3 ปี รัฐประหารกับการจัดการที่ดินและชีวิตคนอย่างไร้การมีส่วนร่วม

3 ปี รัฐประหารกับการจัดการที่ดินและชีวิตคนอย่างไร้การมีส่วนร่วม

3 ปีรัฐประหาร การจัดการที่ดิน (ของรัฐราชการ) ที่ประชาชนห่างไกลการมีส่วนร่วม

 3 ความผิดพลาดในการจัดการที่ดินในรัฐบาลทหาร

ทีมงาน Land Watch

 

วันที่ 22 มิถุนายน 2560 เป็นวันครบรอบ 3 ปีการทำรัฐประหารของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ที่มีพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเป็นหัวหน้าคณะ ให้หลังเพียงไม่ถึง 1 เดือน เค้าลางแห่งการดึงอำนาจในการจัดการทรัพยากรที่ดิน-ป่าไม้กลับไปสู่อุ้งมือรัฐราชการก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังขบวนการภาคประชาชนออกแรงเหนื่อยกว่า 3 ทศวรรษ เพียรพยายามผลักดัน เสียสละทรัพยากรทั้งในรูปของตัวเงิน น้ำตา อิสรภาพ และในบางกรณีก็ “ชีวิต”

ในวาระดังกล่าวทีมงานLand Watch โอกาสสรุปภาพรวมการทำงานของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในประเด็นที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการที่ดินดังต่อไปนี้

ป่าทำคน คนทับป่า ข้าราชการหรรษา!!!

: แผนแม่บทฯและการทวงคืนผืนป่า (ปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่า)

ในวันที่ 20 มิถุนายน 2557  คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ เรื่อง การปราบปรามและหยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ก็ออกมาเขย่าขวัญสั่นประสาทให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยทำกินในที่ดินตนเองต้องเสียวสันหลังไปตามๆกัน จากเนื้อความในข้อที่ 1 และ ข้อที่ 3   ตามคำสั่งนี้

ข้อที่ 1.ให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก และกองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการปราบปรามและจับกุมผู้บุกรุก ยึดถือ ครอบครอง ทำลาย หรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการทำให้เสื่อมเสียแก่สภาพป่า รวมทั้งผู้สมคบและสนับสนุนช่วยเหลือ ให้ได้ผลอย่างจริงจังในทุกพื้นที่ รวมทั้งสกัดกั้นการลักลอบตัดไม้มีค่าหรือไม้หวงห้าม การนำเข้าและส่งออกไม้ที่ผิดกฎหมาย ตลอดแนวชายแดนตลอดจนปราบปรามเครือข่ายขบวนการตัดไม้ทำลายป่าในทุกหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ

ข้อที่ 3. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ ติดตามผลคดีป่าไม้และดำเนินการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่ถูกบุกรุกทำลายให้คืนสภาพป่าไม้ที่สมบูรณ์ดังเดิม โดยประสานกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาคประชาชน และองค์กรชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการดังกล่าวอย่างจริงจัง

กระนั้นเองเพียงให้หลังจากการออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๖๔/๒๕๕๗ เพียง 7 วันรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจต้องกลับหลังหันโดยไม่ทราบสาเหตุด้วยการออกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 เรื่อง “เพิ่มเติมหน่วยงานสำหรับการปราบปราม หยุดยั้งการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้และนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบัน” ในวันที่ 27 มิถุนายน 2557  ซึ่งไม่ทราบสาเหตุว่าทำไม่ผู้ออกคำสั่งเดียวกันจึงไม่ด้วยทานให้ละเอียดก่อนจะออกคำสั่งที่มีเนื้อหาเดียวกันแต่ตกหล่นปัญหาที่สั่งสมกันมานานอย่างเรื่องที่ดินในเขตป่าไม้ หรือเพิ่งมีข้าราชการคนใดให้ข้อมูลว่าอาจจะกระทบต่อความสงบเรียบร้อยที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติต้องการเพราะปัญหาเรื่องที่ดิน-ป่าไม้เป็นเรื่องที่หมักหมมมานานและไม่เคยได้รับการแก้ไขโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมมาถึง 19 ปี  10 นายก 10 รัฐบาล 2 รัฐประหาร (หากนับจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2541 ซึ่งคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย ได้อนุมัติให้กรมป่าไม้นำมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ที่ดินทำกินในเขตป่าไม้

