ชาวบ้านชุมชนน้ำแดง 8 คน ถูกจับโดยไม่มีหมายเรียก พร้อมถูกตั้งข้อหาซ่องโจร

ชาวบ้านชุมชนน้ำแดง 8 คน ถูกจับโดยไม่มีหมายเรียก พร้อมถูกตั้งข้อหาซ่องโจร

ตำรวจสุราษฎร์บุกจับชาวบ้านชุมชนน้ำแดง 8 คน ตั้งข้อหาซ่องโจร ไม่มีเงินประกันตัวถูกขังคุก 6 คน พีมูฟจี้รัฐบาลทำตามข้อตกลง-ยุติคดี ตั้งข้อสังเกตจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คาดว่าจะจับเพิ่ม

ตัวแทนสหพันธ์เกษตรกรกรภาคใต้ (สกต.) ซึ่งเป็นสมาชิกขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 60 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 22 เม.ย. 60 สมาชิก สกต. ในพื้นที่ชุมชนน้ำแดง ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมไป 8 คน และจะมีการจับกุมอีกเพิ่มเติม โดยไม่ได้มีหมายเรียกก่อนเข้ามาจับกุม

หลังจากจับกุมได้มีการแจ้งข้อหา 3 ข้อหา ได้แก่ 1.บุกรุก 2.ลักทรัพย์ 3.ซ่องโจร (อั้งยี่) โดยในวันแรกตั้งวงเงินประกันตัวข้อหาละ 90,000 บาท รวม 3 ข้อหาเป็นเงินคนละ 270,000 บาท หลังจากนั้นวันต่อมาได้เพิ่มวงเงินประกันตัวเป็นข้อหาละ 200,000 บาท รวม 3 ข้อหา เป็นเงินคนละ 600,000 บาท ชาวบ้านมีฐานะยากจน ไม่มีความสามารถหาเงินมาประกันตัว ศาลฝากขังที่เรือนจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 6 คน ได้แก่ 1.นายณรงค์ สิทธิกุล 2.นางนงเยาว์ กลับนุ้ย 3.นายไพโรจน์ กลับนุ้ย 4.นางวิไลวรรณ กลับนุ้ย 5.นายประกอบ อนุภัค 6.นายสมจิตร โอรส ส่วนผู้ถูกจับกุมอีก 2 คน ได้รับการประกันตัว โดยได้ยืมเงินของญาติมาเช่าหลักทรัพย์ ได้แก่ 1.นายอดิศร ศิริวัฒน์ และ 2.นายวิจิตร กรดนวล

“ตำรวจไม่ได้มีหมายเรียก เข้ามาจับกุมในชุมชนเลย เจ้าตัวไม่ได้รู้ล่วงหน้าว่าจะถูกจับ ต้องถูกขังคุก ไม่มีโอกาสยื่นขอประกันตัวจากกองทุนยุติธรรม เขามองชาวบ้านเป็นอะไร ทำผิดอะไรร้ายแรงหรือ เหตุการณ์นี้สร้างความหวาดกลัวให้ชาวบ้าน และวิตกกังวลว่าจะนำไปสู่การสลายชุมชนในอนาคต ทำไมชาวบ้านถูกคดี ถูกกล่าวหาว่าเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ทั้ง ๆ ที่เปิดเผยตัวมาโดยตลอด มีการเจรจา มีกลไกแก้ปัญหากับรัฐมาหลายชุด มีการดำเนินตามนโยบายรัฐมาโดยตลอด”

ชุมชนดังกล่าวเดิมเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ที่ชาวบ้านใช้ร่วมกัน ต่อมานายทุนสิงคโปร์ได้มากว้านซื้อที่ดิน และเปลี่ยนสภาพเป็นสวนปาล์มน้ำมัน มีการออกเอกสารสิทธิบางส่วน หลังจากนั้น พ.ศ.2531 บริษัทประสบปัญหาล้มละลาย กลายเป็นที่ดิน NPL และทิ้งร้างไป ต่อมา พ.ศ.2551 เกษตรกรไร้ที่ดินได้รวมกลุ่มกันเข้าไปใช้ประโยชน์ เปลี่ยนจากสวนปาล์มทิ้งร้างเป็นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยเป็นสมาชิกของ สกต. และพีมูฟ

