ย้อนรอย : คดีที่ดินลำพูนคืออะไร ทำไมชาวบ้านถึงติดคุก?

ย้อนรอย : คดีที่ดินลำพูนคืออะไร ทำไมชาวบ้านถึงติดคุก?

วันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 เวลา 9.oo น. อาจจะเป็นวันที่แสนธรรมดาของใครหลายๆคน หากแต่สำหรับพี่น้องชาวบ้านที่เกี่ยวข้องกับคดีที่ดินฝืนใหญ่หนองปลาสวายตั้งตารอคอยด้วยความดีใจเป็นพิเศษ เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่ชาวบ้าน 3 ใน 7 คน ที่ต้องโทษจำคุกเมื่อปีที่แล้ว คือ นายสุแก้ว ฟุงฟู นางคำ ซางเล็ง และนายพิภพ หารุคำจา ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ

เพื่อให้สังคมได้รับทราบว่าชาวบ้านทั้ง 3 คน ที่ได้รับการปล่อยตัว และอีก 4 คนที่ยังต้องอยู่ในห้องขังนั้น ถูกจับกุมดำเนินคดีด้วยข้อหาอะไร และยุติธรรมหรือกับอิสรภาพของพวกเขาที่ต้องถูกจองจำอยู่ใต้รัวสูงและกรงเหล็ก วันนี้ Land Watch Thai จึงได้นำเรื่องราวของพวกเขามาเล่าอีกครั้งผ่านงานอินโฟกราฟิกที่พวกเราเคยทำเอาไว้

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 1 ปี ที่แล้ว 25 พ.ค. 2559 ที่ศาลจังหวัดลำพูน มีการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่บริษัทอินทนนท์การเกษตร โดยนพรัตน์ แซ่เตี๋ยว และยุทธนา แซ่เตี๋ยว เป็นโจทก์ฟ้องคดีชาวบ้านแพะใต้จำนวน 10 คน

ประกอบด้วย 1.สุแก้ว ฟุงฟู 2.พิภพ หารุคำจา 3.สองเมือง โปยาพันธ์ 4. วัลลภ ยาวิระ 5.วัลลภ ไววา 6.คำ ซางเลง 7.บัวไร ซางเลง ส่วนจำเลยอีก 3 รายเสียชีวิตไปแล้ว โดยมีการฟ้องในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของของผู้อื่น ซึ่งมีการฟ้องร้องดำเนินคดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ก.ค. 2540

การตัดสินดังกล่าวทำให้ชาวบ้านทั้ง 7 คน เข้าคุกทันที
7 คนติดคุก 7 ครอบครัวเดือดร้อนบน : พ่อของ นายวัลลพ ยาวีละ ชาวบ้านหนึ่งใน 7 คนที่ถูกศาลตัดสินจำคุกถึงกลับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อรู้ว่าจะได้เข้าเยี่ยมลูกชายเป็นครั้งแรกที่ติดอยู่ในเรือนจำ นี่คือความรู้สึกของคนเป็นพ่อที่ขาดกำลังหลักในการผยุงครอบครัวให้เดินหน้าต่อไป

ขวาล่าง : นางสายทอง เรือนมี ลูกสาวของ แม่ไลย์ หรือบัวไลย์ ซางเล็ง(ตอนนี้อยู่ในเรือนจำ) นอกจากนั้น นายบุญผาย ซางเล็ง ผู้เป็นพ่อของเธอเสียชีวิตในขณะที่คดียังดำเนินอยู่
ซ้ายล่าง : นางอรทัย หารุคำจ๋า หรือ แม่ทัย ภรรยาของนาย พิภพหารุคำจ๋า ในวันที่ต้องอยู่คนเดียว เมื่อตาอยู่ในคุก
แท้จริงแล้วที่ดินดังกล่าวมีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไรมาติดตามกันได้เลย

ที่ดินผืนใหญ่ผืนนี้ อยู่ใน 3 ตำบล คือ ต. ศรีเตี้ย ต.หนองปลาสวาย อ.บ้านโฮ่ง และ ต. หนองล่อง อ. เวียงหนองล่อง จ. ลำพูน เดิมที่เป็นที่ดินที่ไม่มีเจ้าของ แต่ชาวบ้านจะเข้ามาใช้ประโยชน์ในฤดูเพาะปลูก ตามแต่ที่แรงของตนเองจะทำไหว เมื่อหมดฤดูเก็บเกี่ยวก็อาจจะเอาวัว ควาย มากินหญ้า พอถึงฤดูเพาะปลูกก็จะเข้ามาทำการผลิตใหม่ กรอบความคิดเรื่องที่ดินแบบนี้อาจจะดูแปลกไปจากปัจจุบันที่ที่ดินถ้าไม่เป็นของรัฐก็จะกลายเป็นที่ดินของเอกชนเท่านั้น แต่ชาวบ้านในภาคเหนือคุ้นเคยกับระบบกรรมสิทธิ์แบบนี้ดี หรือที่เรียกกันว่า “สิทธิหน้าหมู่”

