งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 5 การทำไร่หมุนเวียนชุมชนปกาเกอะญอในภาคเหนือ

อ่านงานวิจัยไร่หมุนเวียน ย้อนหลังที่

งานวิจัยไร่หมุนเวียน-การทำเกษตรแบบยั่งยืน ตอนที่ 1

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 2 กะเหรี่ยงคือใคร ?

งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 3 ลองค์ความรู้ชาวกะเหรี่ยงกับการทำไร่หมุนเวียน

งานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 4 การทำไร่หมุนเวียนชุมชนกะเหรี่ยงโพลว่ในภาคตะวันตก

 

ตอนที่ ๕ การทำไร่หมุนเวียนชุมชนปกาเกอะญอในภาคเหนือ

        “เราทำเช่นนี้ทำไมหรือ ? เพราะเราเห็นว่า เป็นวิธีการใช้ผืนแผ่นดินที่ดีที่สุดแล้ว เป็นการรักษาหน้าดิน ไม่ให้เสีย ดิน รากไม้ รากไผ่ ตอไม้ ตอไผ่ไม่ตายสนิท ตอไม้ตอไผ่ยังแตกลูกอ่อนได้อยู่ รากไม้รากไผ่ยังแตกหน่อได้อยู่ ต้นไม้ที่ถูกลดกิ่งยังแตกกิ่งใหม่ได้อยู่ ขี้เถ้าขี้ถ่านที่เป็นอาหารพืชยังมีอยู่ ไส้เดือนยังแทงดินอยู่ หญ้าไม่รก ดายหญ้าเบาแรง ดินไม่ถล่มดอยไม่ไถล เพราะว่าเราไม่พลิกหน้าดิน ไม่ขุดขอนไม้ขุดรากไผ่ออก เราปลูกข้าวและพืชผักต่างๆ เราเพียงแต่แทงหน้าดิน ขนาดรอยเก้งรอยกวางเท่านั้น เราไม่ขุดลึกลงถึงแกนดิน แม้จะขุดลึกลงไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะขี้เถ้าขี้ถ่านที่เป็นอาหารข้าวและพืชผักอยู่เพียงหน้าดิน ไม่ลงไปอยู่ในแกนดินหากเราถางไร่ที่เดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปีหนึ่งถางที่นี่ ปีสองถางที่เดิม ปีสามถางที่เดิม ปีแล้วปีเล่าถางที่เดิม หากทำเช่นนี้ดินจะจืดลง ข้าวและพืชผักไม่งาม โรคและแมลงจะมากขึ้น หญ้าจะรก เอาหญ้าไม่อยู่ ยิ่งทำยิ่งหนักขึ้น ยิ่งทำดินยิ่งเสื่อมมากขึ้น สุดท้ายกลายเป็นของเสีย จะต้องทิ้งไป กลายเป็นการทำลายป่าอย่างถาวรไม่สามารถทำกินไปตราบชั่วลูกชั่วหลาน”

บือพอ ๒๕๔๗[1]

ชุมชนกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในภาคเหนือมากที่สุด ทั้งกะเหรี่ยงจกอว์หรือปกาเกอะญอ กะเหรี่ยงโพล่ว โดยการวิจัยครั้งนี้เลือกพื้นที่ศึกษาใน๔ ชุมชน ได้แก่ บ้านขุนแม่หยอด- ป่ากล้วย – แม่ราจี ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่, บ้านหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย, บ้านแม่ลาป่าแก่ ตำบลขุนแม่ลาน้อย อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และบ้านเกร๊ะคี ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ทั้งหมดเป็นปกาเกอะญอ ชุมชนเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนกะเหรี่ยงที่พยายามปรับตัวเพื่อคงระบบไร่หมุนเวียนเอาไว้ ท่ามกลางแรงกดดันในด้านเศรษฐกิจ และนโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐ

