จับตา 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ศาลตัดสินคดีชุมชน “บ่อแก้ว”

จับตา 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ศาลตัดสินคดีชุมชน “บ่อแก้ว”

ในวันที่ 2 พฤษถาคม พ.ศ. 2560 จะเป็นวันที่ศาลฏีกาพิพากษาคดี องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ฟ้องร้องขับไล่ชาวบ้าน หลังจากที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้มีคำสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ วันพรุ่งนี้จึงเป็นวันที่ชี้ชะตาชีวิตของชาวบ้านผู้ที่ถูกพรากที่ดินทำกินออกไปจากพวกเขานับเป็นเวลากว่า 40 ปี ว่าพวกเขาจะมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างไร

และก่อนที่ทุกท่านจะตัดสินใจว่าใครเป็นคนผิดหรือถูกนั้น เราอยากจะขอเล่าเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนบ่อแก้วรวมไปถึงสาเหตุของการที่ชาวบ้านถูกดำเนินคดีกันเสียก่อน

ชุมชน “บ่อแก้ว” มาจากไหน

วันที่  17 กรกฎาคม 2552 ชาวบ้านกว่า 200 คน เข้าไปปักหลักในพื้นที่สวนป่าที่เป็นพื้นที่ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ใช้เพื่อปลูกป่ายูคาลิปตัส โดยที่รู้อยู่แก่ใจดีว่าการกระทำเช่นนี้ จะต้องนำไปสู่ความขัดแย้งกับหน่วยงานของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อะไรเป็นล่ะ ที่เป็นสาเหตุให้ชาวบ้านที่มีอาชีพเกษตรกรรม ไม่มีความรู้ ไม่มีเงินทองมากมายต้องทำเช่นนี้

จุดเริ่มต้น : จากประชาชนกลายเป็น “ผู้ถูกกดขี่”

ย้อนกลับไปประมาณ 40 ปีที่แล้ว บริเวณพื้นที่ ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ อันเป็นที่ตั้งชุมชน “บ่อแก้ว” ณ ปัจจุบันนี้ เป็นพื้นที่ที่มีชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินอยู่ในพื้นที่ มาแล้วเป็นเวลานาน จนกระทั่งปี พ.ศ. 2521 องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) เข้ามาขับไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ โดยต้องการนำพื้นที่ดังกล่าวไปทำเป็นสวนป่าเพื่อปลูกไม้ยูคาลิปตัส

แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะไล่ชาวบ้านที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นให้ออกไปจากพื้นที่เพราะชาวบ้านมีหลักฐานการถือครองที่ดินอย่างถูกกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนั้น ชาวบ้านจึงถูกใช้วิธีการต่างๆนาๆในการขับไล่ ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ การใช้ขบวนการยุติธรรมกลั่นแกล้งชาวบ้านสารพัด

ปราโมทย์ ผลภิญโญ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานได้เล่าเรื่องราวการถูกกลั่นแกล้งของชาวบ้านในเฟสบุ๊ค “บ้านไก่ชน มิตรภาพ” ได้อย่างน่าสนใจว่า

“รายสุดท้ายที่ต้องออกจากพื้นที่ในปี 2529 ถูกกลั่นแกล้ง โดยมีคนนำอาวุธสงครามไปฝังมาไว้ได้ถุนบ้าน จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าจับกุมในรุ่งเช้าวันต่อมา ในข้อหามีอาวุธสงครามร้ายแรงไว้ในครอบครอง กระทั่งมีการต่อสู้คดี และศาลยกฟ้องในที่สุด แต่พ่อหมดควายไป 7 ตัว กับภาระในการต่อสู้ครั้งนั้น”

แต่ความยุติธรรมที่ล่าช้าก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นความยุติธรรม เพราะเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ความขัดแย้งยุติลงด้วยการที่ชาวบ้านในชุมชนนับร้อยคน ต้องสูญเสียที่ดินทำกินของตนเอง บางคนกลายมาเป็นแรงงานรับจ้างเพราะไม่มีที่ดินทำกิน ครอบครัวแตกสลาย

