งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 6 ไร่หมุนเวียน ป่า และความหลากหลายแห่งพืชพันธุ์

งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 6 ไร่หมุนเวียน ป่า และความหลากหลายแห่งพืชพันธุ์

“ในความคิดของคนกะเหรี่ยงไร่กับป่าจะอยู่ด้วยกัน ไม่ได้แยกกันอยู่ พื้นที่ที่เหมาะสมทำไร่จะเป็นป่าไผ่ ไม่ใช่ป่าต้นน้ำ ป่าที่เหมาะสมกับการทำไร่ คือ ป่าไผ่ แต่ความจริงสมัยก่อนก็ไม่ได้แบ่ง ป่าไผ่นั้นต้องเป็นป่าโปร่ง เมื่อก่อนเราอยู่กันน้อย เราไปฟันป่าไผ่ที่อายุเยอะ สมัยก่อนที่ยังไม่มีป่าไม้มาห้าม เราผ่านไปเห็นว่าป่าไผ่นี้เหมาะ ปลูกข้าวงาม ก็จะไปถาง แต่จะมีกำหนดแนวเขตแต่ละหมู่บ้าน”

ชาวบ้านกองม่องทะ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๖

ชาวกะเหรี่ยงมองระบบไร่หมุนเวียนว่ามีส่วนในการสร้างความสมดุลของระบบนิเวศป่า ไร่หมุนเวียนไม่ได้ทำลายป่า ตรงกันข้ามการทำไร่หมุนเวียนช่วยรักษาผืนป่าให้คงอยู่ ป่าที่เหลืออยู่ในปัจจุบันมักเป็นที่ตั้งของชุมชนกะเหรี่ยง ป่าที่ผ่านการทำไร่จะกลายเป็นไร่ซาก/ไร่เหล่าซึ่งสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นป่าอีกครั้งหนึ่ง หากปล่อยไว้ยาวนาน การทำไร่ซ้ำที่เดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่างหากที่เป็นสาเหตุการทำลายป่าอย่างถาวร ดินตรงนี้มีแต่เสื่อมความอุดมสมบูรณ์ลงเรื่อยๆ และป่าก็ไม่อาจฟื้นตัวกลับมาได้อีก

ในระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงนั้น จำแนกความหมายของไร่ข้าว ไร่ซาก/ไร่เหล่า และป่าออกจากกัน โดยจะมีคำเรียกไร่ข้าวที่ถาง ปลูก และเก็บเกี่ยวในปีนั้น และคำเรียกไร่ซาก/ไร่เหล่าแตกต่างจากป่า ทั้งยังมีคำเรียกไร่ซาก/ไร่เหล่าในแต่ละช่วงอายุการฟื้นตัวของลูกไม้และต้นไม้  เมื่อทิ้งไว้จนสภาพป่าฟื้นตัวในช่วงเวลาที่เหมาะสม จึงจะหมุนกลับมาปลูกข้าวอีกครั้งหนึ่ง พื้นที่ที่ทำไร่หมุนเวียนจะเลือกที่เป็นป่าไผ่ไม่ใช่ป่าดงดิบ เพราะไม้ไผ่อายุสั้นเติบโตเร็ว บรรพบุรุษชาวกะเหรี่ยงจึงสอนให้เลือกทำไร่ในพื้นที่ที่เป็นป่าไผ่ ห้ามทำไร่ในพื้นที่ที่จะทำลายธรรมชาติ และให้ทำแต่พอประมาณให้พอกินของครอบครัวเท่านั้น

อุดมการณ์คำสอนของบรรพบุรุษคนกะเหรี่ยง ยังรวมถึงการเก็บรักษาและสืบทอดพันธุ์ข้าวและพืชพันธุ์อาหารดั้งเดิม การทำไร่หมุนเวียนต้องเพาะปลูกพืชพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งข้าวเจ้า ข้าวเหนียว และพืชผักหลากหลายชนิดในไร่ข้าวที่เพาะปลูกกันมาแต่บรรพบุรุษ

.๑ ไร่ข้าว ไร่ซาก/ไร่เหล่า และป่า

          “คำว่าเหม่ยละ หรือ ป่าไม้ สำหรับชาวกะเหรี่ยงหมายถึง ระบบนิเวศทั้งระบบ ไม่ใช่ป่าไม้แบบใดแบบหนึ่ง เราเคยเถียงกับป่าไม้ว่า เราเผาไร่ ไม่ใช่เผาป่า ที่ไร่ของเราก็ไม่ใช่ป่า กะเหรี่ยงทำไร่ในพื้นที่ป่าฟื้นตัวดี (คึ้ย หรือ ไร่ซาก) ป่าไม้มองว่าไร่ซากเป็นป่า แต่สำหรับคนกะเหรี่ยง ไร่ซากที่เหมาะสมกับการทำไร่คือสภาพป่าที่ฟื้นตัวดีแล้ว”

ผู้บื่อ ผู้เฒ่าผู้แก่ อายุ ๙๐ ปี บ้านจะแก

  • จะกอร์ หรือ ปกาเกอะญอ

กะเหรี่ยงจะกอร์ หรือ ปกาเกอะญอ เรียกไร่ข้าวว่า “คึ” และเรียกไร่เหล่าว่า “ฉึ่ย” (งานเขียนบางชิ้นสะกดเสียงเป็น “ฉกี่” ซึ่งหมายถึงไร่ซากเช่นเดียวกัน) ขณะที่เรียกพื้นที่ป่าไม้ว่า “ปก่า”

        “คึ” หมายถึง พื้นที่ทำไร่ที่ทำในปีปัจจุบัน หรือพื้นที่ปลูกข้าวไร่ที่ถาง เผา ปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวในปีนั้นๆ ในระบบการทำไร่หมุนเวียนประเพณีดั้งเดิมที่ปลูกข้าวไร่เป็นพืชหลักผสมผสานกับพืชผักพันธุ์ดั้งเดิม

        “ฉึ่ย” หมายถึง พื้นที่ไร่เหล่าที่ปล่อยทิ้งไว้[1] ถือว่าเป็นพื้นที่ที่เคยทำกิน ไม่ใช่พื้นที่ป่า ซึ่งชาวบ้านได้แบ่งพื้นที่ไร่เหล่าหลายประเภท และมีคำเรียกไปตามช่วงเวลาต่างๆ แบ่งออกเป็น ๖ ระยะ ตามสภาพการฟื้นตัวของต้นไม้ในไร่ซาก/ไร่เหล่า ดังนี้

๑) “ฉกี่เล้อปวึ่”  ไร่เหล่าพักฟื้น ๑ ปี คือไร่เหล่าที่ถูกปล่อยทิ้งไว้ ๑ ปี ไร่เหล่าหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จยังมีพืชอีกหลายชนิดให้สามารถเก็บกินได้อีกมากมาย เช่น  เผือก มัน กระเพรา ฟักเขียว เป็นต้น  ในระยะนี้จะมีการเข้าไปเก็บเกี่ยวผลผลิตต่างๆ เหล่านี้ ไว้บริโภคยามแล้ง

๒) “ฉกี่วา” ไร่เหล่าพักฟื้น ๒ ปี หรือไร่เหล่าขาว ที่เรียกเช่นนี้เพราะว่าในระยะนี้จะมีต้นหนาดหรือต้นสาบเสือขึ้นเต็มและจะออกดอกสีขาวๆ ให้เห็นเต็มไปหมด ซึ่งคำเรียกชื่อนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความหลายทางชีวภาพอย่างชัดเจน ไร่เหล่าปีนี้ยังมีพืชอีกหลายชนิดที่สามารถเก็บกินได้ เช่น พริก มะเขือ พร้อมกับมีสัตว์ป่าขนาดเล็กเข้ามาอาศัยและหากินพืชผักที่ยังเหลืออยู่ในไร่ เช่น นกกระทา นกกระจาบ และหนู

๓) “ฉกี่เบาะปู” ไร่เหล่าอ่อน พักฟื้น ๓ ปี ตอไม้จะแตกขึ้นมาแล้ว ถ้าเป็นป่าที่มีต้นไผ่เป็นไม้เด่นจะเห็นกอไผ่แตกกอขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไม่มีต้นสาบเสือให้เห็นอีกแล้วเพราะยอดไม้ไผ่ขึ้นมาแทนที่ และในระยะนี้จะไม่พบว่าเกิดไฟป่าเข้าเผาไหม้จึงทำให้ต้นไม้มีโอกาสฟื้นตัวและเวลาเติบโตได้ดี ระยะนี้จะมีสัตว์ป่าอย่าง เก้ง กวาง เข้ามาหาอาศัยและหาอาหาร