.๑ ไร่หมุนเวียนบ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วย

บ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วย เป็นกะเหรี่ยงจกอร์หรือปกาเกอะญอ ประกอบด้วย ๓ หย่อมบ้านด้วยกันคือ ๑) ขุนแม่หยอด จำนวน ๔๓ หลังคาเรือน ทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือน๒) ป่ากล้วย จำนวน ๔๐ ครัวเรือน ทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือน ๓) ขุนแม่ราจี จำนวน ๖ ครัวเรือนทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือน ในลักษณะผืนใหญ่รวมกัน บ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วยทำนากันไม่กี่ครัวเรือน นอกจากทำไร่หมุนเวียนแล้วยังทำสวนปลูกกาแฟและถั่วแดงอาซูกิเป็นพืชเศรษฐกิจหลัก

ชุมชนได้ร่วมกันกำหนดขอบเขตพื้นที่การทำไร่หมุนเวียนไว้ชัดเจน พื้นที่การทำไร่หมุนเวียนจึงไม่มีการขยายเพิ่มเติมในปัจจุบันแต่จำนวนแปลงเพิ่มขึ้น และขนาดแปลงไร่หมุนเวียนของครอบครัวมีขนาดเล็กลง เนื่องจากต้องแบ่งพื้นที่ให้กับลูกหลาน การถือสิทธิการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนโดยครอบครัว การหมุนจะกลับมาทำในพื้นที่เดิมของครอบครัว ในส่วนของรอบหมุนเวียนการทำไร่ของชาวบ้านที่นี่อยู่ที่ ๑๒ ปี มีพื้นที่หมุน ๑๒ แปลง จากเดิมที่มีรอบหมุนเวียนยาวนานถึง ๒๐ ปี

พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนบ้านแม่หยอดป่ากล้วยแยกออกเป็น ๓ โซนตามหย่อมบ้าน คือ บ้านแม่หยอด ๑๒ แปลง บ้านป่ากล้วย ๑๒ แปลง และบ้านแม่ราจี ๑๒ แปลง ซึ่งขนาดพื้นที่มากน้อยขึ้นกับจำนวนประชากรของหย่อมบ้าน พื้นที่ทั้ง ๑๒ แปลงของหย่อมบ้าน (แผนภาพที่ ๕.๑) มีชื่อเรียกตามภาษาปกาเกอะญอ คือ

บ้านแม่หยอด ได้แก่ ๑. หว่าเกอะหม่คี ๒. เหล่อโจ๋โข่ ๓. เซบอเบ่โจ๊ะ ๔. ต่าขุแทะ ๕. ต่าเดโด่โกล๊ะ ๖. โชจะโข่ ๗. เส่เคาะหลู่ ๘. ลี่อะซุย ๙. เก่อชอลอเบ่อโกล๊ะ ๑๐. โหน่กอโกล๊ะ ๑๑. โหน่เส่อมี ๑๒. เซวาโจ๊ะ

บ้านป่ากล้วย ๑. ฉกี่ตาอี๊โจ๊ะ ๒. ฉกี่ต่าคื่อหมื่อ  ๓. ฉกี่มีคี ๔. ฉกี่บือโส่คี ๕. ฉกี่หว่าทะโกล๊ะ ๖. ฉกี่มี๊ส่าโบะเด ๗. ฉกี่แหม่ลีโพคี ๘. ฉกี่ดูละพะทอ ๙. ฉกี่เก๊ะป่าเกะโกะคี ๑๐. ฉกี่จะโพฉกี่โกล๊ะ ๑๑. ฉกี่เส่อกวี๊กล๊า ๑๒. ฉกี่หว่าลายปา

บ้านแม่ราจี ๑. ต่าแม่คลีโจ๊ะ ๒. เพลอทอหมื่อทา ๓. พอโมบอโกล๊ะ ๔. หล่าคลือโกล๊ะ ๕. แหม่จีโกล๊ะ ๖. ทีทอโกล๊ะ ๗. เส่เกอเนอเด ๘. เตอแกววี ๙. ปาปะเอกหลู่ ๑๐. เพลอทอหมื่อคี ๑๑. เกอะปาเก่โก่คี ๑๒. ต่าแม่คลีโจ๊ะขอทิ

 

แผนภาพที่ ๕.๑ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนบ้านขุนแม่หยอด ป่ากล้วย และแม่ราจี (ซ้าย)

ที่มา:รายงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น โครงการแนวทางการสืบทอดการทำไร่หมุนเวียนสู่คนรุ่นใหม่ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลแม่ศึก อำเภอแม่แจ่ม จังหวดเชียงใหม่