ซึ่งในข้อที่ 2 ของคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 นั้นดูเหมือนว่าจะมีสตินึกถึงปัญหาความขัดแย้งของชาวบ้านกับหน่วยงานของรัฐขึ้นมา ดูคล้ายจะเห็นหัวประชาชนผู้ยากไร้หลังจากประกาศคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 แบบไม่เสร็จและไม่คำนึงถึงประชาชนผู้ไร้ที่ดินทำกินมาแล้ว  ซึ่งเนื้อความสำคัญของคำสั่งฉบับนี้ก็คือ ข้อที่ 2 ให้ทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ยึดถือนโยบายการปฏิบัติงานเป็นการชั่วคราวในสภาวการณ์ปัจจุบันดังนี้

๒.๑ การดำเนินการใด ๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมนั้น ๆ ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

๒.๒ การดำเนินการเร่งด่วนในปัจจุบัน คือ การป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่มเติมด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด

๒.๓ การดำเนินการแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เดิม ให้หน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกัน พิจารณากำหนดมาตรการและวิธีดำเนินการอย่างเป็นระบบ เพื่อเสนอขออนุมัติจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยด่วน

๒.๔ กรณีใด ๆ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ให้ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการที่กำหนด

จะเห็นได้ว่าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเองก็รับรู้ถึงปริมาณ และความเป็นจริงในปัญหาเรื่องที่ดินทำกินของคนยากคนจน คนยากไร้ จนกระทั่งต้องออกคำสั่งสั่งแบบกลับหลังหันแทบไม่ทันดังที่กล่าวมาข้างต้น

โดยสรุป คำสั่งคสช.แล้วทั้งสองฉบับจึงเป็นการรวมศูนย์อำนาจการจัดการป่าไม้ให้อยู่ในมือของหน่วยงานทหาร ทั้งในระดับพื้นที่-ระดับนโยบาย และอาศัยมาตรการรุนแรงเข้าดำเนินการแก้ไขปัญหาป่าไม้เป็นมาตรการหลัก แทนมาตรการอื่นๆ โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชนที่เคยมีมาก่อน ทำให้เกิดการลดทอนความซับซ้อนของปัญหาการจัดการทรัพยากรป่าไม้ลงและได้สร้างความเดือดร้อนอย่างมากให้กับประชาชนที่อาศัยและทำกินในเขตป่า ถึงแม้ว่าชาวบ้านจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาก่อนหน้าหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งเมื่อมีการเจรจาในระดับขบวนการภาคประชาชนกับตัวแทนรัฐบาลเพื่อหาทางออกร่วมกันคำสั่ง คสช.ก็ยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติ ดำเนินการตามที่ตัวเองเห็นสมควร ซึ่งได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนมากขึ้นไปอีก

แต่ก็กลายเป็นเรื่องที่ขึ้นต้นเป็นมะลิซ้อนพอแตกใบอ่อนเป็นมะลิลา เหมือนเรื่องอื่นๆในประเทศไทย ที่อะไรก็เกิดขึ้นได้จากความเป็นราชการเมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงมอบให้ กอ.รมน.กับ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วางยุทธศาสตร์ในการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติ และจัดทำแผนแม่บทกำหนดเป้าหมายที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุผลเป้าหมายที่กำหนด คือ การพิทักษ์รักษาพื้นที่ป่าไม้ให้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ให้ได้พื้นที่ป่าไม้อย่างน้อย ๔๐% ของพื้นที่ประเทศภายใน ๑๐ ปี     ซึ่งหลังจากการมีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 66/2557 ที่เห็นหัวคนจนอยู่บ้าง  เพียง  2 เดือนเท่านั้นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติก็ลงนามในคำสั่งประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ในวันที่ 1 สิงหาคม 2557 ผลักให้การแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดินกลับไปวนอยู่ในอ่างเช่นเดิม และปิดประตูการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาจากประชาชนอย่างเป็นทางการ

ซึ่ง Land Watch และเครือข่ายผู้ทำงานด้านการแก้ไขปัญหาที่ดินของประชาชนได้เคยชี้ปัญหาเชิงแนวคิดของคำสั่งประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน  ไว้ถึง 9 ประการดังต่อไปนี้