 

อานันท์ กาญจนพันธ์ (๒๕๔๒) กล่าวว่า สิทธิชุมชน
ไม่ใช่สิทธิในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในพื้นที่นั้น พื้นที่เหล่านั้นก็ยังเป็นของรัฐแต่อํานาจหน้าที่ในการดูแลรักษาเป็นของชุมชนชุมชนสามารถที่จะออกกฎเกณฑ์และระเบียบต่าง ๆ เพื่อพิทักษ์สิทธิและพื้นที่เหล่านั้นให้คงอยู่ สิทธิชุมชนจะเกี่ยวข้องกับสิทธิอื่นๆตามคติที่มีอยู่ในเชิงคุณค่า เชิงศีลธรรมของสังคม สิทธิชุมชนจะซ่อนอยู่ในเรื่องสิทธิต่างๆ

เช่น “สิทธิหน้าหมู่” คือ สิทธิของคนที่จะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันในป่า ในที่ดินอะไรต่าง ๆ หรือว่าสิทธิในเรื่องของ “สิทธิการใช้” สิทธิเหล่านี้เกิดขึ้นตามหลักที่ว่าทุกคนควรมีสิทธิในการยังชีพมีสิทธิในการที่จะมีชีวิตเป็นระบบคุณค่าทางศีลธรรมและสิทธิชุมชนยังขยายตัวออกไปเกี่ยวข้องกับสิทธิอื่นๆตามความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น สิทธิในความเป็นมนุษย์หรือศักดิ์ศรีของความเป็นคน สิทธิชุมชนจะเอื้อต่อการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน

ผู้คนในชุมชนก็ใช่ที่ดินในลักษณะนี้เรื่อยมา จนกระทั้งวันหนึ่ง

โครงการเริ่มต้นขึ้นจากการประชุมของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2509 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2509 ที่ประชุมมีมติให้กรมที่ดินและจังหวัดลำพูน ดำเนินการจัดที่ดินตามโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่บ้านโฮ่ง-ป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่

เพื่อจัดสรรที่ดินให้ราษฎรซึ่งไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่พอประกอบอาชีพ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน โดยขอบเขตที่ดินจัดสรร เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอยู่ในท้องที่ตำบลศรีเตี้ย อำเภอบ้านโฮ่ง และตำบลหนองล่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน มีอาณาเขตดังนี้

ทิศเหนือจรดแม่น้ำลี้ ยาวประมาณ 9.5 กิโลเมตร ทิศตะวันออกจรดป่าสงวนบ้านโฮ่ง หรือป่าห้วยปันปืน ยาวประมาณ 10.5 กิโลเมตร ทิศใต้จรดป่าสงวนบ้านโฮ่ง หรือป่าห้วยปันปืน ยาวประมาณ 4 กิโลเมตร ทิศตะวันตกจรดแม่น้ำปิง ยาวประมาณ 19.5 กิโลเมตร

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดสรรที่ดินให้ราษฎรซึ่งไม่มีที่ดินหรือมีที่ดินไม่พอประกอบอาชีพ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ให้มีที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นหลักฐานมีฐานะทางเศรษฐกิจแห่งครอบครัวมั่นคง และเพิ่มพูนผลิตผลทางการเกษตรกรตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ

โครงการจัดที่ดินผืนใหญ่บ้านโฮ่ง อนุมัติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2509 โดย นายศักดิ์ ไทยวัฒน์ อธิบดีกรมที่ดิน (ในสมัยนั้น) ระยะเวลาดำเนินการ ปี 2509 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรประมาณ 300 ครอบครัว เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ ปี 2510 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรประมาณ 300 ครอบครัว เนื้อที่ประมาณ 3,000 ไร่ ปี 2511 จัดสรรที่ดินให้ราษฎรประมาณ 300 ครอบครัว เนื้อที่ประมาณ 4,000 ไร่ รวม 3 ปี จัดสรรที่ดินให้ราษฎรประมาณ 1,000 ครอบครัว เนื้อที่ประมาณ 10,000 ไร่ (เฉลี่ยครอบครัวละประมาณ 10 ไร่)