นายประยงค์ ดอกลำใย ที่ปรึกษาขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) กล่าวว่า พีมูฟมีข้อตกลงกับรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มาประชุมกับพีมูฟ เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 60 มีข้อตกลงว่าจะมีการสั่งการให้ชะลอการดำเนินการที่สร้างผลกระทบไว้ก่อน แต่ตำรวจสุราษฎร์ธานี ตำรวจภูธรภาค 8 กลับนำหมายจับไปจับกุมสมาชิกสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ถือว่าเป็นการละเมิดข้อตกลง นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้มีการตรวจสอบเอกสารสิทธิบางส่วนในพื้นที่ พบว่ามีข้อสงสัยหลายประการ อาจมีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ

“ตำรวจไม่ได้ออกหมายเรียกสมาชิก 8 คน ไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาก่อนจับกุม ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังจากจับกุมแล้วได้แจ้งข้อกล่าวหาอั้งยี่ ซึ่งมีโทษรุนแรง ทั้งที่ชุมชนน้ำแดงมีการตั้งถิ่นฐานอยู่ในพื้นที่มาตั้งแต่ พ.ศ.2551 โดยสงบ เปิดเผย ไม่ได้มีการใช้กำลังคุกคามใคร และตั้งข้อสังเกตว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อกลั่นแกล้งให้สมาชิกรับโทษรุนแรง ปิดโอกาสประกันตัวต่อสู้คดี” นายประยงค์ กล่าว

ที่ปรึกษาพีมูฟ กล่าวว่า พีมูฟขอเรียกร้องให้ รมต.ออมสิน ที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล สั่งการให้ตำรวจภูธรภาค 8 ตำรวจสุราษฎร์ธานี ยุติการดำเนินคดีกับสมาชิกพีมูฟโดยทันที และขอให้มีการสั่งการให้กองทุนยุติธรรมอนุมัติกองทุนเพื่อประกันตัวผู้ที่ถูกจับกุมทั้งหมดให้ได้มีโอกาสต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป


ความเป็นมา

ชุมชนน้ำแดงพัฒนา ตั้งอยู่ ม.9 ต.คลองน้อย อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เดิมเป็นที่สาธารณะประโยชน์ ที่ชาวบ้านใช้ปลูกข้าวไร่ และเลี้ยงสัตว์ร่วมกัน 4 หมู่บ้าน

ต่อมา พ.ศ.2520 ได้มีนายทุนชาวสิงคโปร์ร่วมกับกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่นกว้านซื้อที่ดินจากชาวบ้านในราคาถูกเพียงไร่ละ 100-200 บาท มีการเปลี่ยนสภาพเป็นสวนปาล์ม จำนวน 2,545 ไร่ โดยมีการออกเอกสารสิทธิบางส่วน และจดทะเบียนในนาม บริษัทสากลทรัพยากร จำกัด

พ.ศ.2531 บริษัทสากลทรัพยากร จำกัด ประสบปัญหาภาวะหนี้สิน จนถูกฟ้องล้มละลาย กลายเป็นที่ดิน NPL ถูกปล่อยทิ้งร้าง

พ.ศ.2551 เกษตรกรไร้ที่ดินได้รวมกลุ่มกันเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เปลี่ยนจากสวนปาล์มทิ้งร้างเป็นที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของคนจน โดยเป็นสมาชิกของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ)

พ.ศ. 2552 สกต. ได้มีการร้องเรียนให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าว ผลการตรวจสอบที่ดินส่วนหนึ่งพบว่ามีการออกเอกสารสิทธิที่ดินมิชอบ ไม่ได้มีร่องรอยการใช้ประโยชน์ในที่ดินในช่วงปี พ.ศ.2497-2505 แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีที่ดินที่ถูกทิ้งร้าง และที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจำนวนมาก โดยใน พ.ศ.2546 ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐเปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดินในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน พบว่ารัฐเปิดให้บริษัทเอกชนทั้งไทยและต่างชาติ เช่าที่ดินกว่า 200,000 ไร่ ในพื้นที่ป่าสงวน ฯ โดยใน พ.ศ.2546 มีพื้นที่หมดสัญญาเช่าประมาณ 70,000 ไร่ ในขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากไร้ที่ดินทำกิน

แม้รัฐบาลมีมติ ค.ร.ม. วันที่ 26 ส.ค. 46 ให้เร่งรัดสำรวจพื้นที่ทั้งที่หมดอายุและยังไม่หมดอายุการอนุญาต และนำมาจัดระเบียบการอนุญาตได้เข้าไปใช้ประโยชน์ โดยจะพิจารณาให้กับราษฎรผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง แต่การดำเนินการแก้ไขปัญหาล่าช้า ส่งผลให้ไม่มีการนำที่ดินหมดสัญญาเช่า และที่ดินที่ถูกทิ้งร้างมาจัดสรรให้คนจน

ความคิดเห็น