เลขาฯมูลนิธิสืบชี้ “กม.อุทยานและเขตรักษาพันธ์ุฯ”ใหม่ ทำชุมชนล่มสลายจุดเริ่มต้นความล้มเหลวการรักษาป่า

เลขาฯมูลนิธิสืบชี้ “กม.อุทยานและเขตรักษาพันธ์ุฯ”ใหม่ ทำชุมชนล่มสลายจุดเริ่มต้นความล้มเหลวการรักษาป่า

หากพูดถึงกลุ่มคนที่มีผลงานในการทำงานอนุรักษ์ป่าไม้เป็นที่ประจักษ์ ทั้งในแง่ของความจริงจัง ความสามารถในการสื่อสารประเด็นการอนุรักษ์แก่สังคม ทุกๆครั้งที่พวกเขาขยับหรือคิดจะรณรงค์สิ่งใดก็ได้ก่อให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์คัดค้านเขื่อนแม่วงก์ การทำโครงการกับชุมชนที่อยู่ในเขตป่าและชุมชนในขอบป่าซึ่งปัจจุบันทำงานกับชุมชนกว่า 300 ชุมชน นับว่ามูลนิธิยังคงสืบปณิธานของนายสืบ นาคะเสถียร เอาไว้อย่างสมบูรณ์

วันนี้ Land Watch Thai ได้มีโอกาสมางานเวทีสัมนาระดมความคิดเห็นเพื่อกำหนดท่าทีและจุดยืนของภาคประชาชนและชุมชนในเขตอนุรักษ์ ต่อ ร่าง พรบ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. …. และ ร่าง พรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. …. และโชคดีที่มีโอกาสได้พบกับชายหนุ่มผู้เป็นหัวเรือคนปัจจุบันของมูลนิธิสือ คุณ ภาณุเดช เกิดมะละ เลขาธิการ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร จึงอดใจไม่ได้ที่จะต้องขอพูดคุยกัน เพื่อให้เข้าใจถึงจุดยืนของมูลนิธิสืบต่อร่าง พรบ. ทั้งสองฉบับ งานนี้บอกเลยว่าน่าสนใจมาก เชิญอ่านกันได้เลยครับ

ถาม : ตอนนี้ทางมูลนิธิสืบติดตาม ร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการป่าไม้ฉบับไหนบ้างครับ

ตอบ : หลักๆเลยนะครับ ตอนนี้ มูลนิธิสืบฯ ตาม พรบ. อยู่  2 ฉบับ คือ พรบ. เขตรักษาพันธุ์และคุ้มครองสัตว์ป่า และ พรบ. อุทยานแห่งชาติ เพราะว่ามีเรื่องของการจัดการพื้นที่ของรัฐซึ่งมูลนิธิสืบฯทำงานเรื่องนี้อยู่แล้ว ส่วน พรบ. ป่าชุมชน ก็สนใจแต่ว่ามันเพิ่งตามหลังออกมาดังนั้นคงต้องไปว่ากันอีกที เพราะว่ามันเพิ่งตามหลังออกมากระบวนการก็จะช้ากว่า 2 ร่าง พรบ. ก่อนหน้า จึงยังไม่ได้คุยกันในรายละเอียด

สำหรับ 2 พรบ. ต้องบอกว่ามูลนิธิสืบได้ตามเรื่องนี้มาหลายปีแล้วนะ ตั้งแต่สมัย 5-6 ปีที่แล้วที่เค้าพยายามจะแก้แต่ว่าก็มีการคัดค้านกันจนกระทั่งตกไปนะครับ ตอนนี้ สนช. ก็มีการนำมาใหม่ แล้วก็มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบางส่วน ประเด็นแรกที่มูลนิธิเป็นห่วงคือเรื่องของการให้ 20   ไร่ 20 ปีนี่แหละ ตั้งแต่แรกเลยที่เค้ามีประเด็นขึ้นมาผ่านครม. ก็เลยขอเข้าไปดูรายละเอียด