ไร่เหล่าในระยะนี้ยังมีพืชที่สามารถเก็บกินในไร่ได้อีก เช่น มะละกอ กล้วย และมีสัตว์ป่าบางชนิดเข้ามาอาศัยและหาอาหาร เช่น หมูป่า เก้ง กวาง เป็นต้น ในช่วงนี้นี่เองที่ไร่เหล่าอ่อนนี้ได้กลายเป็นสถานที่ขยายพันธุ์สัตว์ป่าอย่างดี เป็นสถานที่เพื่อความอยู่รอดกับสัตว์ทั้งหลาย ควบคู่กับอาหาร ควบคู่กับคนด้วย

๔) “ดู ลุ ถ่อ” ไร่เหล่าพักฟื้นอายุ ๔ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพป่าของแต่ละพื้นที่ ไร่เหล่าช่วงนี้ ต้นไม้ต้นไผ่จะเท่าท่อนแขนท่อนขา ใต้ต้นไม้ ต้นไผ่ เริ่มโล่งพอเดินผ่านไปได้ เพราะเงาไม้เงาไผ่บดบังพวกหญ้าตายหมดแล้ว และเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่า

๕) “ดูเยาะโปล่” ไร่เหล่าพักฟื้น อายุ ๕-๖ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพป่าของแต่ละพื้นที่ ไร่เหล่าระยะนี้ต้นไม้โตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้บางชนิดได้อายุออกดอกออกผล เช่น มะขามป้อม ใต้ต้นไม้ต้นไผ่โล่งเตียน สามารถเดินผ่านได้สบาย และสัตว์ป่าจะไม่อยู่เพราะพื้นป่าโล่งขึ้น แต่อาจเข้ามาหาลูกไม้กินตอนกลางคืน

๖) “ดูละปู” ไร่เหล่าแก่ อายุพักฟื้น ๗-๘ ปี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ขึ้นกับสภาพป่าของแต่ละพื้นที่ ไร่เหล่าระยะนี้เหมาะแก่การทำไร่หมุนเวียนมากที่สุด คือป่าที่เป็นหนุ่มสาวพร้อมแต่งงานแล้ว ขนาดของต้นไม้ก็จะเท่าต้นแขน ต้นขา เปรียบได้กับคนวัยหนุ่มสาวที่กำลังเจริญเติบโต ต้นไม้หลายชนิดเหล่านี้ได้ออกดอก ออกผล ให้เก็บกินได้แล้ว อีกทั้งต้นหญ้าชนิดต่างๆ ได้เน่าเปื่อยผุพังกลายเป็นดินหมดแล้ว จะเห็นว่าไร่เหล่าช่วงนี้ดินจะมีความอุดมสมบูรณ์มาก  ต้นไม้ที่ฟื้นตัวมีหลากหลายมากมายหลายชนิดแล้วแต่ประเภทของป่า เช่น บ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วย และหินลาดในพบพรรณไม้ประเภทป่าดิบเขา เช่น ไม้ก่อ (เซสา) ไม้ป๋อ (เป๊อะด๊ะ), ไม้ดงดำ (เประเส่ซูคล่าตะลือซะ) มะขามป้อม และไม้อื่นๆ ซึ่งเป็นพรรณไม้ในป่าดิบเขาซึ่งจะพบบนภูเขาที่มีระดับความสูงประมาณ ๑๐๐๐–๑๙๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง

        “ปก่า” หมายถึงพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งรวมทั้งพื้นที่ป่าที่ไม่เคยผ่านการทำไร่มาก่อน หรือพื้นที่ไร่เหล่าที่ปล่อยให้ฟื้นตัวยาวนานเลยจากไร่เหล่าแก่ ซึ่งสภาพป่าเติบโตเป็นไม้ขนาดใหญ่

 

 

  • โพล่ว

กะเหรี่ยงโพล่วที่ทุ่งใหญ่เรียกไร่ข้าวว่า “เคว่อะ” และเรียกไร่ซากว่า “คึ้ย” ขณะที่เรียกพื้นที่ป่าไม้ว่า “เหม่ยละ”

        “เคว่อะ” หมายถึง พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนในปีปัจจุบัน การทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิม ต้องปลูกข้าวไร่ และพืชผักพันธุ์พื้นบ้านดั้งเดิมเป้าหมายเพื่อให้มีข้าวกินทั้งปีเท่านั้นและไม่ได้มีความคิดที่จะเพาะปลูกเพื่อขายเป็นรายได้ถือเป็นการทำไร่สืบทอดตามวัฒนธรรมประเพณีของคนกะเหรี่ยง

ในพื้นที่บ้านกองม่องทะมีรูปแบบการทำไร่หมุนเวียนทั้งแบบประเพณีดั้งเดิม หรือ “เคว่อะ” ซึ่งจะอยู่ในโซนพื้นที่ทางวัฒนธรรม และเรียกการทำไร่หรือปลูกพืชเศรษฐกิจด้วยคำที่แตกต่างออกไป เช่น ทำไร่มันสำปะหลัง จะเรียกว่า “บ่อก่อไก้”  ขณะที่บ้านเกาะสะเดิ่งยังไม่มีรูปแบบการเพาะปลูกแบบพืชเศรษฐกิจอย่างบ้านกองม่องทะ

        “คึ๊ย” หมายถึง พื้นที่ไร่ซากที่ปล่อยทิ้งไว้ หลังฟาดข้าวเสร็จ เอาข้าวขึ้นยุ้งฉางเสร็จแล้ว พื้นที่นั้นจะกลายเป็น “คึ๊ย” ซึ่งจะยังคงมียุ้งฉาง ดอกไม้ประดับแม่โพสพ พริก หรือพืชผลที่ยังสามารถเก็บกินได้อยู่ ใครจะมาเก็บต้องขอจากเจ้าก่อน เมื่อครบรอบปีทำไร่ใหม่ เลือกพื้นที่ได้แล้ว เผาไร่ผืนใหม่แล้ว ก็ยังสามารถมาเก็บพืชผลที่ยังเหลืออยู่ได้อีกจนกว่าจะหมด และความเป็นเจ้าของจะสิ้นสุดลงเมื่อเลิกเก็บพืชผลในไร่แล้ว อายุของไร่ซาก แบ่งคร่าวๆ เป็น ไร่ซากอ่อน “คึ๊ยบ้อง” เมื่อตอไม้ที่หลงเหนือในไร่จะเริ่มแตก ลูกไม้โตขึ้น กลายเป็นไร่ซากอ่อน อายุ ๒-๓ ปี และ ไร่ซากแก่ “คึ๊ยซา” หลังจากผ่านไป ๔-๕ ปี ไผ่และลูกไม้โตเป็นไม้ใหญ่ กลายเป็นป่าหนุ่ม จนกระทั่งกลายสภาพเป็นไร่ซากแก่อายุ ๑๐-๑๕ ปี ถือว่าไร่ซากฟื้นตัวเต็มที่เหมาะแก่หมุนกลับมาทำไร่หมุนเวียนอีกครั้ง แต่ถ้าหากทิ้งไว้นาน ๒๐-๓๐ ปีพื้นที่ดังกล่าวจะกลายเป็นป่าที่เรียกว่า “เหม่ยละ” ซึ่งชาวบ้านจะไม่เข้าไปถางทำไร่หมุนเวียน

ลักษณะการฟื้นตัวของไร่ซากในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่ในระยะ ๗ ปี ซึ่งสภาพป่าจะโปร่งพอที่จะถางทำไร่ข้าวได้แล้ว ดังนี้

ไร่ซากปีที่ ๑ ยังมีตอข้าวอยู่ มีพริก มีถั่วประเภทเถา พืชหัว เช่น เผือก

ไร่ซากปีที่ ๒ ยังมีต้นมะเขืออยู่ ยาสูบ หญ้าเสือหมอบเริ่มขึ้น ไม้ที่ถูกตัดในระหว่างการทำไร่เริ่มแตกแขนงโตขึ้น

ไร่ซากปีที่ ๓ หญ้าและต้นเสือหมอบจะขึ้นเต็ม ไม้เนื้ออ่อนเริ่มโตขึ้นมาแซม เช่น ต้นเปล้า ยังคงโตขึ้นบังต้นอ่อนของสะเดาดง กระดังงาป่า ส่วนไม้ที่ถูกตัดในระหว่างการทำไร่บางต้นโตขึ้น โดยแตกกิ่งจากโคนต้น ไผ่เริ่มโตขึ้นเป็นลำเล็กๆ

