ร่วมคารวาลัย ปู่คออี้ มีมิ : การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณียังไม่สิ้นสุด ปู่คออี้ยังไม่ได้กลับบ้าน

ร่วมคารวาลัย ปู่คออี้ มีมิ
: การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณียังไม่สิ้นสุด ปู่คออี้ยังไม่ได้กลับบ้าน
ทางเพจ Land watch เคยได้เผยแพร่เนื้อหาชวนคิดเกี่ยวกับชีวิตของปู่คออี้กับข้อเท็จจริงประวัติศาสตร์การเมืองของป่าไม้และที่ดินของประเทศไทย เนื่องในวาระที่ปู่คออี้ได้กลับคืนสู่ธรรมชาติในวันนี้ ทางเพจ Land watch จึงขอนำเนื้อหาดังกล่าวมาเผยแพร่สู่สังคมไทยจะได้ตระหนักถึงเรื่องราวความอยุติธรรม การต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนในวิถีชีวิตวัฒนธรรมประเพณี เพื่อคารวาลัยแก่ปู่ คออี้ มิมี ณ โอกาสนี้
ปู่คออี้ มีมิเป็นชาวกระเหรี่ยงอยู่ในป่าแก่งกระจานอายุ 107 ปี(ถึงแก่กรรม) แกก็ต้องเกิดประมาณปี พ.ศ. 2454 รัตนโกสินทร์ศก 129 ตรงกับปีคริสต์ศักราช 1911 เป็นปีปกติสุรทินที่วันแรกเป็นวันอาทิตย์ ตามปฏิทินเกรกอเรียน (ตามการนับศักราชแบบเดิม พ.ศ. 2454 เริ่มต้นในวันที่ 1 เมษายน) ประเทศสยามมีพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นกษัตริย์ (23 ตุลาคม พ.ศ. 2453–26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468) เป็นปีที่มีการเฉลิมฉลองวันสตรีสากล จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก
ส่วนในไทย มีการสถาปนากรมศิลปากร มีการสถาปนากองเสือป่า เป็นหนึ่งปีก่อนเหตุการณ์กบฎ ร.ศ 130(ข้อมูลจากwikipedia)
ถ้ามองย้อนไปดูเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า ปีที่ปู่คออี้เกิดก็มีเหตุการณ์สำคัญเช่นกัน บริษัทหลุยส์ โทมัส เลียวโนเวนส์ ได้เข้าร่วมกับบริษัท Denny, Mott & Dickson จากประเทศอังกฤษจัดตั้งโรงเลื่อย ท่าเรือ รถยก และ โกดังสินค้าริมน้ำที่กรุงเทพฯ ภายใต้ชื่อบริษัทหลุยส์ ตี เลียวโนเวนส์ จำกัด แน่นอนว่าโรงเลื่อยนี้คงใช้ตัดไม้ที่สัมปทานมาจากป่าทางภาคเหนือของไทย เพราะก่อนหน้านั้นนาย หลุยส์ โทมัส กุนนิส เลียวโนเวนส์ คนนี้แหละครับที่ทำงานในบริษัทบอร์เนียว ทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลการบุกเบิกกิจการป่าไม้สักในภาคเหนือของสยามจากนั้นก็ลาออกจากบริษัทบอร์เนียว มาทำสัมปทานไม้เอง โดยหลุยส์ ร่วมกับ บริษัทบอมเบย์เบอร์มา เทรดดิ้ง ในการจัดการสัมปทานไม้สัก
แหม่!!! ตอนนั้นสัปทานป่าแก่งกระจานมีแล้วยังก็ไม่อาจทราบได้ แต่ที่แน่ๆป่าไม้คงลดลงจากการให้สัมปทานของรัฐสยามสมัยนั้นไปอักโข ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ไปไล่เผาบ้านนายหลุยส์เจ้าของบริษัททำไม้นะครับตอนนั้น
ประมวลกฎหมายที่ดินปี พ.ศ.2497 43 ปี
ปู่คออี้อายุ 50 ปี ตอนที่พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ซึ่งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่อุทยานประกาศใช้
และแกก็อายุ 70 ปี ตอนที่มีราชกิจจานุเบกษา เล่ม 98 ตอนที่ 92 ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2524 ประกาศให้มีอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน
ในช่วงท้ายของชีวิตปู่คออี้ต้องเผชิญกับการขับไล่จากบ้านเกิดและที่ดินทำกิน วันที่ 5-9 พ.ค. 2554 เจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯ ได้เข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือน ทรัพย์สินของปู่คออี้ และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงบริเวณ ต.ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กว่า 20 ครอบครัว จนได้รับความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน โดยมีบ้านพักอาศัย และยุ้งฉางถูกเผาไปกว่า 100 หลังคาเรือน ตามโครงการขยายผลการอพยพ ผลักดัน จับกุมชนกลุ่มน้อยที่บุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ตามแนวชายแดนไทยพม่า ทั้งที่ปู่คออี้และชาวกะเหรี่ยงทั้งหมดในพื้นที่ได้ตั้งรกรากบนพื้นที่บริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบางกลอย ที่บ้านบางกลอยบน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน มาเป็นระยะเวลากว่า 100 ปี หลายชั่วอายุคน
ซึ่งล่าสุดเมื่อเมื่อ วันที่ 12 มิถุนายน 2561 ศาลปกครองสูงสุดอ่านคำตัดสินคดีหมายเลขดำที่ ส.58/2555 ระหว่างนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก 6 คน (ผู้ฟ้องคดี) กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย โดย นายโคอิ กับพวกรวม 6 คน ฟ้องว่ากรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ 1 กับพวก 2 คน เผาทำลายทรัพย์สิน ยุ้งฉางข้าว ของผู้ฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่า เป็นการกระทำที่ขัดต่อพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง ชดใช้ค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดแก่ผู้ฟ้องคดี
“ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้กรมอุทยานแห่งชาติฯชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีที่ 1,2,3 และ6 เป็นเงิน 51,407 บาทต่อราย ผู้ฟ้องคดีที่ 4 เป็นเงิน 45,302 บาท และผู้ฟ้องคดีที่ 5 เป็นเงิน 50,807 บาท ทั้งนี้หากผู้ฟ้องคดีรายใดได้รับค่าสินไหมทดแทนสำหรับสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินกรณีนี้ไปแล้ว ให้หักออกจากค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษานี้ ทั้งนี้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ส่วนอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีทั้งหกที่ขอให้กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนมีคำสั่งทางปกครองของเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ นั้นศาลเห็นว่าเมื่อผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเนื่องจากที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้ฟ้องคดีไม่มีหนังสือสำคัญแสดงสิทธิในที่ดินหรือหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตจากทางราชการให้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 กลับคืนสู่สภาพเดิมโดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้”
เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจที่ชีวิตหนึ่งที่ปรารถนาจะกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลายของตนในถิ่นเกิดของตนเองแต่ทำไม่ได้ เพราะกฎหมายที่เขียนขึ้นและประกาศใช้หลังการเกิดของชีวิตนั้น การจัดการทรัพยากรของโดยรัฐที่ละเลย ศักดิ์ศรี คุณค่าและวิถีชีวิตของชาติพันธุ์นั้นเป็นเรื่องที่ล้าหลังอย่างน่าละอาย หนึ่งชีวิตของปู่คออี้ที่เพิ่งกลับคืนสู่ธรรมชาติเหมือนหนึ่งสัญลักษณ์ที่คอยย้ำเตือนสังคมไทยว่า “การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในการจัดการทรัพยากรยังไม่สิ้นสุด เพราะปู่คออี้ไม่ได้กลับคืนสู่ผืนดินบนแผ่นดินที่แกถือกำเนิดขึ้นอย่างที่แกตั้งใจ”

Related Posts