ต้องบอกว่าก่อนหน้านี้ มูลนิธิก็มีส่วนในการเสนอความคิดเห็นแล้วก็เข้าไปร่วมเป็นคณะทำงานในการปรับปรุงกฎหมาย แต่ว่าการปรับปรุงกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ เกิดกับทั้งทาง สปท. เอง และเกิดทั้งในกรมเองที่ร่วมกับทางมูลนิธิสืบ พอมันคลอดออกมามันก็มีเนื้อหาหลายๆตัวมันไม่ตรงตามที่เราคุยกันไว้ มันอาจจะมีการปรับเปลี่ยนในทางที่เค้าไปคุยกับทาง สปท.  พอเรามาอ่านเราก็พบว่ามีหลายประเด็นอยู่เหมือนกันที่น่าเป็นห่วงอยู่ในเรื่องของชุมชนในป่าที่ไม่ได้แต่ และก็มีเรื่องของ 20 ไร่ 20   ปี ที่เพิ่มเข้ามา มูลนิธิก็เลยค้านที่กระทรวงและก็มีหลายๆกลุ่มที่ค้าน  ก็เลยมีประเด็นที่ทางรัฐมนตรีเค้าการให้กรมเค้าเอากลับมาทบทวนใหม่แล้วมันก็มีพื้นที่ในการพูดคุยกันและก็ได้ข้อยุติในระดับหนึ่งแต่ว่าไม่ได้ทางออกของการแก้ปัญหาตามที่เราเสนอไป ประกอบกับช่วงนี้เอง กรมเค้าก็มีเวทีรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญ ก็เลยคิดว่ามันก็เป็ฯโอกาสหนึ่ง เป็นช่องทางหนึ่งที่มูลนิธิจะเสนอในบทที่เรามีความเห็นต่าง หรือเรื่องที่เราเป็นห่วงที่ไม่ได้แก้ออกมา ก็เลยต้องมีประเด็นตรงนี้ขึ้นมา

อันที่2 ผมคิดว่า พรบ. ฉบับนี้ มันเป็น พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับคน ค่อนข้างเยอะ ชุมชนที่อยู่ในป่า เค้าน่าจะมีโอกาสได้รับฟังได้รับรู้ว่าจะมีความคิดเห็นอย่างไรหรือมีอะไรบ้างที่อยู่ในสาระของ พรบ. ฉบับนี้ เพราะว่าสุดท้ายแล้วเวลามันมีผลบังคับใช้มันก็มีผลบังคับใช้จากคนที่อยู่ในป่า หรือว่าชาวบ้านที่เกี่ยวข้องโดยรอบ ผมจึงคิดว่าถ้ามีโอกาสที่ตัวเองได้เข้าไปคุยหรือว่าเข้าไปแลกเปลี่ยนความรู้ก็ยินดีที่จะมาอยู่แล้ว

ถาม : มูลนิธิสืบได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา ร่าง พรบ. ทั้งสองฉบับอย่างไรบ้าง

ปีที่แล้วเราได้เข้าไปเป็น คณะกรรมการในการปรับปรุงกฎหมายเนื่องจากว่ามีหลายประเด็น เช่น เรื่อง ของ พรบ. การเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ที่มันมีความขัดแย้งเชิงความคิดอยู่ในหลายๆกลุ่ม  จนกระทั่งมันได้ข้อสรุปออกมาแล้วจบตรงนั้น แต่ว่า พอมันผ่านร่าง พรบ. กลับมาใหม่มันมีเรื่องของ 20   ปี 20 ไร่ ใส่เข้าไปด้วย ก็เลยเป็นประเด็นที่ อันที่ 1 มูลนิธิก็ได้แถลงการณ์คัดค้าน แสดงความเป็นห่วงมาแล้วก่อนหน้านี้ตั้งแต่ช่วงต้นปี แล้วฉบับที่ 2 ก็เพิ่งส่งไปเมื่อวาน ในเรื่องของการให้ข้อมูลประกอบที่เค้าเปิดรับฟังความคิดเห็น

ทำไมมูลนิธิสืบถึงมีความกังวลในเนื้อหาเรื่อง 20 ปี 20 ไร่ ในร่างพรบ. อุทยานแห่งชาติ

กังวลเพราะว่าอันที่ 1 เราทำงานกับชุมชนที่อยู่ในป่าอยู่แล้ว เรารู้ว่าพื้ที่แต่ละแห่งมันมีบริบทของชุมชนแตกต่างกัน มันมีมิติวัฒนธรรมหลายๆอย่างเช่น ชนเผ่าก็จะมีเรื่องของไร่หมุนเวียน มีการใช้ป่าในรูปแบบต่างๆ เช่นป่า พิธีกรรม ป่าความเชื่อ ป่าริมน้ำ อะไรก็แล้วแต่ ชุมชนเค้ามีกระบวนการความเชื่อของเค้า ค่อนข้างที่จะเป็นระบบ แต่เพียงแต่ว่าเป็นระบบตามวิถีวัฒนธรรม