เสร็จแล้วกรมที่ดินได้มอบหมายให้จังหวัดและอำเภอท้องที่ดำเนินการปกครองทำนุบำรุงที่ดินจัดสรรแปลงนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการส่วนภูมิภาค และกรมที่ดินจะได้เคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่กับเครื่องทุ่นแรงต่างๆ ไปดำเนินการจัดที่ดินผืนใหญ่แห่งอื่นต่อไป ผลการดำเนินการตั้งแต่ปี 2509 จนถึงปี 2527 ปรากฏว่า ได้มีการออกใบจองให้ราษฎรไปทั้งสิ้นจำนวน 1,391 ราย

แต่ปรากฏว่าเกิดความผิดพลาดในการจัดสรรแปลงที่ดิน และไม่สามารถตรวจสอบตำแหน่งที่ดินตามใบจองให้ถูกต้องได้ และก่อนที่จะมีการจัดที่ดินไม่ได้มีการสอบสวนสิทธิก่อน ทำให้ผู้ที่ได้รับใบจองที่ได้ครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้วไม่ตรงกับแปลงที่ได้รับใบจอง

ในที่สุดนำมาสู่การเพิกถอนและจำหน่ายใบจอง และสัญญาว่าจะมีการจัดสรรที่ดินใหม่ แต่เวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงปี 2533 ก็ยังไม่ได้มีการจัดสรรที่ดินให้แล้วเสร็จ จนกระทั่งมีราษฎรไปร้องเรียนต่อจังหวัดลำพูน จนนำมาสู่การจัดประชุมโดยนายทวี ชูทรัพย์ อธิบดีกรมที่ดินสมัยนั้น เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2533 และมีมติที่ประชุมว่า “พื้นที่ส่วนราษฎรครอบครองทำประโยชน์อยู่ให้แจ้งจังหวัดดำเนินการออกใบจองตามประมวลกฎหมายที่ดินต่อไป ส่วนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมที่จะทำเกษตรกรรมและไม่มีผู้ใดครอบครองทำประโยชน์ ก็ให้ดำเนินการสงวนหวงห้ามเพื่อประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยให้ดำเนินการตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ.2529)

ในขณะเดียวกันนั้นเอง กรมที่ดินได้มีการจัดทำโครงการเร่งรัดสำรวจที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากธนาคารโลก ในขณะที่ชาวบ้านยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการจัดสรรที่ดินจากโครงการของรัฐเมื่อปี พ.ศ. 2509 นั้น ปี พ.ศ. 2532 กลุ่มนายทุนก็ทราบข่าวว่าที่ดินบริเวณนี้จะมีการสำรวจเพื่ออกโฉนดที่ดิน
จากคำบอกเล่าของชาวบ้านบอกว่า นายทุนบางรายเข้ามาซื้อที่ดินเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อมีการทำสำรวจออกโฉนดที่ดินกลับแจ้งไปเกินกว่าที่ตนเองซื้อ บางรายซื้อที่ดินเพื่อนำมาทำโรงงาน นำมาทำรีสอร์ท แต่บางรายเมื่อได้โฉนดก็นำโฉนดเหล่านั้นไปกู้เงินแล้วก็ปล่อยที่ดินทิ้งร้างเอาไว้แล้วไม่เคยจ่ายเงินกู้อีกเลย
กว่าชาวบ้านจะรู้ก็สายเกินไปเสียแล้ว เมื่อที่ดินที่พวกเขาเคยใช้ประโยชน์มาเนิ่นนานกลับถูกนำไปออกเป็นโฉนดให้กับกลุ่มทุนนอกพื้นที่เสียแล้ว
เดือดร้อนไปถึงชาวบ้าน ได้มีการชุมนุมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าว จนกระทั่งมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานในการสอบสวนจนพบว่า มีการออกเอกสารโดยมิชอบกว่า 120 ไร่ แต่ก็ไม่มีการเพิกถอนสิทธิ์แต่อย่างใด
ปีเดียวกันนั้นเอง ชาวบ้านที่มีปัญหาไร้ที่ดินทำกินทนไม่ไหว เพราะเห็นว่าที่ดินดังกล่าวถูกปล่อยรกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์มาแล้วกว่า 10 ปี จึงได้เข้าไปจัดสรรที่ดิน โดยเบ่งให้คนในชุมชนคนละ 1.5 ไร่ ต่อครอบครัว จนวันเวลาล่วงเลยผ่านไป จากที่ดินรกร้างว่างเปล่าก็เกิดระบบชลประทาน มีสวนมะม่วง ลำไย จำนวนมาก และเมื่อเป็นเช่นนั้นเองทำให้เกิดการฟ้องร้องจากเจ้าของที่ดินเดิม
ผ่านเวลามาเป็น 10 ปี ศาลก็ได้มีคำสั่งตัดสินให้ จำเลยทั้ง 7 คนติดคุกอยู่ในเรือนจำลำพูนเป็นเวลา 1 ปี และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ความคิดเห็น