 

.๒  ไร่หมุนเวียนบ้านหินลาดใน

บ้านหินลาดใน เป็นกะเหรี่ยงจกอร์หรือปกาเกอะญอและเป็น ๑ ใน ๓ หย่อมของบ้านห้วยหินลาด ได้แก่ หินลาดใน ผาเยือง และหินลาดนอก จำนวนครัวเรือนของบ้านหินลาดในมีจำนวน ๒๔ ครัวเรือน ชุมชนหินลาดในตั้งอยู่ในพื้นที่คาบเกี่ยวระหว่างเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตอุทยานแห่งชาติขุนแจ๋ บ้านห้วยหินลาด (รวม ๓ หย่อมบ้าน) มีพื้นที่ทั้งหมด ๒๙,๓๔๔.๗๐ ไร่ จำแนกเป็น ที่อยู่อาศัย  ๖๖.๐๖ ไร่ที่นา  ๒๒๙.๔๑ ไร่สวนวนเกษตร ๑,๐๑๙.๘๐ ไร่ไร่หมุนเวียน ๑,๒๙๘.๗๒ ไร่ ไร่ถาวร ๕๗๕.๒๐ ไร่ป่าชุมชน ๑๙,๖๑๖.๓๗ ไร่

 

แผนภาพที่ ๕.๒ บ้านห้วยหินลาด (ที่มา: มูลนิธิเพื่อการพัฒนาภาคเหนือ)

ชาวบ้านห้วยหินลาดเลี้ยงชีพด้วยการทำไร่หมุนเวียน ทำนา สวนชา ปลูกพืชเศรษฐกิจบางส่วน และการเก็บผลผลิตจากป่า ลักษณะการทำไร่หมุนเวียนเป็นแบบแปลงกระจาย ไร่เหล่าแต่ละแห่งมีการจัดสรรการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนชัดเจน แต่สามารถแบ่งปันกันใช้ที่ดินให้ครอบครัวอื่นในชุมชนได้ หากครอบครัวที่ถือสิทธิอยู่ไม่ได้ทำไร่ในนั้น มีรอบหมุนเวียนอยู่ที่ ๕-๑๐ ปี ซึ่งลดลงจากอดีตที่จะทิ้งพื้นที่ไว้ราว ๑๕ – ๒๐ ปี

.๓ ไร่หมุนเวียนบ้านแม่ลาป่าแก่

บ้านแม่ลาป่าแก่ เป็นกะเหรี่ยงจกอร์หรือปกาเกอะญอ ประกอบด้วย ๓ หย่อมบ้าน ได้แก่ บ้านแม่ลาป่าแก่ใต้, บ้านแม่ลาป่าแก่เหนือ และบ้านแม่ลาป่าแก่กลาง รวม ๑๐๐ ครัวเรือนเฉพาะหย่อมบ้านแม่ลาป่าแก่ใต้ที่ทำไร่หมุนเวียนในลักษณะผืนใหญ่รวมกัน ชุมชนได้กำหนดขอบเขตและจัดสรรสิทธิการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนของครอบครัวไว้ชัดเจนเช่นเดียวกับบ้านแม่หยอด-ป่ากล้วยและแนวโน้มขนาดของแปลงไร่หมุนเวียนเล็กลงจากการแบ่งให้ลูกหลานเช่นกัน ระยะเวลาทำไร่หมุนเวียนมีรอบหมุนเวียนสั้นลง เหลือ๗ ปี ในอดีตจะทิ้งรอบหมุนเวียนประมาณ ๑๐ ปี