ไร่ซากปีที่ ๔ ต้นเปล้าจะเริ่มเป็นพุ่มคลุมพื้นที่ หญ้าเสือหมอบที่ขึ้นเต็มพื้นที่ก็ลดลง ไม้ต่างๆ ที่แตกขึ้นเมื่อปีที่แล้วเติบโตสูงขึ้น ไผ่เริ่มแตกกอหนาขึ้น

ไร่ซากปีที่ ๕ ไม้ที่โตขึ้น ทำให้พื้นดินเริ่มโปร่งขึ้น หญ้าต่างๆ ที่ขึ้นปกคลุมผืนดินเริ่มลดลงเหลือน้อยมาก

ไร่ซากปีที่ ๖ พื้นดินจะโปร่งขึ้นมาก ไม้พวกต้นเปล้าเริ่มถูกคลุมด้วยไม้ใหญ่และลดจำนวนลง ไผ่ กระดังงาป่า สะเดาดง เติบโตสูงขึ้น เศษไม้ ใบไม้ใบหญ้าตายและเน่าเปื่อยผุพัง เพราะถูกปกคลุมด้วยเงาของไม้ใหญ่

ไร่ซากปีที่ ๗ พื้นดินโปร่งสะอาดตา เรียวไผ่ที่เคยเกะกะระดับสายตาจะหายไป สามารถเดินผ่านได้สบาย เช่นเดียวกับกิ่งไม้อื่นๆ จะเห็นแต่ต้นไม้ที่สูงชะลูด มะเดื่อดินก็จะเริ่มออกลูก ตอไม้ที่ถูกตัดตั้งแต่เริ่มฟันไร่ผุไปตามกาลเวลา แต่ยังทิ้งร่องรอยของการผ่านการทำไร่ให้เห็น เช่น ต้นไม้พวกปอ ขี้อ้าย ที่แตกจากโคนตอกลายเป็นต้นขึ้น ๒ หรือ ๓ ต้น เบียดแทนตอเก่าที่ผุไป

แม้ว่าไร่ซากปีที่ ๗ ไม้จะฟื้นสภาพเป็นป่าโปร่งแล้ว แต่ยังไม่ถือว่าป่าแก่เต็มที่ แต่ก็พอทำไร่ได้ แต่ไม่ถือว่าดี เพราะดินยังฟื้นไม่เต็มที่ ข้าวจึงไม่งามเท่าป่าแก่ ไร่ซากที่แก่เต็มที่สำหรับในพื้นที่ทุ่งใหญ่นี้ต้องมีอายุ ๑๐ ปีขึ้นไป ถึงจะเป็นไร่ซากแก่ที่เหมาะสมกับการทำไร่

        “เหม่ยละ” หมายถึงพื้นที่ป่าไม้ ซึ่งมีทั้งพื้นที่ป่าธรรมชาติที่ไม่เคยมีการถางทำไร่ รวมถึงไร่ซากที่ปล่อยให้ฟื้นตัวยาวนานจนไม้เติบโตมีขนาดใหญ่

.๒ ไร่หมุนเวียนกับความสมดุลของป่าและระบบนิเวศ

          “จำเป็นที่สุดคือต้นน้ำลำธาร ใกล้ต้นน้ำธารหรือห้วย ไม่ให้เข้าไปทำ ถ้าเข้าไปทำแล้วเสียต้นน้ำลำธาร และทำพอประมาณ ถ้าครอบครัวหนึ่งพอประมาณกี่ปี๊บให้ทำแค่นั้น ไม่เกินไม่ขาด และไม่ควรทำรวมกันหลาย ๆ ครอบครัว เพราะจะทำให้พื้นที่ป่าเสียหาย เกิดความแห้งแล้ง ไม่เป็นผลดีต่อธรรมชาติ… ถ้าไม่มีน้ำไม่มีป่า เราก็อยู่ไม่ได้ต้องอาศัยพึ่งพากัน อย่างไม้ไผ่มีอายุสั้นและขึ้นเร็ว ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ป่าดิบต้นไม้มีการสร้างตัวช้า กว่าจะโตขึ้นมาได้ต้องใช้เวลานาน นานกว่าไม้ไผ่ เราต้องดูพื้นที่ เลือกพื้นที่ให้เป็น ส่วนไหนเป็นป่าแก่ ป่าดิบ ส่วนไหนมีไม้ไผ่เยอะ เราต้องแยกแยะป่าให้ถูก ถ้าแยกแยะป่าไม่ถูก ต่างคนต่างเอาแต่ใจตัวเอง ไม่คิดถึงธรรมชาติ มันก็จะไม่ดี”

ชาวกะเหรี่ยงโพล่วทุ่งใหญ่นเรศวร

          “ไร่หมุนเวียนช่วยรักษาสภาพแวดล้อม รักษาป่า รักษาน้ำให้กับคนไทยทุกคน ถ้าเราทำไร่หมุนเวียน สัตว์ป่าก็ได้มีที่อาศัยอยู่ เราทำไร่ตรงนี้ พอกลับเป็นไร่ซากสัตว์ป่าก็มาอาศัย ถึงมีการอนุรักษ์ป่าก็จริง แต่พอไม่มีไร่หมุนเวียน ไม่เห็นรอยเก้ง รอยเม่นแล้ว เพราะมันไม่มีที่อยู่อาศัย เพราะไร่เหล่าไม่มีแล้ว ในป่าอนุรักษ์มีต้นไม้ใหญ่ก็จริง แต่สัตว์มันไม่อาศัยอยู่ เพราะมันโล่งมองเห็นหมด…อย่างที่แม่หยอด แม่ลาป่าแก่ หินลาดในมีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ที่มันอยู่ได้ก็เพราะว่ามีไร่เหล่า ไร่ซาก ถ้าไม่มีพื้นที่เหล่านี้สัตว์ก็ไม่อยู่”

ชาวปกาเกอะญอบ้านแม่หยอด-ป่ากล้วย

อุดมการณ์ที่สำคัญของการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงคือ การรักษาสมดุลของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ  ผ่านข้อห้ามตามความเชื่อที่ห้ามมิให้ถากถางทำไร่ในพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศ เช่น พื้นที่ต้นน้ำลำธาร พื้นที่เสี่ยงต่อการพังทลายของหน้าดิน ทางเดินของสัตว์ป่า ผู้นำบางคนอธิบายว่าบริเวณสันดอยต้องปล่อยทิ้งไว้ เพราะต้องการให้ลมพัดลูกไม้เมล็ดพันธุ์พืชไปยังไร่หมุนเวียน ซึ่งจะทำให้ไร่เหล่าสามารถฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ได้เร็วมากขึ้น หรือการห้ามมิให้ทำไร่ในปีต่อไปใกล้กับแปลงที่ทำก่อนหน้าจนเกินไป การไม่ทำไร่ระหว่างะหน้าเขาหรือลำห้วยทั้งสองด้านสองปีติดต่อกัน เป็นต้น ดังที่ได้อธิบายไว้ในบทก่อนหน้านี้

กระบวนการทำไร่หมุนเวียนจะมีการปล่อยที่ดินให้พักฟื้นในระยะเวลาหนึ่ง จนระบบในธรรมชาติฟื้นคืนสภาพดังเดิม ก่อนกลับไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้นอีกครั้ง หรือการใช้ที่ดินในระยะเวลาสั้น และทิ้งให้พักฟื้นในระยะยาวนาน (Shot cultivation – Long fallow) ซึ่งถือว่าเป็นการใช้ที่ดินให้เกิดสมดุลและความยั่งยืนของระบบนิเวศและความมั่นคงของมนุษย์มากที่สุด ระยะเวลาการพักฟื้นพื้นที่หรือรอบหมุนเวียนที่เหมาะสมกับการฟื้นคืนของธรรมชาติอาจมีระยะเวลาสั้นยาวที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ขึ้นกับประเภทของป่า สภาพการฟื้นตัวของป่าจะใช้เวลาสั้นหรือฟื้นเร็วในป่าเบญจพรรณที่มีไผ่เป็นพันธุ์ไม้เด่น เช่น ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนในพื้นที่ตำบลไล่โว่ ไร่ซากที่ทิ้งไว้ ๗ ปี สภาพป่าฟื้นตัวพอจะทำไร่หมุนเวียนได้ แต่ยังไม่ถือว่าที่ดีที่สุด ไร่ซาก/ไร่เหล่าที่ปลูกข้าวได้งามต้องทิ้งไว้ตั้งแต่ ๑๐ ปีขึ้นไป ส่วนป่าดิบเขาระยะการฟื้นตัวของป่าจะใช้เวลานานกว่า เช่น ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนของบ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วยที่ต้องพักฟื้นไร่เหล่าไม่ต่ำกว่า ๑๒ ปี พื้นที่ไร่ซากอ่อนยังเป็นพื้นที่ที่เป็นที่อยู่และแหล่งอาหารของสัตว์ป่าหลายชนิด ไร่ซากหรือไร่เหล่าจึงมีระบบนิเวศป่าที่แทบไม่ต่างจากป่าไม้ธรรมชาติ

ระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนกล่าวมาข้างต้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทั้งพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ รวมทั้งประโยชน์การใช้สอยที่หลากหลาย ที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมในพื้นที่ว่ามีความยั่งยืนทั้งคน สัตว์ และธรรมชาติรอบด้าน รวมถึงเป็นการสะท้อนแนวคิดการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนระหว่างคนกับธรรมชาติ

ตารางที่ ๖.๑ สภาพพื้นที่ไร่ซากที่พักฟื้นในระยะ ๗-๑๒ ปี กับป่าธรรมชาติในพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่

ป่าธรรมชาติ ไร่หมุนเวียน ตัวชี้วัด/เปรียบเทียบ
– มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นอุดมสมบูรณ์ – มีไม้เนื้ออ่อน เช่น อินทนิล     เขนียง ต้นซ่าน – มีสัตว์ป่า เช่น เก้ง กวาง เข้าไปกินลูกไม้ มีไม้ชนิดเดียวกันขึ้นในพื้นที่ไร่ซากเหมือนป่าสมบูรณ์
– ดินมีความอุดมสมบูรณ์ – มีความอุดมสมบูรณ์เหมือนกับป่าธรรมชาติ – ไส้เดือนและสัตว์ในดินต่างๆ สามารถอยู่ได้เหมือนกับป่าสมบูรณ์
– มีกรรมสิทธิ์โดยรัฐเป็นผู้ครอบครองโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการดูแล – ไม่มีกรรมสิทธิ์ครอบครองในพื้นที่มีแต่การใช้สิทธิเข้าไปใช้ประโยชน์ภายใน ๑ ปี – ทุกคนในหมู่บ้านสามารถเข้าไปทำได้ โดยมีวัฒนธรรมและประเพณีเป็นเครื่องกำกับการใช้พื้นที่ดิน
– มีสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้าง เก้ง กวาง หมีเข้าไปอยู่ – มีสัตว์ พวกกระรอก กระแต เก้ง กวาง หมี หมูป่า งู ไม่พบรอยสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง เสือ – พบรอยเท้าสัตว์ในพื้นที่ไร่ซาก เช่น เก้ง กวาง หมูป่า เม่น
– มีอากาศไม่ร้อน มีร่มเงาไม้ขึ้น แสงแดดส่องไม่ถึง – มีอากาศไม่ร้อน แต่มีแสงแดดมาก เพราะต้องใช้ในการปลูกพืชไร่ – พืชที่ขึ้นในพื้นที่ไร่หมุนเวียน ได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอซึ่งดูจากการเจริญเติบโตของข้าว พริก แตง ฟัก
– ไม่มีการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ – มีการใช้พื้นที่เพียง ๑ ปี – การใช้พื้นที่เพียงพอเพื่อการปลูกข้าว แล้วปล่อยพื้นที่ให้เป็นพื้นที่ไร่ซาก

ที่มา: (ปราโมทย์ ศรีใย อ้างในสมหญิง สุนทรวงศ์ และคณะ, ๒๕๕๔)

.๓ ความหลากหลายของพันธุกรรมข้าวและพืชอาหาร

ข้าวในโลกทัศน์ของคนกะเหรี่ยงมีความหมายลึกซึ้งกว่าการเป็นเพียงแค่อาหารประจำวัน ข้าวของคนกะเหรี่ยง คือข้าวที่มีชีวิต จิตใจ และขวัญ และมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองดูแล คือ “พิบุ๊โย” หรือ แม่โพสพ คนกะเหรี่ยงจึงให้ความสำคัญกับข้าวอย่างมาก เพราะไร่หมุนเวียนเปรียบเสมือนชีวิตและจิตใจของคนกะเหรี่ยง ดังที่ปรากฏอยู่ในคำอธิษฐานบทหนึ่งของชาวปกาเกอะญอก่อนเริ่มหยอดข้าวในไร่ที่เรียกว่า “โถ่ ฆึ” หรือการปลูกข้าวแรก ซึ่งจะมีการหยอดข้าว ๗ หลุม (อาจหยอดข้าว ๓ หรือ ๕ หรือ ๗ หลุมก็ได้) ที่มีคำอธิษฐานว่า“ข้าวเอ๋ย เจ้าคือเจ้าใหญ่ เจ้าคือนายโต เจ้าคือผู้สูงศักดิ์ เจ้าคือผู้สูงส่ง เจ้าเป็นชีวิตให้เรา เจ้าเป็นจิตใจให้เรา เจ้าเป็นเนื้อให้เรา เจ้าเป็นหนังให้เรา เจ้าเป็นลมให้เรา เจ้าเป็นอากาศให้เรา ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เจ้าก็เป็นชีวิต ให้เจ้าเป็นผู้เลี้ยงดูชีวิตของทุกสิ่งทุกอย่าง สิ่งอื่นๆ ที่จะมาเป็นชีวิตให้กับเราได้เหมือนกับเจ้าไม่มีเลย เจ้าเป็นสิ่งทิพย์ เจ้าเป็นสิ่งอัศจรรย์ เจ้าเป็นองค์แห่งความซื่อสัตย์ เจ้าเป็นองค์แห่งความยุติธรรม” (บือพอ)

การปลูกข้าวจะได้ผลดี คนปลูกจะต้องประพฤติปฏิบัติดี หากประพฤติปฏิบัติไม่ดีพิบุ๊โยอาจหนีไป และก่อให้เกิดภัยพิบัติแก่ข้าวได้ “ปู่ยาตายายสอนว่า ปลูกข้าวต้องดูแลจริงๆ เพราะว่าถ้าเรารักข้าว ข้าวก็รักเรา คือให้รวงดี ผลผลิตดี ทำให้มีอยู่มีกิน คนทำไร่ ทำนามักรักข้าวไม่เท่ากัน คนไม่รักข้าว เช่น กินข้าวเหลือ หรือใส่ปุ๋ยฉีดยาถือว่าไม่รักข้าว เพราะเร่งให้ข้าวโต คนอยู่ป่าต้องอาศัยธรรมชาติ ไม่บังคับข้าว”[2]

พันธุ์ข้าวไร่

คนกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับข้าวเมล็ดแรกว่า ต้นข้าวแต่ก่อนเป็นต้นข้าวขนาดใหญ่สามคนโอบ มีใบใหญ่เหมือนใบกล้วย เมล็ดขนาดเท่าลูกฟักทอง เรื่องราวการปลูกข้าวของคนกะเหรี่ยงมักแฝงมากับเรื่องเล่าขานสืบทอดกันมาแต่ปู่ย่าตายายในรูปนิทาน หรือเพลงที่ใช้ร้องระหว่างประกอบกิจกรรมทางการผลิต เช่น เพลงตีข้าว อันถือเป็นหลักฐานสำคัญชิ้นหนึ่งที่ยืนยันว่าคนกะเหรี่ยงปลูกข้าวกันมานมนาน ขณะเดียวกันเมล็ดข้าวสายพันธุ์ดีได้ถูกคัดเลือกสำหรับเก็บไว้เป็นเชื้อพันธุ์ พันธุ์ไหนเป็นพันธุ์ดีก็จะได้รับความนิยมนำไปปลูกกันมาก พันธุ์ไม่ดีก็ทิ้งไป จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่พันธุ์ข้าวของคนกะเหรี่ยงในทุ่งใหญ่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน จากข้อมูลในปี

 

ข้าวดี รสชาติถูกปากก็จะได้รับความนิยมกระจายออกไปตามหมู่บ้านต่างๆ ในทุ่งใหญ่ (ฐิรวุฒิ เสนาคำ และพรพนา ก๊วยเจริญ, อ้างแล้ว)

ในปัจจุบัน ผู้นำบ้านเกาะสะเดิ่ง[1] เห็นว่า พันธุ์ข้าวที่ปลูกปัจจุบันน้อยกว่าสมัยก่อน อ้างอิงจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่เคยเล่าว่าพันธุ์ข้าวของคนกะเหรี่ยงมีเยอะ ซึ่งบางสายพันธุ์ก็หายไปแล้ว เหลือแต่สายพันธุ์ที่ยังปลูกกันอยู่ปัจจุบัน แต่ว่าบางพันธุ์หายไปแล้วกลับมาใหม่ก็มี เพราะอาจยังมีหมู่บ้านอื่นๆ ที่ยังปลูกข้าวพันธุ์นั้นอยู่