ประเด็นที่ 1 ขาดการมีส่วนร่วมและมีความเร่งรีบในการดำเนินการ แผนแม่บทป่าไม้นั้นจัดทำโดยกลุ่มคนเพียง 17 คน (ที่ปรึกษา 5 คน, คณะผู้จัดทำ 12 คน) ในจำนวนนี้ มีเจ้าหน้าที่ทหารถึง 11 นาย ไม่มีสัดส่วนของตัวแทนภาคประชาชนและนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระบวนการจัดทำแผนแม่บทฯ ใช้ระยะเวลาจัดทำไม่ถึง 45 วัน นับจากคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66/2557 มีผลบังคับใช้ ทำให้ไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วม กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 2 ขาดความเข้าใจพัฒนาการของปัญหาที่ดินและป่าไม้ ชาวบ้านในเขตป่ากลายเป็นผู้กระทำผิดกฎหมาย โดยรายงานได้ทบทวนข้อเท็จจริงของปัญหาการบุกรุกป่าหลายประการ ได้แก่ การสัมปทานทำไม้โดยรัฐ ซึ่งกินระยะเวลายาวนานถึง 92 ปี (นับตั้งแต่ก่อตั้งกรมป่าไม้ในปี 2439 จนถึงปี 2531) เป็นสาเหตุสำคัญของการลดลงของป่าไม้, นโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจโดยภาครัฐ ทำให้เกิดการขยายพื้นที่ทำกินและการตั้งถิ่นฐานในเขตป่า, ปัญหาการประกาศเขตป่าของรัฐทับซ้อนพื้นที่ทำกินและที่ตั้งชุมชน หรือปัญหาความไม่ชัดเจนและแนวเขตที่ดินของรัฐทับซ้อนกัน

 

ประเด็นที่ 3 การกำหนดเป้าหมายแผนแม่บทฯ ให้เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้อย่างน้อย 40 % ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งถูกกำหนดจากมติคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2528 (29 ปีที่แล้ว) นั้น ไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับสภาพบริบทการเปลี่ยนแปลงทางของสังคม เศรษฐกิจ รวมถึงสถานการณ์ด้านทรัพยากรที่ทวีความซับซ้อนในปัจจุบัน  ทั้งประชากรไทยทั้งประเทศที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก การกำหนดเป้าหมายดังกล่าว ทำให้เกิดการกีดกัน เลือกปฏิบัติกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและถูกประกาศเขตป่าทับซ้อนอย่างไม่เป็นธรรม

ประเด็นที่ 4 การกำหนดพื้นที่ที่ประชาชนรักษาป่าไว้ดีอยู่แล้วให้กลายเป็น “พื้นที่วิกฤติรุนแรง” โดยมีการกำหนด “พื้นที่วิกฤติรุนแรง”ที่ต้องเร่งดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและการทวงคืนพื้นป่าจำนวน 12 จังหวัด ข้อเท็จจริงพบว่าจังหวัดเหล่านี้ยังคงมีพื้นที่ป่ามากกว่า 40% ตัวอย่างเช่น จ.แม่ฮ่องสอน ที่มีพื้นที่ป่ากว่า 86.89 % ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดนั้น มีศักยภาพในการจัดการดูแลรักษาป่าได้ดีกว่า กลับถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่วิกฤติรุนแรงในแผนแม่บทฯ แต่จังหวัดที่มีพื้นที่ป่าเหลือน้อย หรือไม่เหลือเลย กลับไม่ถูกกำหนดเป็นพื้นที่วิกฤติ

ประเด็นที่ 5 แผนแม่บทฯ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาป่าบุกรุกคน โดยการใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศเป็นสรณะในการพิสูจน์สิทธิของชุมชน โดยไม่นำข้อมูล ข้อเท็จจริงอื่นๆ มาประกอบ ทำให้มีชุมชนจำนวนน้อยที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิตามมติดังกล่าว เช่น กรณีอุทยานแห่งชาติเขาปู่ – เขาย่า (ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง) มีผู้ที่ผ่านการพิสูจน์สิทธิเพียง 4% เท่านั้น เนื่องจากชุมชนในพื้นที่นี้แต่ดั้งเดิมทำสวนยางพาราผสมผสานกับผลไม้ ซึ่งภาพถ่ายทางอากาศที่มองจากด้านบนไม่สามารถแยกแยะพื้นที่สวนไม้ยืนต้นจากพื้นที่ป่าได้