ในส่วนของหย่อมบ้านแม่ลาป่าแก่เหนือ และแม่ลาป่าแก่กลาง มีจำนวนครัวเรือนที่ยังทำไร่หมุนเวียนอยู่ราว ๕๐% ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เหมาะกับการปลูกหอมแดง และกะหล่ำ ซึ่งเป็นการใช้พื้นที่ถาวร คือพื้นที่บริเวณหุบเขาที่มีแหล่งน้ำลำห้วยขณะที่สวนกาแฟปลูกในพื้นที่ป่าใช้สอยผสมผสานกับไม้ผลต่างๆ ถือสิทธิการใช้พื้นที่ของครอบครัวเช่นเดียวกับพื้นที่ปลูกหอมแดงและกะหล่ำ ส่วนพื้นที่ที่ยังทำไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่ที่ไม่สามารถปลูกหอมแดงและกะหล่ำได้เพราะไม่มีแหล่งน้ำ และยังเป็นสิทธิหน้าหมู่ร่วมกันระหว่างหย่อมบ้านแม่ลาป่าแก่เหนือและกลาง ซึ่งแปลงมีลักษณะกระจายไม่เป็นผืนรวมเหมือนกับแม่ลาป่าแก่ใต้ โดยการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนนี้จะมีการประชุมว่าครอบครัวใดที่ไม่มีนา หรือมีนาน้อยและต้องการทำไร่ข้าวในปีนั้นกี่ครอบครัว สามารถทำไร่ได้บริเวณใดบ้าง ทั้งนี้ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนมีการจัดสรรให้ครอบครัวเช่นเดียวกัน แต่สามารถแบ่งปันให้เครือญาติหรือเพื่อนบ้านที่ไม่มีนามาทำไร่ข้าวได้

ส่วนเรื่องพิธีกรรมก่อนที่ศาสนาคริสต์เข้ามา ทำพิธีกรรมกันเข้มงวด แต่ว่าพอเปลี่ยนมาถือศาสนาคริสต์ก็เบาบางลงตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ ทำให้บ้านแม่ลาป่าแก่ผ่อนปรนเรื่องพิธีกรรมไป แต่ก็ยังทำพิธีกรรมกันอยู่เพียงแต่เบาบางไม่เข้มข้นเหมือนเดิม

 

แผนภาพที่ ๕.๓ ขอบเขตพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน ปลูกหอมแดง กะหล่ำ และกาแฟ บ้านแม่ลาป่าแก่เหนือและป่าแก่กลาง

 

 

แผนภาพที่ ๕.๔ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนบ้านแม่ลาป่าแก่ใต้

ที่มา: สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECPT)

แปลง ๑ หน่อโบะคือโพคี (บริเวณลำห้วย) แปลง ๒ เปอมุโกล๊ะ (ต้นเปอมุ) แปลง ๓ เปอมุเด (กิ่วดอยต้นเปอมุ) แปลง ๔ มอทีคี (หัวลำห้วย) แปลง ๕ เปาะคี (ไหล่เขาข้างลำห้วย) แปลง ๖ ส่าเกอะปู (ต้นไม้ที่เป็นยาให้เด็กกิน) แปลง ๗ เปอปา (ไหล่เขาข้างลำห้วย)

.๔ ไร่หมุนเวียนบ้านเกร๊ะคี

บ้านเกร๊ะคี เป็นกะเหรี่ยงจกอร์หรือปกาเกอะญอ ประกอบด้วย ๔ หย่อมบ้าน ได้แก่ บ้านเกร๊ะคี มีจำนวนครัวเรือน ๕๐ หลังคาเรือนทำไร่หมุนเวียนประมาณ ๔๘ ครัวเรือน และทำนาประมาณ ๕ ครัวเรือน, บ้านเลโพเด มีจำนวนครัวเรือน ๕๐ หลังคาเรือน ทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือน และทำนาประมาณ ๕ ครัวเรือน

บ้านโท๊ะโด๊ะวาเลมีจำนวนครัวเรือน ๒๐ หลังคาเรือนทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือนและทำนาประมาณ ๔ ครัวเรือน และ บ้านตาโซเดมีจำนวนครัวเรือน ๑๙ หลังคาเรือน ทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือนและทำนาประมาณ ๑ ครัวเรือน

ชุมชนกำหนดขอบเขตและจัดสรรพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนไว้ชัดเจนเช่นกันและมีแนวโน้มเช่นเดียวกับบ้านกรณีศึกษาอื่นๆ ที่ขนาดพื้นที่ลดลง จากการแบ่งพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนให้ลูกหลาน มีรอบหมุนเวียนอยู่ที่ ๖ ปี ขณะที่ในอดีตรอบหมุนเวียนอยู่ที่ประมาณ ๘ ปี ลักษณะการทำไร่หมุนเวียนเป็นแบบผืนใหญ่รวมกัน และยังมีการปลูกไม้ผลและไม้ยืนต้นในพื้นที่สวน โดยปลูกต้นหมาก ต้นพลูเป็นหลัก บางครัวเรือนปลูกขนุน มะละกอ กล้วย มะม่วง มะพร้าว มะตื่น กาแฟ ทุเรียนผสมผสานด้วย