          “พันธุ์ข้าวที่ปลูกบางครั้งคนกองม่องทะนิยมทำ แต่คนเกาะสะเดิ่งไม่นิยมก็มี ที่ผ่านมาคนที่นี่เคยทำคนกองม่องทะไม่เคยทำก็มี เราก็แลกเปลี่ยนกันไปแลกเปลี่ยนกันมา และพันธุ์ข้าวแต่ละปีจะกลายพันธุ์ เรียก “บือโหล่โก๊” ข้าวจะคัดสรรตัวเอง เราจะมีพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เรียก “บือโหล่โก๊หมุ่ย” ถ้าเราเอาข้าวในยุ้งฉางไปปลูก ซึ่งมีข้าวหลายพันธุ์ผสมกัน เราก็จะได้ข้าวพันธุ์ใหม่…สมมุติว่าเราปลูกข้าวอีวงกีไก่ แต่ว่าพอเราปลูกจะมีสัก ๒-๓ กอ หรือช่อที่ไม่ใช่อีวงกีไก่ มันจะมาของมันเอง แต่ว่าไม่รู้ว่ามาจากไหน อย่างนี้เรียก “บือโหล่โก๊หมุ่ย” เราก็จะดูว่าเมล็ดใหญ่ไหม เมล็ดยาวไหม รวงมีเมล็ดเยอะไหม ถ้าชอบก็เอามาทำพันธุ์ เราก็ตั้งชื่อใหม่ อย่างเช่น “บืออ่องเจิ่ง” หมายถึงข้าวที่คัดพันธุ์มา”

แต่ละปีพันธุ์ข้าวไร่ที่จะใช้เป็นเชื้อข้าวจะถูกคัดเลือกจากแปลงข้าว โดยเลือกเมล็ดพันธุ์จากข้าวที่ต้นและรวงสมบูรณ์ เมล็ดไม่ลีบ รวงเท่ากัน เมล็ดใหญ่ที่แก่สุดและสุกพร้อมกันทั้งรวง เชื้อพันธุ์ข้าวจะแยกเก็บเกี่ยวและฟาดต่างหากเพื่อเก็บไว้เป็นเชื้อพันธุ์สำหรับปีต่อไป

สำหรับงานศึกษาครั้งนี้พบว่า ชุมชนยังคงรักษาพันธุ์ข้าวและพืชพันธุ์อาหารดั้งเดิมในระบบไร่หมุนเวียนให้ได้มากที่สุดเท่าที่เคยเพาะปลูกมาแต่ดั้งเดิม ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวและพืชพันธุ์อาหารนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ชุมชนชี้ถึงความจำเป็นในการสืบทอดและการดำรงรักษาระบบไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงเอาไว้ต่อไป

ตารางที่ ๖.๒ ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในไร่หมุนเวียน

หมู่บ้าน ข้าวไร่ ข้าวนา ชื่อพันธุ์ข้าว
ขุนแม่หยอด ๑๖ ข้าวไร่ ได้แก่ บือลอแป๊ะพลิ, บือลอแป๊ะโช, บือข่าวา, บือข่าวาทอ, บือข่าฌอ, บือแข่กิ, บือเนอมู, บืออี๊ฌอ, บือโหม่ปว่า , บือชอฌิ, ปิ๊อี๊ฌอ, ปี๊อี๊โกลกลอ, ปี๊อี๊ซู, ปิ๊อิ๊เส่

ข้าวนา ได้แก่ บือโปะโหละ

ห้วยหินลาดใน ๑๐ ข้าวไร่ ได้แก่ บือลอแป๊ะพลิ, บือลอแป๊ะโช, บืออิพอเปอะเลอะ, บือพอ, บือหมื่อพะโดะ, บืออิเก้ย, บือเก่อชอแม, บือเกอะพู่, บือซูคี, ปี๊อี๊ฌอ, ปี๊อิ

ข้าวนา ได้แก่ บืออี๊ฌอ, บือข่าวา, บือลึ, บือชอมี, บือพื่อข่อ,บือหมื่อพะโดะ, กข.๑๕, ข้าวหอมมะลิ, ปี๊อี๊ซู

แม่ลาป่าแก่ ๒๔ ข้าวไร่ ได้แก่ บือลอแป๊ะพลิ, บือแข่กิ, บือซูคี, บือกิซู, บือหมื่อบอ, บือโช, บือบอเนอมู, บือเกอะบ้อเอะ, บือวาโพ, บือพะโดะ, บือพลิ, บือโปะโหละ, บือซูคี, บือหมื่อโพ, บือปะแม, บือชอมี, บือฌอ, บือสิโปะ, บือข่าวา, บือข่าฌอ, ปิ๊อิ๊ฌอ, ปี๊อี๊ซู, ปี๊อี๊คอแผ่ฌอ

ข้าวนา ได้แก่ บือเพล๊าะ, บือโปะโหละ, บือลอแป๊ะพลิ, บือวาโพ,  กข.๗

เกร๊ะคี ข้าวไร่ ได้แก่ บือโช, บือทอล่า, บือบ่อยะทอ, บืออีแกร, ปี๊อีหล่ออิ, ปี๊อี๊ฌอ,    ปี๊อียะแปะ

ข้าวนา ได้แก่ บือทอล่า, บือนอเปีย, บืออีหลออึ

กองม่องทะ ๑๗ ข้าวไร่ ได้แก่ บืออีวงกีไก่, บืออีวงเซ่อนู, บือบีคี่อั่ว, ไอ่ยกะช่องแม, บือเลได่, บือโหว่, บือหย่องไค่, บือพู, บือเท่อ, บืออาลา, บือบ่งไค่, บือบ่องคูกลี, บือบ่องส่อง, บือบ่องยู่เย่, บือพะเผ่อ, บือหย่งไห้, บือไหว่ค่อง

ข้าวนา ได้แก่ บือพะเผ่อ, บือหย่งไห้

เกาะสะเดิ่ง ๑๖ ข้าวไร่ ได้แก่ บืออีวงกีไก่ผ่าดู (เมล็ดใหญ่), บืออีวงกีไก่พู (เมล็ดเล็ก), บืออีวงเซ่อนู, บือบ่องยู่เย่, ไอ่ยชูวู, บือพู้ไก้, ไอ่ยกะช่องแม, บืออาลา, บือบ่องส่อง, บือเทิ่ง, บือบ่องคูกลี, บืออีวงบ่อง, บืออองเจิ่ง, บือหย่งไห้, บือโหว่, บือพะเผ่อ

หมายเหตุ: บือ หมายถึงข้าวเจ้า ไอ่ย และ ปี๊อี๊ หมายถึงข้าวเหนียว

รวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านที่มีการปลูกในไร่หมุนเวียนทั้ง ๖ หมู่บ้านศึกษาทั้งหมดมีจำนวนถึง ๗๗ สายพันธุ์ และพันธุ์ข้าวนาพื้นบ้าน ๘ สายพันธุ์ (พันธุ์ข้าวนาพื้นบ้านที่เพาะปลูกอยู่มีจำนวน ๑๗ สายพันธุ์ แต่เป็นสายพันธุ์ซ้ำกับพันธุ์ข้าวไร่ ๙ สายพันธุ์) และปลูกข้าวนาพันธุ์ข้าวปรับปรุง ๓ พันธุ์ คือ กข.๗, กข.๑๕ และข้าวหอมมะลิ

จากการรวบรวมข้อมูลโดยนักวิจัยชาวบ้านเกาะสะเดิ่ง   และกองม่องทะ ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีชนิดพันธุ์ข้าวพื้นบ้านในไร่หมุนเวียนถึง ๓๘ สายพันธุ์ ความหลากหลายดังกล่าวมีที่มาจากมิติทั้งทางสภาพแวดล้อมของธรรมชาติ และมิติทางวัฒนธรรม

พันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกจะขึ้นอยู่กับป่าแก่หรือป่าอ่อน  สภาพภูมิอากาศ  และตลอดถึงความชอบของแต่ละครอบครัวและขึ้นอยู่กับว่าถูกชะตากับคนปลูกหรือไม่ แต่ละครอบครัวจะใช้พันธุ์ข้าวหลายพันธุ์ปลูกในไร่ผืนเดียว มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว รวมตั้งแต่ ๔– ๕ พันธุ์, ๖– ๗ พันธุ์ หรือ ๗– ๙ พันธุ์ โดยจะต้องปลูกข้าวเหนียว ๑– ๒ พันธุ์ ซึ่งการที่จะมีพันธุ์ข้าวมากหรือน้อยชนิดขึ้นอยู่กับว่าเก็บพันธุ์ข้าวไว้กี่พันธุ์และต้องการปลูกกี่พันธุ์ในปีนั้น ๆ