การที่รัฐเข้าไปจัดการแบ่งที่ดินครอบครัวละ 20 ไร่ 20 ปี เป็นการจัดการที่ดินแบบปัจเจก มันมีผลกระทบกับชุมชน มูลนิธีเข้าไปทำงานกับชุมชนเหล่านี้ก็เข้าไปทำงานในลักษณะของแปลงรวมมาโดยตลอด(คือให้ที่ดินกับชุมชนร่วมกันจัดการไม่ให้ที่ดินกับรายบุคคล)ว่าทำไงชาวบ้านสามารถบริหารจัดการพื้นที่ของเค้าได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ขยายพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นไปนะ ตรงนี้มันก็มีข้อตกลงและอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่อยู่กันได้มาหลายสิบปีนะ ตั้งแต่ปี 46   เป็นต้นมา แต่พอเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตาม พรบ. ใหม่ นั่นแปลว่า กรมอุทยานต้องเข้าไปจัดการที่ดินของชุมชนในลักษณะของปัจเจก ในรูปแบบของ 10 ไร่  20 ไร่ ต่อครอบครัว ผมว่าชุมชนจะล่มแน่นอน

คือ 1 มันไม่เป็นความจริง ในพื้นที่ไม่มีใครจะมากำหนดพื้นที่ของตนเองตายตัวแบบนี้ เพราะว่าบริบทการใช้ที่ดินมันแตกต่างกันอยู่แล้ว 2 มันไม่เป็นธรรม ก็คือไม่เป็นธรรมสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่แรกเพราะว่าคนกลุ่มนี้คือคนที่อยู่มาตั้งแต่ก่อนประกาศด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่าเค้าก็ไม่ได้เอกสารสิทธิ พอตัวนี้เกิดขึ้นมันทำให้สิทธิที่อยู่ในพื้นที่ตรงนั้นของเค้าไม่มีกรรมสิทธิ์เหมือนเป็นคนเช่าที่ เพราะว่าในระดับบุคคลต้องมาทำโครงการขอพื้นที่จากอธิบดีกรมอุทยานในการขอใช้พื้นที่ตรงนี้ ส่วนที่ 3 คือพอมีการจำกัดที่ดินอยู่ที่ 20 ไร่ ก็ต้องเกิดระบบการผลิตแบบทำซ้ำ ทำให้การมีระบบภายใน เช่น ทำไร่หมุนเวียน การใช้ที่ดินการจัดการที่ดินมันเปลี่ยนไปแน่ๆ ภูมิปัญญาวัฒนธรรมจบแน่ สุดท้ายก็ต้องมีการใช้สารเคมี เรื่องของการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ซ้ำๆ มันเกิดเหตุการณ์เหมือนกับพื้นที่นอกๆที่เกิดขึ้น

ผมมองว่า กระบวนการของกรมมันน่าจะเป็นลักษณะของการเข้าไปร่วมกับชุมชนในการทำขอบให้ชัด อันนี้เห็นด้วยแต่เรื่องของภายในต้องเป็นเรื่องของชุมชน ซึ่งต้องมีกติกา โดยเจ้าหน้าที่อาจจะเข้าไปร่วมคิดด้วย แต่ไม่ใช่คนที่จะไปจัดการเค้า  ก็ประมาณนี้แหละ

ถาม : คิดว่าผลกระทบที่เกิดกับชุมชน จะกระทบกับงานของมูลนิธิสืบหรือไม่อย่างไร

ตอบ : แน่ๆครับ  โดยพื้นฐานเลยนะครับ ข้อตกลงที่ว่าเรากับชุมชน ชุมชนกับเจ้าหน้าที่ ที่ทำร่วมกันไว้ มันก็จบไปโดยปริยาย ก็ต้องมาว่ากันใหม่ในลักษณะของปัจเจก ซึ่งผมคิดว่าเราพิสูจน์กันมาชัดเจนแล้วว่าวิถีของไร่หมุนเวียน รุปแบบแบบนี้มันเป็นลักษณะการใช้ที่ดินที่ยั่งยืนทั้งในเรื่องของทรัพยากรและเรื่องของตัวชุมชนเองแต่ว่าวิถีที่รัฐพยายามปฏิบัติกลายเป็นความพยายามที่จะให้เค้าเลิกวิถีชุมชนแบบนี้  กลายเป็นเค้าต้องไปใช้เรื่องของเคมี เรื่องของปุ๋ยยา สุดท้ายมันก็กระทบกับพื้นที่ต้นน้ำอยู่ดีแหละ แล้วตอนนี้จะไปอย่างไรต่อ จะไล่เค้าออกหรือจะยังไง เพราะเค้าใช้เคมีหรอแล้วกลายเป็นคุณค่อยๆ เซาะเค้าไปเรื่อยๆ