ประเด็นที่ 6 วิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงไม่ได้รับการรับรองสิทธิ เช่น กรณีชาวปกาเกอะญอ ได้พยายามพิสูจน์ให้เห็นถึงระบบการจัดการที่ดินและป่าไม้ที่เหมาะสม เพื่อรักษาผืนดินและต้นน้ำเอาไว้ ตัวอย่างหรือรูปแบบต่างๆ เหล่านั้น นอกจากจะไม่มีการกล่าวถึงไว้ในแผนแม่บทฯ แล้ว คนเหล่านี้ยังจะกลายเป็นผู้ที่ต้องอพยพเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่อีกด้วย

ประเด็นที่ 7 การมุ่งเน้นการยึดคืนพื้นที่ อพยพ ควบคุม และปราบปรามส่งผลกระทบรุนแรงกับชุมชนในเขตป่า ยุทธศาสตร์ผนึกกำลังป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่าไม้ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ลำดับแรกของแผนแม่บทฯ จาก 4 ยุทธศาสตร์นั้น เป็นยุทธศาสตร์ที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงกับชุมชนในเขตป่า และในกรณีที่มีการดำเนินการอพยพชุมชนนั้นจะมีการชดเชยหรือไม่ก็ได้ ทั้งยังสามารถทำลาย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง โดยไม่ต้องรอการพิจารณาตัดสินของศาล

ประเด็นที่ 8 ความล้มเหลวของการฟื้นฟูป่าด้วยการปลูกป่าทดแทน ในอดีตมีการใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลในโครงการปลูกป่าของกรมป่าไม้ และการปลูกป่าทดแทนตามเงื่อนไขการสัมปทานป่าไม้ แต่ 92 ปีของการให้สัมปทานทำไม้ รัฐบาลสามารถปลูกป่าได้เพียงประมาณ 1 ล้านไร่ (ข้อมูลจาก “ข้อเสนอทางนโยบาย: การจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืนขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้” โดยมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ, 2551) ทั้งยังเป็นการปลูกไม้เพียงชนิดเดียว ยิ่งกว่านั้น การปลูกป่ายังเข้าไปปลูกทับซ้อนในพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวน ก่อให้เกิดความขัดแย้งในพื้นที่ที่มีการปลูกป่าในหลายพื้นที่ของประเทศ

ประเด็นที่ 9 แผนแม่บทฯ ไม่ได้กล่าวถึงมติคณะรัฐมนตรีอื่นๆ เช่น “มติ 3 สิงหาคม พ.ศ.2553” เรื่องแนวนโยบาย“การฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง” ซึ่งมีการกำหนดมาตรการต่างๆ ที่เอื้อต่อวิถีวัฒนธรรมในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนของชุมชน

 

การใช้“ที่ดิน”เพื่อพัฒนาตามนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษ

: เผด็จการเสรีนิยมใหม่ บทพิสูจน์ ม.44 ความรวดเร็วที่นำไปสู่ปัญหา

3  ปีที่ผ่านมาการดำเนิน นโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษและนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ภายใต้การปกครองของคณะรักษาความสงบแห่งชาติเป็นไปโดยการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ โดยจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจ พิเศษ ที่มีหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธาน มีหน้าที่กำหนดแนวทางดำเนินการ และ อาศัยอำนาจตามมาตรา ๔๔ ของรัฐธรรนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ออกคำสั่ง คสช. ที่ ๑๗/๒๕๕๘ โดยเฉพาะ การให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้ประโยชน์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจขึ้นโดยเร็ว ส่งผลกระทบให้ประชาชนในพื้นที่ต้องสูญเสียที่ดินอยู่อาศัยและทำกินอย่างไม่เป็นธรรม   นอกจากนี้ผลจากคำสั่งคสช.ที่ ๑๗/๒๕๕๘ และคำสั่ง คสช.ที่ ๓/๒๕๕๙ มีผลต่อการ ยกเว้นกฎหมายถึง ๘ ฉบับ อันได้แก่ (๑) พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๗ (๒) พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ (๓) พระราชบัญญัติปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. ๒๕๑๘ (๔) พระราชบัญญัติ การผังเมือง พ.ศ. ๒๕๕๘ (๕) พระราชบัญญัติการควบคุม อาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (๖) มาตรา ๕๔๐ แห่งประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๓๕ (๗)   มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรม พ.ศ. ๒๕๔๒ และ (๘) พระราชบัญญัติการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. ๒๕๕๖ ผลการยกเว้น กฎหมายเหล่านี้ เพื่ออำนวยความสะดวก และขจัดอุปสรรค สำหรับการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ซ้ำร้ายการขาดมาตรการชดเชยที่เป็นธรรม ในการรับการชดเชย เยียวยาที่ชัดเจน เพียงพอกับมูลค่าการสูญเสียรายได้ และโอกาสทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรัฐมีทัศนะคติว่าผู้ได้รับผลกระทบเป็นผู้ บุกรุกที่ดินของรัฐ จึงไม่มีสิทธิเรียกร้อง และขึ้นกับการกำหนดให้จากรัฐเท่านั้น กว่าผู้ได้รับผลกระทบบางส่วนจะได้รับค่าชดเชยเยียวยาวก็ต้องเดือดร้อนออกเรียกร้องและต่อสู้และใช้เวลากว่า 2 ปีครึ่งถึงจะได้รับค่าชดเชยเยียวยา และยังมีบางส่วนที่ยืนหยัดในสิทธิที่ดินทำกินของตนจนต้องเข้าสู่กระบวนการศาล

ในส่วนของการดำเนินนโยบายนั้นการขาดข้อมูล ความโปร่งใส และรับฟังความเห็นของประชาชน ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ   ส่วนใหญ่แล้วประชาชนไม่รับรู้ล่วงหน้ามาก่อนว่าพื้นที่ของตนจะถูกกำหนดเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษ ทั้งยังขาดข้อมูลความชัดเจนของการดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษ การกำหนดพื้นที่ เป้าหมาย การดำเนินการเป็นการรวมศูนย์การตัดสินใจของรัฐแต่เพียงฝ่ายเดียว และมิได้มีกระบวนการมีส่วนร่วมใดๆ

ซึ่งภายใต้การปกครองแบบเผด็จการ การละเมิดสิทธิ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจของ คสช. ในการควบคุมการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในวงกว้างที่ขยายวงมา สู่การห้ามปราบประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษมิให้ทำการเคลื่อนไหว   ประการที่หก การบั่นทอนความเข้มแข็งกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและ ปกป้องทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เป็นปัญหาที่จะส่งผลกระทบทางลบในระยะยาวต่อกลไกการมีส่วนร่วมของ ประชาชนที่เป็นหลักการสำคัญของสังคมไทยในการสร้างหลักประกันว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นจะเป็นไปอย่างยั่งยืน

 

คสช. ทำคลอด คทช. การรวมศูนย์อำนาจการบริหารจัดการที่ดินในมือรัฐราชการ

:  การก่อกำเนิดของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.)

การประชุมร่วมคณะรักษาความสงบแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2557 (ภายหลังจากการเซ็นคำสั่งประกาศใช้แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนเพียง 2 เดือนและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เป็นผู้เสนออีกแล้ว) หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี มีข้อสั่งการ (ข้อ 7) ให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกินขึ้น โดยให้มีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ รวมทั้ง ให้มีผู้แทนจากภาคเอกชนและภาคประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการด้วย  แต่ก็ปรากฏว่าเป็นเพียงคำสั่งที่สวยหรูแต่ไม่มีผลในทางปฏิบัติเนื่องจากโครงสร้างคณะกรรมการที่แท้จริงประกอบไปด้วยราชการและเทคโนแครตด้านที่ดินเป็นส่วนใหญ่ หามีตัวแทนชาวบ้านที่ต่อสู้กับปัญหาที่ดินมาอย่างยาวนานไม่เพราะในทางปฏิบัติโครงสร้างคณะกรรมการมี 15 ตำแหน่ง เป็นตำแหน่งที่มาจากราชการเสีย 14 คน ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิที่แต่งตั้งได้ไม่เกิน 10 คน(ปัจจุบันตั้งจริงๆเพียง 8 คน) ซึ่งหากคิดว่าผู้ทรงคุณวุฒิมาจากฝ่ายประชาชนจริงๆครบทั้ง 10 คน ก็ไม่สามารถยกมือให้ชนะวิธีคิด คำสั่งและระบบแบบราชการได้

