P-move โต้แย้งแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินโดยรัฐบาล ชี้…ส่อยิ่งทำให้แก้ไขปัญหาล้มเหลว

P-move โต้แย้งแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินโดยรัฐบาล ชี้…ส่อยิ่งทำให้แก้ไขปัญหาล้มเหลว

P-move โต้แย้งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินโดยรัฐบาล ชี้…ส่อยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาล้มเหลว (Land watch) วันนี้ 15 พ.ค. 2560 ตัวแทนจาก ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ได้เข้าประชุมหารือเพื่อซักซ้อมและเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. …. ตามจดหมายเชิญจากสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
โดยในจดหมายเชิญประชุมนั้นอ้างถึงการที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบและลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีเรื่อง “ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม” โดยมอบหมายให้ นาย ออมสิน ชีวพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในคณะกรรมการดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2560
โดยทางตัวแทนจาก ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่หนังสือเชิญประชุมดังกล่าวใช้ชื่อว่า “การประชุมหารือเพื่อซักซ้อมและเตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. ….” นั้น น่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือจงใจเข้าใจผิดของฝ่ายรัฐบาล เนื่องจากใน วันที่ 30 มีนาคม 2560 นั้น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ได้รวมพลังเคลื่อนไหวเรียกร้องบริเวณทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ดำเนินการเร่งรัดแก้ปัญหา และเปิดประชุมกรรมการแก้ปัญหาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม แก้ไขปัญหาที่ดิน ป่าไม้ พื้นที่ตามแนวคิดโฉนดชุมชน
ให้รัฐบาลดำเนินการส่งมอบพื้นที่อย่างเร่งด่วน และ ขอให้รัฐบาลยุติการกระทำใดๆที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตปกติของชุมชนสมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move) ซึ่งในความเป็นจริงแนวนโยบายตามร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. …. นั้นยังไม่ตรงกับแนวคิดโฉนดชุมชนและขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน
เพราะฉะนั้นชื่อหัวข้อหนังสือเชิญประชุมดังกล่าวจากสำนักนายกรัฐมนตรีจึงไม่ถูกต้องนัก ทั้งนี้ในการประชุมตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)ได้ยืนยันที่จะให้ที่ประชุมทบทวนมติการประชุมร่วมกับรัฐบาลและ P-move เรื่องการแก้ไขปัญหาพื้นที่โฉนดชุมชน เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2560 และทวงรายงานความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาพื้นที่โฉนดชุมชนตามมติ “คณะกรรมการประสานงานและจัดโฉนดชุมชน” (ปจช.)” รวม 58 พื้นที่ ซึ่งมีทั้งพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นที่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พื้นที่ในเขตการดูแลกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เขตพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานคร พื้นที่ในเขตสปก.พื้นที่ในเขตที่ราชพัสดุ พื้นที่ในเขต ที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทยและพื้นที่ในเขตที่ดินเอกชนตามนโยบายการของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน
โดยสถานการณ์ดำเนินการการแก้ไขปัญหานั้น มีตั้งแต่ไม่คืบหน้าเลย อยู่ระหว่างการเจรจาพื้นที่นำร่องของสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน อยู่ระหว่างการดำเนินตามนโยบายคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ อยู่ระหว่างรอการส่งมอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ อยู่ระหว่างขั้นตอนการขอสัมปทานตามมาตรา12 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือกระทั้งถูกยึดคืนพื้นที่จากนโยบายทวงคืนพื้นป่า ทั้งนี้ในการประชุมตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)ได้นำเสนอ ผลกระทบจากการดำเนินตามนโยบายคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ และนโยบายใหม่ด้านที่ดินป่าไม้ต่างๆของรัฐ เช่นกรณี “วนประชารัฐ” ซึ่งการแก้ปัญหายังวนเวียนอยู่ที่เดิม ผู้ร่างก็ผู้เดียวกับผู้ร่าง มติ 30 มิถุนายน พ.ศ.2541 ซึ่งเป็นนโยบายที่สร้างปัญหาในการจัดการความขัดแย้งเรื่องการใช้ที่ดินในเขตป่าไม้มาจนถึงปัจจุบัน
โดยนำเสนอตัวอย่างรูปธรรมเช่นในพื้นที่ เช่นปัญหาเรื่องการไม่ยอมรับสิทธิของชุมชน การใช้รูปแบบเป็นการเช่าที่ดินไม่ได้รองรับสิทธิของชาวบ้านและชุมชน เป็นการบังคับให้ชาวบ้านยอมรับว่าบุกรุกที่ดินรัฐโดยทางอ้อมทั้งที่รัฐเองไม่เคยคำนึงถึงประวัติศาสตร์การใช้ที่ดินของชุมชนที่มีมาก่อนการกำหนดเขตที่ดินของรัฐ
ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)ยืนยันแนวคิด และเสนอให้รัฐบาลเดินหน้า “โฉนดชุมชน” เพราะจากความสำเร็จในการดำเนินการพื้นที่นำร่องนโยบายโฉนดชุมชนนั้นพบว่า มีประโยชน์ในการการรักษาพื้นที่อยู่อาศัยพื้นที่เกษตรพื้นที่ทำกินของเกษตรกรรายย่อย ทำให้เกิดการปกป้องแหล่งผลิตอาหารในพื้นที่ โดยที่กฎและระเบียบโฉนดชุมชนนั้นเกิดมาจากคนในชุมชนเพื่อจัดการชุมชน(พื้นที่เฉพาะ) และความมั่นคงในสิทธิ์การถือครองที่ดินดีกว่าการเช่าที่ดินจากกรมธนารักษ์ หรือการอยู่ภายใต้แปลงรวมตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินั้น นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต การลงทุนในระบบเกษตร ที่เป็นธรรมและยังยืนกว่า
ชุมชนมีการดูแลระบบนิเวศของป่าเองและทำให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถจัดการตนเองได้ ทั้งนี้ก่อนจะเสร็จสิ้นการประชุมตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-move)ได้ขอให้มีการนำข้อเสนอดังกล่าวเสนอแก้นายกรัฐมนตรีและให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาตินำข้อเสนอดังกล่าเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเพื่อพิจารณาแก้ไขและยอมรับการแก้ไขปัญหาที่ดิน ป่าไม้ในแนวทางโฉนดชุมชนและเคารพในสิทธิของชุมชน

ความคิดเห็น