 

แผนภาพที่ ๕.๕ แสดงพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนบ้านเกร๊ะคี กระจายอยู่ใน ๓ โซน คือ “หมื่อหนึ” (ทิศตะวันตก), “หมื่อเถอะ” (ทิศตะวันออก) และ “ที่ท่า” (ท้ายน้ำ)

 

 

 

 

 

 

 

.๕ พื้นที่ต้องห้ามตามความเชื่อในการทำไร่หมุนเวียน

ข้อห้ามทำไร่หมุนเวียนตามคำสอนของบรรพบุรุษชาวปกาเกอะญอในพื้นที่ศึกษาในภาคเหนือมีลักษณะเหมือนกันกับกะเหรี่ยงโพล่วในภาคตะวันตก คือ ข้อห้ามและความเชื่อในการทำไร่ที่อธิบายได้ว่าเป็นพื้นที่ความสำคัญทางนิเวศวิทยา ดังต่อไปนี้

๑) ทีโข่เม”  พื้นที่ป่าต้นน้ำ ตาน้ำ น้ำออกรู

๒) “ต่าเดโดะ”  กิ่วดอยหลวง

๓) “ต่าโพหฆ่าโกล” เส้นทางการสัญจรของสัตว์ ถือเป็นความเชื่อ

๔) “ต่าโจ๊ะโข่” ยอดดอยสูง

๕) ทีแมะเก่อลา” พื้นที่โป่งน้ำ เชื่อว่ามีผีและเป็นพื้นที่หากินของสัตว์

๖) “เดะหมื่อเบอ” พื้นที่ภูเขาล้อมรอบ เกาะบนพื้นที่สูง ถือเป็นสนามเด็กเล่นของผี ศูนย์รวมของผี

๗) “ต่าเบาะปู” พื้นที่ที่เป็นที่อยู่และผสมพันธุ์ของสัตว์ป่า

๘) “ดูตะ” ป่าอนุรักษ์ ป่าดงดิบที่เจ้าป่าเจ้าเขาไม่อนุญาตให้ทำไร่

๙) “ดูละ” ป่าใช้สอย

๑๐) “แดวะเก๊าะ” พื้นที่สบน้ำสามสบมาบรรจบกันหรือไม่ควบลำห้วย

๑๑) “เหม่โต” สันแนวกันไฟ เพื่อป้องกันไฟป่า แนวสันภูเขากันไฟระหว่างพื้นที่ทำกินกับพื้นที่ป่าอนุรักษ์

๑๒) “จอหล่อสี” พื้นที่วัดเก่า เจดีย์เก่า

๑๓) “ต่าหล่อเออ” หรือ “ต่าเออปู” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มีเจ้าของ

๑๔)“ตาสว่าโข่”  พื้นที่ที่มีความสำคัญตามความเชื่อทางวัฒนธรรม เช่น ป่าสุสาน/ป่าช้า ถ้าชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่นี้อาจทำให้ป่วยและล้มตายได้

นอกจากนั้น บือพอ (ถาวร กัมพลกุล)      นักเขียนชาวปกาเกอะญอจากจังหวัดเชียงใหม่ ที่ถ่ายทอดเกี่ยวกับข้อห้ามตามความเชื่อไว้ในหนังสือ “ไร่หมุนเวียน ในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ” เพื่อบอกเล่าวิถีการทำไร่หมุนเวียนของคนปกาเกอะญอเมื่อครั้งอดีต แต่ได้เปลี่ยนแปลงและสูญสลายไปแล้วจากบ้านเกิดขึ้นผู้เขียน และกำลังเกิดขึ้นกับชุมชนปกาเกอะญอจำนวนมาก เพิ่มเติมจากข้อมูลจาก ๔ พื้นที่ศึกษา ดังนี้