การคำนึงถึงการใช้พันธุ์ข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวต่างกันจะช่วยป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตโดยรวมได้ ทั้งนี้ช่วยลดความเสี่ยงหากข้าวบางพันธุ์เกิดเสียหายได้ผลผลิตไม่มากก็ยังได้ข้าวพันธุ์อื่นมาทดแทน และการที่ข้าวแต่ละพันธุ์มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวต่างกันจะช่วยลดปัญหาการเก็บเกี่ยวทั้งในเรื่องแรงงานและเวลา เพราะหากปลูกพันธุ์เดียว หรือ ๒ พันธุ์ เมื่อเกิดปัญหาจะทำให้ได้ข้าวไม่พอกิน หรือถ้าได้ข้าวดีแต่สุกพร้อมกันทั้งผืนก็จะต้องใช้แรงงานมากหรือทำงานหนักขึ้นเพื่อเกี่ยวข้าวให้ทัน

พันธุ์ข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่ต่างกันจะให้ข้าวที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันด้วย เช่น ข้าวอายุเก็บเกี่ยวสั้นจะเป็นข้าวเนื้ออ่อน เวลาหุงมีกลิ่นหอม แต่ไม่ขึ้นหม้อ ส่วนข้าวอายุยาวลำต้นข้าวจะสูงกว่าข้าวอายุสั้น รวงข้าวจะยาวกว่าข้าวอายุสั้นด้วย เมล็ดข้าวอ่อนปานกลาง เวลาหุงจะขึ้นหม้อ ได้ปริมาณมาก ดังนั้นชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมผสมข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นและข้าวอายุยาวเข้าด้วยกันหลังจากการเก็บเกี่ยวแล้วนำไปเก็บไว้ในยุ้งฉาง เพราะถ้าหากไม่ผสมข้าวทั้งสองพันธุ์เข้าด้วยกันแล้วจะทำให้ข้าวที่มีอายุเก็บเกี่ยวสั้นที่มีรสชาดดี เวลาหุงมีกลิ่นหอมหมดก่อน

ทางบ้านเกาะสะเดิ่งและกองม่องทะ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า พันธุ์ข้าวไร่แบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ พันธุ์ข้าวอ่อนและพันธุ์ข้าวแข็ง ดังนี้

พันธุ์ข้าวอ่อน พันธุ์ดั้งเดิมของท้องถิ่น  ปลูกได้ทั้งป่าอ่อนและป่าแก่ เช่น บือโบไค่, บือบ่องกูกลี, บือบ่องส่อง, บือบ่องทุไผล๊, บืออีวงบ่อง, บือเลได่ และบือเทิ่ง (ต้องเป็นป่าอ่อน ๓ ปีขึ้นไปถึงปลูกได้)  ปลูกได้เฉพาะป่าแก่ เช่น บือบ่องยู่เย่, บืออั่วพู, บืออีวงเซ่อนู, บืออีวงกีก่าย และบือไป่โล่ง ถ้าปลูกในป่าอ่อนจะมีปริมาณผลผลิตลดลง

พันธุ์ข้าวแข็ง พันธุ์ดั้งเดิมปลูกได้ทั้งที่ไร่และที่นา เช่น บือพูไก๊, บือเบโหว่, บืออิไกล่    และบือ หย่องไห้

โดยส่วนใหญ่ ชาวบ้านจะนิยมปลูกพันธุ์ข้าวอ่อนดั้งเดิมมากกว่าพันธุ์ข้าวแข็ง

พันธุ์ข้าวเหนียว พันธุ์ดั้งเดิม เช่น ไอ่ยโหว่เบ, ไอ่ยเซ่อวู, ไอ่ยเซ่อพู (ข้าวเหนียวดำ), ไอ่ยคอง เหล่อ, ไอ่เชอคุ ไอ่สะเท่,ไอ่เทอโล่ง,ไอ่ช่องเม,ไอ่เผิ้งไช และไอ่คองเลิง

พันธุ์ข้าวใหม่ ที่แลกเปลี่ยนมาจากญาติพี่น้องหมู่บ้านอื่น เช่น บือผะเพอ, บือโท่คอง, บือเน่อเม่อ, บือบีคลี่, บือคูกลี, บืออองเจิ่ง, บือบ่องทู่แผละ, บือพูอั่ว, บือโท่คู, บืออีวงพะดู, และพันธุ์ข้าวเหนียว เช่น ไอ่ยเซ่อ (ดำทั้งต้นและใบ) ไอ่ยกะช่องแม ไอ่ยสะเท่ ไอ่ยภูผา และไอ่ยเพ่อไซ

พันธุ์พืชอาหาร

สำหรับพันธุ์พืชอาหารในไร่หมุนเวียน ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ในหมู่บ้าน พบชนิดพันธุ์พืชอาหารที่ปลูกในไร่หมุนเวียนในบ้านเกาะสะเดิ่งและกองม่องทะไม่น้อยกว่า ๑๑๔ สายพันธุ์ พืชผักบางชนิดมีจำนวนสายพันธุ์ที่หลากหลายมาก เช่น บือเค่ (พันธุ์ข้าวโพด) ๖ ชนิด, เลิงเค่ซา (พันธุ์ฟักทอง) ๗ ชนิด, คู้ที (พันธุ์เผือก) ๑๐ ชนิด, เหลิงซา (พันธุ์ฟัก) ๔ ชนิด, ถู่ซา (พันธุ์ถั่วฝักยาว) ๖ ชนิด เช่น ถู่บุบือ ถู่กิไก่ย เป็นต้น เกอบ่องไก๊ (พันธุ์มันสำปะหลัง) ๓ ชนิด, เนเชอขว่าถี (พันธุ์มัน) ๕ ชนิด, ถี่ซา (พันธุ์แตง) ๗ ชนิด, เชอเกซา (พันธุ์พริก) ๓ ชนิด เช่น เฉ่อเกช่องเฉาะ เฉ่อเกยู่อี เป็นต้น

ส่วนบ้านหินลาดในข้อมูลจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบจำนวนพันธุ์ผักในไร่หมุนเวียน ๙๐ สายพันธุ์ พืชผักจากไร่หมุนเวียนสามารถเก็บเป็นเสบียงอาหารได้ตั้งแต่ ๓ – ๕เดือน เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวา เผือก มัน ถั่วฝักยาว ห่อวอซอ ฯลฯ ไปจนถึง ๑ ปี เช่น เผือก มัน พริกแห้ง ผักกาดแห้ง หอม งา ห่อวอแห้ง เมล็ดถั่ว ผักกะแห้ง ฯลฯ