การต่อสู้เพื่อขอที่ดินทำกินคืน

แต่การรวมตัวของผู้ที่ถูกขับไล่ออกจากที่ดินของตนเองยังคงเกิดขึ้นเสมอมา ในปี พ.ศ. 2547 ผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนามทับซ้อนที่ดินทำกินใน 5 ตำบล ของอำเภอคอนสาร ได้ร่วมกันจัดตั้ง “เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์ลุ่มน้ำเซิน และปี พ.ศ. 2549 ได้เข้าร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน

เสียงเรียกร้องของพวกเขา ทำให้เกิดกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีกลไกรัฐร่วมกับฝ่ายประชาชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงานระดับท้องถิ่น ผลปรากฏว่า ทุกกลไกดังกล่าวมีความเห็นตรงกันว่า “สวนป่าคอนสารปลูกสร้างทับที่ดินทำกินของประชาชน ให้ยกเลิกสวนป่าแล้วนำที่ดินมาจัดสรรแก่ผู้เดือดร้อนต่อไป”

แต่จนแล้วจนรอด เสียงเรียกร้องของพวกเขาก็ยังไม่ดังพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น

17 กรกฎาคม 2552 ประกาศจัดตั้งชุมชน “บ่อแก้ว”

ชาวบ้านรวมตัวกันเข้าพื้นที่ และประกาศจัดตั้งชุมชนบ่อแก้ว โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่ดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” และพัฒนาระบบการผลิตแบบ “เกษตรกรรมอินทรีย์” เพื่อสร้างความมั่นคงในการถือครองที่ดินและอาหารของเกษตรกร ที่สำคัญคือ ความพยายามของชาวบ้านที่จะเปรียบเทียบว่าระหว่างสวนยูคาลิปตัสกับการพัฒนาระบบการผลิตที่หลากหลายโดยพันธุกรรมท้องถิ่น รูปแบบไหนจะตอบคำถามในเชิงระบบนิเวศน์ เศรษฐกิจท้องถิ่น และการกระจายอำนาจมากกว่ากัน

และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เจ้าหน้าที่ ออป. ทำการฟ้องร้องเพื่อขับไล่ชาวบ้านที่เข้ามายึดคืนที่ดินทำกินของพวกเขาเอง

8 ปี ผ่านไป ชุมชน “บ่อแก้วเป็นอย่างไร”

ระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ผ่านมา ป่ายูคาลิปตัส ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ดำเนินการ ส่งผลให้ทรัพยากรที่ดินเสื่อมโทรมลงไปอย่างมาก แต่ชาวบ้านก็สามารถพลิกฟื้นผืนดินให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิมด้วยวิธีการของพวกเขาชุมชนบ่อแก้วได้พิสูจน์แล้วว่า ความคิดในการเข้ามาปักหลักยึดที่ดินทำกินนั้น ทำให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นจริง การจัดการที่ดินในรูปแบบ “โฉนดชุมชน” และ “การเกษตรอินทรีย์” ทำให้ชาวชุมชนบ่อแก้วสามารถรักษาที่ดินของพวกเขาเอาไว้ได้อย่างยั่งยืน

การเข้ายึดคืนพื้นที่อาจจะทำให้ใครหลายๆคนรู้สึกว่าพวกเป็นชาวบ้านหัวรุนแรง พูดไม่รู้เรื่อง ไม่เคารพกฎหมาย

แต่ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่หรือที่ควรเป็นที่ดินของพวกเขาโดยชอบธรรม แต่ถูกความไม่ชอบทำพรากเอาไปจากพวกเขา

และไม่ใช่เสียงร้องเรียกขอความยุติธรรมจากพวกเขาเหล่านี้หรือที่ถูกหน่วยงานรัฐเพิกเฉยมากว่า 30 ปี

วันพรุ่งนี้จึงเป็นวันที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเขาจะมีชะตาชีวิตเป็นอย่างไร

ความคิดเห็น