บจธ.จัดสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพรบ.ธนาคารที่ดิน

วันนี้ (วันพุธที่ 12 กันยายน 2561) เวลา 09.00 น. สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน(บจธ.) ได้จัดงานสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดิน พ.ศ. …. ณ ห้องประชุมคึกฤทธิ์ ปราโมช สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ผู้ร่วมแลกเปลี่ยน อาทิ นายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ผศ.ดร. จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณะบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์นายประยงค์ ดอกลำใย ผู้แทนองค์กรชุมชน และภาคประชาชนหลายองค์กร

“การมีธนาคารที่ดินมันเป็นหลักประกันในการถือครองที่ดิน ธนาคารที่ดินจะหน้าที่ในการรวบรวมที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรม อย่างที่เราทราบว่าที่ดินมันตกอยู่ในกำมือของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ มากกว่าอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อยอย่างพวกเรา”

วิรัตน์ พรหมศร สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) กล่าวต่อร่างพ.ร.บ.ธนาคารที่ดินว่า การมีธนาคารที่ดินมันเป็นหลักประกันในการถือครองที่ดิน ธนาคารที่ดินจะหน้าที่ในการรวบรวมที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรม อย่างที่เราทราบว่าที่ดินมันตกอยู่ในกำมือของผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจ มากกว่าอยู่ในมือของเกษตรกรรายย่อยอย่างพวกเรา มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวเพราะที่ดินมันตกอยู่ในกำมือของผู้ไม่ได้ทำการผลิต สาเหตุหนึ่งของความยากจนของพวกเราก็คือไม่มีปัจจัยการผลิตนั่นก็คือที่ดิน ในฐานะที่เป็นเกษตรกรที่ดินมันมีความหมายมาก มันเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของพวกเรา เพราะมันเชื่อมโยงกับที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย และรวมทั้งอาหารที่ก่อเกิดมาจากดิน มันสำคัญสำหรับพวกเรามันคือหัวใจ เวทีนี้เป็นเวทีรวบรวมความคิดเห็นความหลากหลายของพี่น้องเราด้วย และมันเป็นธงร่วมของเราว่ามันต้องมีหน่วยงานที่จัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ เราเคยทำงานเรื่องนี้มาพอสมควร ทำงานมามากทำให้เห็นว่ามันจำเป็นต้องมีธนาคารที่ดิน ธนาคารอื่นๆอย่างเช่น ธ.ก.ส.(ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร)

เขาก็ไม่ได้ทำเรื่องนี้เป็นเพียงแต่ที่รวบรวมหนี้สินของเกษตรกรเท่านั้น ธนาคารที่ดินจึงเป็นคนละมิติของธนาคารที่ผ่านมา

“ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กับร่างของภาคประชาชนมีความใกล้เคียงกัน แต่มีปัญหาในเรื่องรูปแบบขององค์กร คือของภาคประชาชนอยากให้เป็นในรูปแบบองค์กรอิสระ แต่ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อยากให้เป็นในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ รูปแบบมันคล้ายกับ ธ.ก.ส. เหมือน ธนาคารออมสิน ซึ่งเปิดให้มีการถือหุ้น ซื้อขายหุ้นด้วย เมื่อมีการซื้อขายหุ้นก็ต้องมีการทำธุรกิจ ก็ต้องแสวงหากำไร มันจะขัดกับหลักการของธนาคารที่ดินที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ”

ด้าน ประยงค์ ดอกลำไย คณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ได้เล่าถึงความเหมือนและต่างของร่างพ.ร.บ.ฉบับที่มีการเปิดความคิดเห็นวันนี้กับร่างพ.ร.บ.ฉบับภาคประชาชนว่า “ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กับร่างของภาคประชาชนมีความใกล้เคียงกัน แต่มีปัญหาในเรื่องรูปแบบขององค์กร คือของภาคประชาชนอยากให้เป็นในรูปแบบองค์กรอิสระ แต่ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อยากให้เป็นในรูปแบบรัฐวิสาหกิจ รูปแบบมันคล้ายกับ ธ.ก.ส. เหมือน ธนาคารออมสิน ซึ่งเปิดให้มีการถือหุ้น ซื้อขายหุ้นด้วย เมื่อมีการซื้อขายหุ้นก็ต้องมีการทำธุรกิจ ก็ต้องแสวงหากำไร มันจะขัดกับหลักการของธนาคารที่ดินที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก็กลายเป็นองค์กรที่มาแสวงหากำไรจากเกษตรกร ประการที่ 2 คือเรื่องของการใช้คำว่าสินเชื่อมันก็จะนำไปสู่การให้ผู้ใช้บริการเป็นลูกค้า จริงๆเรามองแบบกลางๆว่าเป็นผู้ใช้บริการหรือผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใช้บริการเจ๊ง สถาบันก็เจ๊งด้วย ดังนั้นความสัมพันธ์ของผู้ใช้บริการกับธนาคารควรเป็นในรูปแบบเพื่อนหรือหุ้นส่วน”  