ตารางที่ ๖.๓ ความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียน

บ้านแม่หยอด–ป่ากล้วยรวมพืชผักพื้นบ้าน ๗๐ ชนิด และดอกไม้อย่างน้อย ๒ ชนิด
ตระ กูล พันธุ์พืชผักในไร่
ฟัก  ทอง หลู่เคบอบอ (ฟักทองยาว), หลู่เคปอเฮอ (ฟักทองหาบยาว), หลู่เคกิ (ฟักทองลาย), หลู่ส่าลาโพ (ฟักหม่นเขียวน้อย), หลู่ส่าลาพะโด (ฟักหม่นเขียวใหญ่)     รวม ๕ ชนิด
แตง กวา ดีบ่อโข่ (แตงกวาหัวเหลือง), ดีทอวา (แตงกวาขาวยาว), ดีเซาะฟลู่ (แตงกวาสามขา), ดีเก่อวอคี (แตงกวาก้นมน),ดีควากิโพ (แตงลายเล็ก), ดีควากิโดะ (แตงลายใหญ่), ดีลาโข่ (แตงกวาหัวเขียว), ดีเหล่อคะ (แตงกวาหม่น), ดีควาวา (แตงกวาขาว)รวม ๙ ชนิด
มะนอย ชิโพเดเปอะเหลอะ (มะนอยมน), ชิโพเดทอ(มะนอยยาว), มะเจอเรอ (มะนอยเครือ), เต่อโก๊ะชอแม (บวบงาช้าง), เต่อโก๊ะบอ (บวบเหลือง), เต่อโก๊ะกิ (บวบลาย) รวม ๖ ชนิด
เผือก ขือทอวา (เผือกขาว), ขื่อซู (เผือกดำใหญ่), ขื่อโปะโหละ (เผือกมนมะพร้าว), ขื่อกอโพ (เผือกแดงน้อย), ขื่อวาโพ (เผือกขาวน้อย), ขื่อทอซู (เผือกดำยาว) รวม ๖ ชนิด
มัน น่อยเส่กอ (สำปะหลังแดง), น่อยจอปา (มันแก๋ว) รวม ๒ ชนิด
ถั่วฝัก ยาว เป่อเทาะกิ (ถั่วฝักยาวลาย), เป่อเทาะส่าวา (ถั่วฝักยาวขาว), เป่อเทาะซู (ถั่วฝักยาวดำ), เป่อเทาะกอซู (ถั่วฝักยาวดำแดง), เป่อเทาะกอโช (ถั่วฝักยาวดอแดง) รวม ๕ ชนิด
มะ เขือ เส่อกอลึ (มะเขือม่วง), เส่อกอแกว (มะเขือยาวเขียว), เส่อกอโคะ (มะเขือใหญ่เขียว), เส่อกอตาโดะแมะคลี (มะเขือตะกระทิง), เส่อกอข่าพะโดะ (มะเขือขมใหญ่), เส่อกอฉี่ (มะเขือส้ม), มะเขือพวง รวม ๗ ชนิด
พริก มึส่าวาโดะ (พริกขาวใหญ่), มึส่าลาโพ (พริกขี้หนูเล็ก)รวม ๒ สายพันธุ์
พืชตะกูลอื่น หนี่โซ (งาขาว),ขมิ้น, มะละกอ, กล้วย, พ่อส่า, กิ๊ลอส่า, ตะไคร้ต้น, ต้นหอมป่า, คอคอล๊อ, มะลิไม้, ไม้ยมหอม, ยาสูบ, เส่อเบ, ฮืแอโปะ (ผักชี), หอมคิว, กือคลาน, กืออี๊ด,  เบือ, เปซู (อ้อยป๋อง), พอแคะ (หอมแยะ), เบ๊าะบะเป่อวิ (ถั่วพู), แบมีฉี่ (กระเจี๊ยบไร่), เบาะบะส่า (มะแบม), เบาะมะกอ (มะแบมแดง), ชาบาลา (ผักกาด, ห่อวอ (ผักอีหลึง), ห่อวอเซ (ผักกำก้อ), ห่อพวี
ดอก ไม้ พอชอพาแหม่ (ดอกหางไก่ผู้), พอกิแม (ดอกตะล่อม)ฯลฯ

 

ตารางที่ ๖.๓ ความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียน (ต่อ)

 

บ้านหินลาดใน รวมพันธุ์พืชผักพื้นบ้าน ๖๕ ชนิด

ตระกูล พันธุ์พืชผักในไร่
แตง ดิพะหละ (แตงกวา), แพละ (แตงยาว), ดีทูกอดี (แตงนกดำ), ดีเตาะซ่า (แตงโม), ลีมือ (แตงลาย)รวม ๕ ชนิด
ถั่ว เปอเทาะนากิ (ถั่วเขียว), เปอเทาะหวอ (ถั่วแดง), เปอเทอบิโบ (ถั่วฝักยาว), เปอเชอแบ (ถั่วแป๋), เปอเบาะบะ (ถั่วปู), เปอเบาะบอปออิ (ถั่วปู), เปอะ (ถั่วลันเตา), รวม ๗ชนิด
บวบ เดเลซ่า (บวบเหลี่ยม), เดตะโกะโปะโระ (บวบสั้น), ตะโกะพะทอ (บวบยาว), เดโกะซ่า (บวบหอม), โตก๋อยซ่า (มะนอยงู) รวม ๕ ชนิด
มะระ ทอคาสะ (มะระใหญ่), ทอซะพาโพ (มะระน้อย) รวม ๒ ชนิด
มะเขือ ซากอแกว (มะเขือยาว), ซากอแกวลี (มะเขือยาวดำ), ซากอแกวกว่า (มะเขือยาวขาว), ซากอลิโปะโระ (มะเขือสั้น), ซากอแมดิ (มะเขือเขียว), ซากอเจาะ (มะเขือกรอบ), ซากอเจาะพะโดะ (มะเขือกรอบใหญ่) รวม ๗ ชนิด
เผือก คือมะเปาะ (เผือกมะพร้าว), คือเนอมู (เผือกหอม), คือกอรา (เผือกฝรั่ง), คือพะโดะ (เผือกใหญ่) รวม ๔ ชนิด
มัน น่อยกวง (มันตีนช้าง), น่อยจีเนอ (มันนิ้วมือ), น่อยเส่อคู่ (มันอ้อม), น่อยเซอ (มันก๋อย), น่อยสะปะแซ (มันสำปะหลัง), น่อยจอปาหวอ (มันก๋อยแดง) รวม ๖ ชนิด
พริก

 

มูซ่าพะโดะ (พริกหลวง), มูซ่าโพ (พริกน้อย), มูซ่าชอคอกชึ (พริกเดือยไก่), มูซ่ายือแอะ (พริกขี้หนู), มูซ่าเบอะ (พริกขี้หนู), มูซ่ากวาเทอมือ (พริกชี้ฟ้า), มูซ่าหวอมะ (พริกกวาง) รวม ๗ ชนิด
อ้อย กะทีซู (อ้อยดำ), กะทีบือ (อ้อยข้าว) รวม ๒ ชนิด
หอม เชอเครอพะโดะ (หอมชูใหญ่), เชอเครอโพ (หอมชูน้อย), อิเกรอะ (หอมโบ) รวม ๓ ชนิด
สาลี บือเคซะ (ข้าวสาลี), บือเคซู (ข้าวสาลีดำ), บือเคบอ (ข้าวสาลีเหลือง), บือกวาโพ (ข้าวสาลีแดง) รวม ๔ ชนิด
ฟัก ทอง ลูเคปออือ (ฟักทองยาว), ลูเคปอ (ฟักทองสั้น), รวม ๒ ชนิด
ฟัก ลูซะบอ (ฟักเขียวยาว), ลูซา (ฟักหม่นก้วย) รวม ๒ ชนิด
พืชตระกูลอื่น ห่อเวอตะโป (ตระไคร้), ห่อวอ (ผักอีหลื), ห่อวอซอ (กระเพราเขียว), ชะแอะเชย (ข่า), เคอโปะกอร่า (ผักชีฝรั่ง), พอเชอรูดี (ผักกาด), ชาบาลา (ผักกาด), ซ่ากุ่ยเซพอทอ (มะระกอยาว), ซะกุ๋ย (มะระกอสั้น)

 

ตารางที่ ๖.๓ ความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียน (ต่อ)

 

บ้านแม่ลาป่าแก่ รวมพืชพันธุ์ผักพื้นบ้าน ๙๘ ชนิด และดอกไม้ ๗ ชนิด

ตระกูล พันธุ์พืชผักในไร่
บวบ ชิโพเด ได้แก่ ชิโพเดเปอะเหลอะ, ชิโพเดทอ, เต่อโก๊ะชอแม, เต่อโก๊ะบอ, เต่อโก๊ะกิ, เบาะบะเป่อวิผื่อ, เบาะบะเป่อวิทอ, เบาะบะจึเนอ, เบาะบะเก่อแมะรวม ๙ ชนิด
ถั่วฝัก ยาว เป่อเทาะส่า ได้แก่ เป่อเทาะกิ, เป่อเทาะส่าวา, เป่อเทาะซู, เป่อเทาะกอซู, เป่อเทาะกอโช, เป่อเทาะเปลอปลื, เปอเทาะบลุ, เป่อเทาะหนอกิ๊, สะเบคลีรวม ๙ ชนิด
แตง ดี ได้แก่ ดีทอวา, ดีเก่อวอคี, ดีควา, ดีควากิโดะ, ดีลาโข่, ดีพก๊ะลา, ดีควาวา, ดีหมื่อ, ดีแพละ, ดีฉี่ปอเกลาะ, ดีโถ่โก๊ะดิรวม ๑๑ ชนิด
ฟัก  ทอง หลู่เคบอบอ, หลู่เคปอเฮอ, หลู่เคกิ, หลู่ส่าลาพะโดะ, หลู่ส่าชินอ, หลู่ดี, หลู่บอ, หลู่ปรุ

รวม ๘ ชนิด

เผือก ขื่อ ได้แก่ ขื่อทอวา, ขื่อซู, ขื่อโปะโหละ, ขื่อกอโพ,ขื่อวาโพ, ขื่อทอซู, ขื่อเดาะเชาะ, ขือเฌาะเด