ผมว่ามันต้องเป็นลักษณะของ กฎหมายที่ให้โอกาสชุมชน ได้มีส่วนร่วมในการดูและและโอกาสในการบริหารจัดการทรัพยากรแต่ว่ารูปแบบเป็นไงก็ต้องมาว่ากัน มันต้องเป็น พรบ.ที่สนับสนุนให้คนเข้ามามีส่วนในการดูแลทรัพยากร มากกว่า พรบ. ที่ไปมองคนในแง่ร้ายที่จะต้องมีกฎหมาย พรบ. ใหม่ที่จะต้องไปจัดการ ด้วยความรุนแรงหรือเด็ดขาดมากขึ้น วิธีคิดอาจจะไม่เหมือนกัน

ถาม : สุดท้ายคิดว่า ทางมูลนิธิจะมีท่าทียังไงกับ พรบ. ฉบับนี้ หลังจากนี้จะมีการเคลื่อนไหวอะไรบ้าง

ตอนนี้มูลนิธิทำหนังสือแสดงความเห็นไปแล้วกับทางกรมอุทยาน ถ้ามีโอกาสก็ยินดีที่จะมาแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลกับกลุ่มต่างๆ ส่วนของมูลนิธิหลังจากนี้คงต้องว่ากันไปตามกระบวนการที่เค้าเปิดโอกาสให้ สำหรับเรื่องของการแสดงความคิดเห็นเรื่องของการไปว่าการที่สนช.หรือกรรมาธิการร่วมก็ต้องสู้กันต่อ สำหรับประเด็นนี้ ผมคิดสำหรับเครือข่ายที่เห็นตรงกันว่าร่างพรบ.สองฉบับดังกล่าวเป็นปัญหาผมคิดว่าเราก็ต้องค่อยๆคุยกันว่าเราจะแสดงความคิดเห็นกับรัฐยังไงที่จะยับยั้งหรือว่าอย่างน้อยให้มันมีการปรับให้มันเป็นประโยชน์ต่อทุกผ่านที่สุด

ถาม : คือพร้อมที่จะให้ข้อมูล

ใช่ครับ คือเราก็เข้าไปอยู่ในกลไกของกรมตลอดในเรื่องของการปรับปรุงร่างพรบ. เวทีโต๊ะกลมที่เราคุยกันมาและคิดว่าทางกรมเค้าเปิดรับเพียงแต่ว่าในส่วนทางเราก็แสดงความคิดเห็นไปแล้ว ยอมรับบ้างหรือไม่ยอมรับบ้างในเรื่องตรงนั้นผมคิดว่ามีเวทีในเรื่องที่สื่อสารหรือหารือกับกลุ่มที่เกี่ยวข้อง แต่อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิเป็นห่วงในเรื่องของประเด็นวิธีการแก้ไขปัญหาพื้นที่ป่าในส่วนของร่างพรบ.นี้ครับ

ตอนนี้ทางมูลนิธิมีความเห็นเรื่องคนกับป่าไปในทิศทางใด

คือตั้งแต่ปี 46   มามูลนิธิเข้าไปทำโครงการพัฒนาการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ มีชุมชนในป่า 131 ชุมชน และขอบป่าอีก 154 ชุมชน ที่เข้าไปทำงาน รูปแบบก็คือเรามองชุมชนว่าชุมชนน่าจะมีบทบาทหลักในการเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพยากร เพียงแต่ว่าการที่เค้าจะทำอย่างนี้ได้เค้าต้องอยู่ได้ด้วย ก็มีในส่วนของการเข้าไปส่งเสริมอาชีพ เรื่องของกติกาในการใช้ทรัพยากรเรื่องการปรับแนวคิดของเจ้าหน้าที่รัฐในการยอมรับให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมพูดคุยกันมากขึ้น คือผมว่าทิศทางในพื้นที่การทำงานค่อนข้างที่จะไปได้ดี เพียงแต่ว่าพรบ.ต้องมาเอื้อประโยชน์ให้กลไกเหล่านี้ทำงานได้ แต่พอมาทำให้การทำงานที่ดีๆ มาแตกนี่ผมก็เป็นห่วง

ต้องบอกว่าเราทำงานกับพื้นที่ชุมชนมาโดยตลอดพยายามทำไงก็ได้ที่จะต้องเกิดสันติสุขร่วมกันกับเจ้าหน้าที่กับชุมชนเพราะเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการดูแลป่าที่อยู่โดยรอบ ในขณะเดียวกันตัวชุมชนเองก็จะต้องดูแลพื้นที่ภายในของชุมชนด้วยให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนและชุมชนเองก็มีสิทธิในพื้นที่ตรงนั้นด้วย

 

ความคิดเห็น