใช่ที่เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรม เพราะโดยสภาพแล้วคือ ที่ดินที่จำแนกออกจากเขตการใช้ประโยชน์เพื่อกันให้เป็นป่าซึ่งก็คือพื้นที่สูง ส่วนที่ราบแถวภาคกลาง ที่ราบภาคอีสาน ที่ราบทางเหนือก็เป็นที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิ์ นส.3 ทั้งสิ้น ที่ดินเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นที่นา เพราะฉะนั้นที่ ส.ป.ก. จึงเป็นที่นาน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นที่ไร่  ซึ่งเป็นป่าที่ถูกบุกรุก ดังนั้น ที่ ส.ป.ก. จึงไม่มีระบบชลประทานเลยหรือมีน้อยมาก การทำเกษตรจะเป็นระบบน้ำฝนทั้งสิ้น ฉะนั้นใครที่บอกว่า ที่ ส.ป.ก.สงวนไว้เพื่อการเกษตรนั้น ไม่รู้ข้อเท็จจริง จริง ๆ ที่ ส.ป.ก. เป็นที่ดินที่มีความชันเกิน 35% ก็เยอะ

ประเทศไทยมีที่ดิน 320 ล้านไร่ มีการจำแนกที่ดินตั้งแต่ปี 2504  แบ่งเป็นพื้นที่ให้ประชาชนใช้ประโยชน์ จำนวน 160 ล้านไร่ และให้กรมที่ดินไปดำเนินการออกเอกสารสิทธิในรูปของโฉนดที่ดินเพื่อให้ประชาชนมีสิทธิที่ดินและให้เป็นหลักทรัพย์ และดำเนินการให้เป็นหลักฐานมั่นคง ส่วนอีก 160 ล้านไร่วงให้เป็นเขตป่า เรียกว่าเขตป่าไม้ถาวร และให้กรมป่าไม้ไปดำเนินการออกกฎกระทรวงให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ กรมป่าไม้ก็เร่งดำเนินการประกาศเขตป่าสงวน ส่วนที่ดินอีกฟากหนึ่งก็นำไปออกโฉนด ในการประกาศป่าสงวนจะออกเป็นฉบับต่างๆ เยอะแยะหมดเลย เพราะว่าเวลาเร่งออกไม่สามารถออกทีเดียว 160 ล้านไร่ได้ ซึ่งมีที่ดินทั้งที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมอยู่กระจัดกระจายกัน จึงมักจะมีปัญหาเรื่องแนวเขต เพราะพื้นที่มีลักษณะเป็นพื้นที่สูงๆ ต่ำๆ สลับกัน ซึ่งในพื้นที่ราบๆ นั้นจะออกเอกสารสิทธิ์ได้

ในส่วนที่ดินที่มีการออกกฎกระทรวงเป็นป่าสงวนฯ มีคนอยู่กันแล้วเกือบ 40 ล้านไร่ นั่นคือ ที่ดินที่มอบให้ ส.ป.ก. นำมาดำเนินการปฏิรูปที่ดินนั่นเอง สมัยนั้นรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ ต้องการแก้ปัญหาเพื่อให้คนมีที่ทำกิน มีความมั่นคง ไม่ถูกจับ แต่จริงๆ แล้วที่ดิน ส.ป.ก. เป็นที่ดินไม่เหมาะสมกับการทำเกษตร คือ ที่ดินป่าไม้แบ่งออกเป็น 3 โซน คือ โซน A เป็นพื้นที่ราบ คือโซนที่เหมาะกับการทำเกษตรกรรม โซน E เหมาะสำหรับการปลูกป่าเศรษฐกิจ ไม่เหมาะกับการทำเกษตร และโซน C คือส่วนที่เป็นเขตอนุรักษ์ ปัจจุบันประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายแล้ว กรมป่าไม้มอบโซน A โซน E ให้ ส.ป.ก ร่วม 40 ล้านไร่ ที่เหลืออีกประมาณ 100 กว่าล้านไร่ เป็นป่าอนุรักษ์