ประยงค์ ดอกลำไย ได้เล่าต่อถึงความสำคัญของการจัดเวทีในครั้งนี้ว่า “วันนี้เป็นเวทีที่ให้ชาวบ้านที่เรียกร้องให้เกิดธนาคารที่ดินได้มาพูดความต้องการ พูดในจุดยืน มาช่วยในการออกแบบธนาคารที่ดิน เพื่อให้แก้ปัญหาการกระจุกตัวและตอบโจทย์เกษตรกรได้จริง เรื่องที่ 2 มันจะพ้นไปจากมิติเดิมๆ คือวันนี้เป็นการมาร่วมกันร่าง พ.ร.บ. โดยไม่ต้องกังวลว่า มันจะไม่มีทางผ่าน ครม ไม่มีทางผ่าน สนช ไม่มีทางผ่าน สภาผู้แทน แต่เป็นการมาคิดกันว่าถ้าจะเขียนกฏหมายให้แก้ปัญหาของเกษตรกรได้จริงหน้าตาของกฏหมายควรจะเป็นอย่างไร ทั้งรูปแบบขององค์กร มันก็จะสะท้อนไปถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ฝ่าย การเมือง สภานิติบัญญํติแห่งชาติ จริงๆแล้วรวมไปถึง พรรคการเมืองที่กำลังจะเข้าสู่กระบวนการการเลือกตั้งในต้นปีหน้า” ประยงค์กล่าวทิ้งท้าย

“ภาคประชาชนมาจากหลายภาคทุกคนก็แสดงความคิดเห็นที่สะท้อนปัญหาให้เราเห็น ซึ่งประเด็นที่ได้มาก็มีหลายๆเรื่องที่เราจะเอาไปปรับแก้ในตัวร่าง พ.ร.บ. ของเรา”

หลังจากจบเวทีนายขจรศักดิ์ เจียรธนากุล ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน กล่าวถึงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดินครั้งนี้ว่า “จริงๆแล้วร่าง พ.ร.บ. ตัวนี้มีการร่างกันมาตั้งแต่ปี   พ.ศ. 2558 แล้วก็มีการรับฟังความเห็นกันหลายครั้งแล้วแต่ว่าธนาคารที่ดินเองยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไร ก็เลยคิดว่าเราควรจะฟังเสียงจากภาคประชาชนอีกสักครั้งหนึ่งว่าควรจะมีการปรับแก้อะไร เพื่อเอามาปรับร่างพรบของเราให้มันสมบูรณ์มากขึ้น เพื่อที่จะผลักดันให้มันสามารถที่จะเอามาใช้ได้ และค่อนข้างพอใจในการแสดงความคิดเห็นของภาคประชาชน เพราะว่าภาคประชาชนมาจากหลายภาคทุกคนก็แสดงความคิดเห็นที่สะท้อนปัญหาให้เราเห็น ซึ่งประเด็นที่ได้มาก็มีหลายๆเรื่องที่เราจะเอาไปปรับแก้ในตัวร่าง พ.ร.บ. ของเรา

 

นายขจรศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายว่า “หลังจากนี้จะมีการดำเนินการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ อีก 2 เวที โดยเวทีที่จะถึงคือวันที่ 24 กันยายน 2561เป็นการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานราชการและองค์กรต่างๆเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน และในวันที่ 27 จะมีการจัดเวทีใหญ่เพื่อระดมความคิดเห็นในทุกภาคส่วน หลังจากรับฟังความคิดเห็นเสร็จแล้วจะมีการปรับแก้ตัวร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดินต่อไป”

Related Posts