รวม ๘ ชนิด

งา หนี่โซ่ ได้แก่ หนี่โซวา (งาขาว), หนี่โซซู (งาดำ), นอ (งาขี้มอด)

รวม ๓ ชนิด

พริก มึส่า ได้แก่ มึส่าวาโดะ, มึส่าลาโพ, มึส่าเบอะโพ, มึส่าพะโด, มึส่ากว่าหมื่อ (พริกชี้ฟ้า)

รวม ๕ ชนิด

อ้อย เก่อทีซู, เก่อทีฌอ, เก่อทีเฆะ, เก่อทีบือ, เกอทีเส่

รวม ๕ ชนิด

มันสำปะหลัง แหน่วเส่กอ, แหน่วเส่ลาโบ, แหน่วเส่เกะโบ, แหน่วเส่โลโบ, แหน่วเส่วา

รวม ๕ ชนิด

ข้าวฟ่าง เป่เทาะฉ่า, เป่เส่อแบว, เป่ซู, เป่เสอะหม่ารวม ๔ชนิด
มะเขือ เส่อกอลึ, เส่อกอแกว (มี ๓ ชนิด คือ เส่อกอวา, เส่อกอซู, เส่อกอลา), เส่อกอโดะ, เส่อกอตาโดะแมะคลี, เส่อกอข่าพะโดะ, เส่อกอฉี่, เส่อกอข่าโพ, เส่อกอฉี่โบปริ๊รวม ๑๐ ชนิด
ผัก กาด เส่อบ่าโบ, เส่อบ่าวา, เส่อบ่าโดะรวม ๓ ชนิด
มัน แหนว่ ได้แก่ แหนว่บอเบะ, แหนว่วาโพ, แหนว่โตะ, แหนว่ฌึ่, แหนว่เห๊าะ, แหนว่เสอเอ, แหนว่เสอตูรวม ๗ ชนิด
ลูกเดือย เบอะ ได้แก่ เบอะพะทอ, เบอะเปอะเหลอะ, เบอะนาพี รวม ๓ ชนิด
พืชตระกูลอื่น หลูส่า (ฟักเขียว), พอแคะ (หอมแยะ), เบ๊าะบะเป่อวิ (ถั่วพู), แบมีฉี่ (กระเจี๊ยบ), ห่อหวี, ฮึโปะ (ผักชี), ห่อวอ (ผักอีหลึง), ห่อวอเซ, นอเกละส่า (มะนาว)รวม ๘ ชนิด
ดอก ไม้ พอชอพาแหม่, พอกิแม, พอเมอ, พอบอ, พอทู, พอฌิโข่, พอชอ รวม ๗ ชนิด

 

 

 

ตารางที่ ๖.๓ ความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียน (ต่อ)

 

บ้านกองม่องทะ และบ้านเกาะสะเดิ่ง รวมพืชผักพื้นบ้าน ๑๑๔ ชนิด

ตระกูล พันธุ์พืชผักในไร่
ข้าว โพด บือเค่ ได้แก่ บือเค่เชอ (ข้าวโพดหวาน) บือเค่ไอ่ย (ข้าวโพดข้าวเหนียว) บือเค่กีไก่ย (ข้าวโพดลาย) บือเค่พู (ข้าวโพดเล็ก) บือเค่พะดู (ข้าวโพดใหญ่) บือเค่กะซี (ข้าวโพดม้า) รวม ๖ ชนิด
ฟัก ทอง เลิงเค่ซา ได้แก่ โลเค่พู, โลเค่พะดู,โลเค่เชอะเอาะหนู (ฟักทองนมลิง) โลเค่ดีซู (ฟักทองคางคก) โลเค่กะว่องแม (ฟักทองงาช้าง) โลเค่กะช่องที ฯลฯ รวม ๖ ชนิด
เผือก คู้ทีงเช่น คู้อาดี (เผือกลูกเยอะ) คู้โผ่ซา (เผือกมะพร้าว) ฯลฯ รวม ๑๐ ชนิด
ฟัก เหลิงซา  เช่น เหล่อชี้หน่อ, เหล่อพะท่อ ฯลฯ รวม ๔ ชนิด
ถั่วฝักยาว ถู่ซา เช่นถู่บุบือ,ถู่กิไก่ย ฯลฯ รวม ๖ ชนิด
มันสำปะหลัง เกอบ่องไก๊ เช่น บุไกพะดู, บุไกโท่งฯลฯ รวม ๓ ชนิด

 

มัน เนเชอขว่าที เช่น เนเชอขว่าก่องมะลี่, เนเชอขว่าเล่อเม่อ ฯลฯ รวม ๕ ชนิด
แตง ถี่ซา เช่น ถี่หมึ่งซา, ถี่พิ ฯลฯ รวม ๗ ชนิด
น้ำเต้า ถี่ลื่อ ได้แก่ ถี่ลื่อพะท่อ, ถี่ลื่อโปวโลว รวม ๒ ชนิด
งา เด ได้แก่ เดอั่ว (งาขาว) เดเซ่อ (งาดำ) รวม ๒ ชนิด
พริก เชอเกซา เช่น เฉ่อเกช่องเฉาะ, เฉ่อเกยู่อี ฯลฯ รวม ๓ ชนิด
ข่า เอ่ไช่ถี ได้แก่ เอ่ไช่เซ่อ (ข่าดำ) เอ่ไช่พู (ข่าเล็ก) เอ่ไช่อั่ว (ข่าขาว) เอ่ใช่บ่อง (ข่าเหลือง)

รวม ๔ ชนิด

ขมิ้น ยาบ่อง ได้แก่ ยาย่องโท่คู (ขมิ้นแดง)  ยาบ่องเซ่อ (ขมิ้นดำ) รวม ๒ ชนิด
พืชตระกูลอื่น หว่องยี่ (ตะไคร้) มี ๒  ชนิด, เนที, พะกะฉี (ผักชี), หว่องไส้ (แมงลัก), นองเก่อหว่อง,โพ่แก่,

พะกะฉี (ผักชี), เนถี, หว่องไส้ (แมงลัก), นองเก่อหว่อง, โพ่แก่, บ่องบาซา, เอ่ถี (ขิง), บือกลี๊, เข่อวี่ซา, เทอกุซา, เทอกุโปวโลว, เทอกุ, พะท่อ, โกล่งจี่งซามะละกอ), น่อ, ไบ่ซา,หละซา, เฉ่งป่ง(กระเจี๊ยบ ), เบ่วกะเตี๊ยซ่า,โพลงผลี่ดุ, เอ่งเกลิ่งที, เซิ่งวะที, ซู่วะที, ตะคุ่งที, หม่องเก่อโพที, เหม่อโหร่งที, โบะดะทีง, สะกวี่งซา(กล้วย), หย่องซา(มะเขื่อ), เด่งเหล่งซา(บวบ), เบว่เกอะหลุซา(ถั่วพู), เตะเหงะซา, เสว้เหล่อเชาะซา, หม่องก่าลาซา(มะระ), หม่องเนซา, เพงโพงซา, เพงเฉ่, สวิ้ง, เคอโด่งวายซา(มะเขือเทศ), ไวพุ, คว่อควีง, ไวกะโผล่(กระเพรา), ยาโสะ(ยาสูบ), สะซู่(ผักไผ่), บาดุ(ผักกาด), ชี่งพุ(อ้อย) รวม ๕๔ ชนิด

การปลูกพันธุ์ข้าวไร่หลายพันธุ์ ทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว โดยปลูกข้าวเจ้าเป็นหลักเพื่อบริโภค ขณะที่ปลูกข้าวเหนียวเพื่อใช้ทำขนมในพิธีกรรม รวมทั้งพืชอาหารทุกชนิดตามที่ปลูกต่อกันมานั้น ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของไร่หมุนเวียน และที่สำคัญเพาะปลูกแต่พอกินของครอบครัว ไม่ใช่การปลูกเพื่อขาย ดังนั้น แม้ว่าพริกกะเหรี่ยงที่ปลูกในไร่ข้าวของชุมชนกะเหรี่ยงในทุ่งใหญ่จะขายได้ราคาดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาก แต่คนกะเหรี่ยงก็ขายเท่าที่ปลูกได้เท่านั้น เนื่องจากคำสอนตามประเพณีของบรรพบุรุษที่ให้ทำไร่แต่เพียงพอแก่การบริโภคเท่านั้น เพื่อไม่ให้รบกวนธรรมชาติมากเกินไปจนธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Related Posts