ฉะนั้นที่กรมป่าไม้มอบให้มาตั้งแต่เมื่อปี 2535-2536 ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว ในขณะนั้นที่ดินที่มอบให้ ส.ป.ก. มีคนเต็มหมดแล้ว และจำแนกออกมาแล้วไม่ใช่พื้นที่ที่มีป่า ความเจริญก็มี แต่ที่ผ่านมาความเจริญเหล่านี้ถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายต่างๆ ในการเข้าไปพัฒนาอะไรต่างๆ ทำไม่ได้เลย เพราะเป็นเขตป่าสงวน  รัฐบาลจึงให้ ส.ป.ก. เพื่อจะได้ไปพัฒนาได้ไปทำอะไรได้ แต่เจตนารมณ์ของ ส.ป.ก คือไปซื้อที่รายแปลงมาจากนายทุน เพื่อจัดให้กับชาวไร่ชาวนา  นั่นคือในส่วนที่เป็นที่โฉนด น.ส.3 แต่ด้วยนโยบายที่ให้ ส.ป.ก. มาจัดที่ดินป่าสงวนฯ การดำเนินการในฝั่งโน้น (ที่ดินเอกชน) เลยไม่ได้ทำเลย คนจึงถือครองที่ดิน คนละเป็นหมื่นๆ แสนๆ ไร่ได้ในตอนนี้เพราะ ส.ป.ก ไม่ทำหน้าที่ในส่วนตรงนั้น มาทำในเรื่องป่าซึ่งก็ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเองเหมือนกันแต่ถูกจับไปยัดใส่ เหมือนเอาสี่เหลี่ยมกับวงกลมมายัดไว้ด้วยกัน ยังไงก็ยัดไม่เข้า

ดังนั้น ที่ ส.ป.ก อันดับแรก สิ่งที่จะต้องรู้พื้นฐานว่าไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมแก่การเกษตร สอง การใช้ที่ดินไม่ได้มีเฉพาะการเกษตร และสาม พื้นที่มีคนอยู่เต็มหมดแล้ว ประกอบกิจการอะไรต่างๆ มหาศาล ไม่ใช่เฉพาะที่การเกษตร ดังนั้นที่ ส.ป.ก. ที่ทำขึ้นยังไม่มีการจำแนกอะไรเลย เกษตรกรในที่ ส.ป.ก. ล้าหลังมากได้รับอนุญาตแค่ ส.ป.ก 4-01 ซึ่งต้องทำการเกษตรเท่านั้น  ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะขัดต่อข้อเท็จจริง แปลงยาวเป็นแสนๆ ไร่ ติดๆ กัน จะไม่ให้มีเมืองเลยหรือ จะไม่มีปั๊มน้ำมันเลยหรือ จะไม่มีอะไรเลยหรือ เป็นไปไม่ได้ ทุกวันนี้คนยังไม่รู้ข้อเท็จจริง

ดังนั้น คนที่อยู่ในพื้นที่ 40 ล้านไร่ กลายเป็นตราบาปกับเขาไปเลย จะทำอะไรไม่ได้นอกจากการเกษตร พัฒนาอะไรก็ยังไม่ได้ หน่วยราชการต่างๆ เมิน เขาไม่อยากแตะ การเป็นคนที่อยู่ในนี้ (ที่ดิน ส.ป.ก.) ประมาณ 4 ล้านครอบครัว เป็นคนชั้น 2 ไปเลย แล้วอย่างนี้คิดว่ายุติธรรมไหม

เป็นอย่างไรบ้างครับ ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และมีความซับซ้อนมากๆ เลยนะครับสำหรับพื้นที่การปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก. 40 ล้านไร่ เท่านี้ยังไม่จบนะครับทุกๆ ท่าน การพูดคุยยังคงมีความเข้มข้นขึ้นมาเรื่อย แต่เราอยากจะขอให้ติดตามในตอนต่อไปครับ

 

ความคิดเห็น