ซึ่งทั้งนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีหน้าที่ดำเนินการจัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมีเหตุผลความจำเป็นคือ เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และพัฒนาศักยภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นธรรม และยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงของประเทศ ซึ่งต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 เห็นชอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 เพื่อให้มีคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) เป็นกลไกในการดำเนินงานฯ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2557

คณะรัฐมนตรีได้มีมติในเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ อนุมัติหลักการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลในลักษณะแปลงรวม โดยมิ ให้กรรมสิทธิ์ แต่อนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินของ รัฐเป็นกลุ่มหรือชุมชนตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่ คทช. กำหนด ในรูปแบบสหกรณ์หรือรูปแบบอื่นที่ เหมาะสมโดยการดำเนินการงานดังกล่าวให้หน่วยงาน ของรัฐซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของประเภท ที่ดินกำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อกำหนด หรือเงินไขภายใต้ความเห็นชอบของ คทช. การจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ในที่ดินป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ดำเนินการ ระยะที่ ๑ สำหรับพื้นที่ดำเนินการระยะที่ ๒ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ รับทราบกระบวนการการจัดที่ดินทำกินให้ ชุมชนในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน พื้นที่สาธารณประโยชน์และพื้นที่ป่าชายเลน มาบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2558-2559 สามารถจัดให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ในที่ดินได้ รวมทั้งสิ้นจำนวน 13,188 ราย 16,378 แปลง เนื้อที่ประมาณ 99,295 ไร่

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน ที่ประชุมรับทราบการกำหนดพื้นที่เป้าหมายการจัดหาที่ดินทำกินให้ชุมชน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จำนวนทั้งสิ้น 106 พื้นที่ 42 จังหวัด เนื้อที่ 242,689-1-3.70 ไร่ ซึ่งคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินให้ความเห็นชอบแล้ว ประกอบด้วย ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 35 พื้นที่ 28 จังหวัด เนื้อที่ 199,266-2-68 ไร่ พื้นที่ปฏิรูปที่ดิน จำนวน 28 พื้นที่ 8 จังหวัด เนื้อที่ 28,512-2-76 ไร่ ป่าชายเลน จำนวน 29 พื้นที่ 9 จังหวัด เนื้อที่ 5,318-3-55 ไร่ ที่สาธารณประโยชน์ จำนวน 11 พื้นที่ 6 จังหวัด เนื้อที่ 8,593-2-94.70 ไร่ พื้นที่ราชพัสดุ จำนวน 3 พื้นที่ 3 จังหวัด เนื้อที่ 997-1-10 ไร่

แต่ก็มีเสียงกังวลจากชาวบ้านและภาคประชาสังคมที่ต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและสิทธิในที่ดินทำกินของตนเองมาอย่างยาวนานว่า “สุดท้ายแล้วแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินแบบคทช.ก็คือการรวบอำนาจรวมศูนย์การจัดการที่ดินเข้าสู่ส่วนกลาง ไม่ให้ความสำคัญและไม่ให้การยอมรับการมีส่วนรวมและสิทธิการจัดการที่ดินโดยชุมชน” ซึ่งไม่ใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ก้าวหน้าและไม่มีลักษณะที่ปฏิรูป จนหลายพื้นที่ที่ต่อสู้ยืนหยัดกันมาด้วยลำแข้งของประชาชนเอง ยืนยันว่าจะไม่ใช้แนวทางคทช.ในการแก้ไขปัญหาที่ดินหากไม่ปรับตัวร่างในพระราชบัญญัติให้ชุมชนมีส่วนรวมและรองรับสิทธิของชุมชนก่อน

ซึ่งก็แน่นอนว่า “ ปัญหาที่สั่งสมมานาน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่ยืนยันว่า การปล่อยให้ราชการแก้ไขปัญหาโดยไม่มีส่วนร่วมและไม่รับรองสิทธิของประชาชน เป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาและทำให้ปัญหาที่ดินนั้นยังดำรงอยู่ ”

ความคิดเห็น