๑) “เดะ หมื่อ เบอ” แปลว่า “เขียดแลวกกไข่” หมายถึง เขาลูกหนึ่ง มีลำห้วยไหลล้อมรอบ เราไม่ถางไร่ เราเชื่อว่าเป็นที่อยู่อาศัยของภูติผี เราถือเป็นข้อห้าม

๒) “นา อุ๊ หรู่” แปลว่า “น้ำออกรู” หมายถึง บริเวณตามน้ำผุด เราจะไม่ถางไร่ เราถือเป็นข้อห้าม เราเชื่อว่ามีเจ้าน้ำ (นาที) อาศัยอยู่ หากถางไร่น้ำจะลงโทษเรา

๓) “ที แหมะ เกอะลา” แปลว่า “แอ่งน้ำกระจก” หมายถึง แอ่งน้ำแห่งใดๆ ที่หัวไม่ไหลท้ายไม่ไหล เป็นแอ่งน้ำนิ่ง บริเวณนี้เราไม่ถางไร่ เราถือเป็นข้อห้าม

๔) “แพะ ฆึ ถิ ฮี่” แปลว่า “ไร่หนีบหมู่บ้าน” หมายถึง ปีที่แล้ว หากเราถางไร่เหนือหมู่บ้าน ปีนี้ใต้หมู่บ้านเราจะไม่ถาง หรือปีที่แล้ว หากเราถางไร่ทางตะวันออกของหมู่บ้าน ปีนี้ทางตะวันตกของหมู่บ้านเราจะไม่ถาง เราถือเป็นข้อห้าม

และขณะเดินไปถางไร่ ได้ยินเสียงนกขุนแผนร้องทัก เก้งร้องทัก หรืองูเลื้อยตัดหน้า เราจะไม่ถางไร่ที่นั่น เราถือเป็นข้อห้าม ถือว่ามีลางบอกเหตุที่ไม่ดี แสดงว่าเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่า เจ้าเขา ไม่อนุญาตให้เราถางไร่ จะต้องไปเลือกที่ใหม่

แผนภาพที่ ๕.๖ พื้นที่ต้องห้ามในการทำไร่หมุนเวียน

          ๕) “โถ่ หลุ่ย เปย เด๊าะ กะ” หุบเขาหนึ่ง ปีที่แล้วถางไร่ด้านหนึ่ง ปีนี้ถางอีกด้านหนึ่ง ฝั่งตรงข้ามจะไม่ถางไร่อีก ถือเป็นข้อห้าม เรียกว่า “นกเขาขันตรงข้าม”

๖) “หญ่า เปอะลา ถ่อ” ลำห้วยหนึ่ง ปีที่แล้วถางไร่ฝั่งหนึ่ง ปีนี้ฝั่งตรงข้ามห้ามไม่ให้ถางไร่อีก ถือเป็นข้อห้าม เรียกว่า “ปลาพลวงขึ้น”

๗)“หยื่อ เด โพล” เขาลูกหนึ่ง ปีที่แล้วถางไร่หน้าเขา ปีนี้หลังเขาไม่ให้ถางไร่อีก ถือเป็นข้อห้าม เรียกว่า “รูหนีหนูหวาย”

๘)“แสว่ ลอละ” เขาลูกเดียวกัน ปีที่แล้วถางไร่ตอนบน ปีนี้ตอนใต้ไม่ให้ถางไร่อีก ถือเป็นข้อห้าม เรียกว่า “ถ่านไหลลง”

บทคำสอนจากบรรพบุรุษของชาวปกาเกอะญอสอนเอาไว้ว่า

ใช้น้ำให้รักษาน้ำ                (ออ ที เกอะตอ ที)

ใช้ผืนดินให้รักษาผืนดิน      (เอาะ ก่อ เกอะตอ ก่อ)

กินเขียดให้รักษาผา            (เอาะ เดะ เกอะตอ เล)

กินปลาให้รักษาห้วย            เอาะ หญ่า เกอะตอ กวี)

เรารักษาไม้ที่ขุนน้ำ             (เกอะตอ เส่ ทีโพคี)

เรารักษาไผ่ที่ขุนน้ำ             (เกอะตอ หว่า เลอะ ทีโพคี)

ให้เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า        (เกอะตอ ฉ่าโพ อะหล่อมี)

ให้เป็นที่นอนของสัตว์ป่า      (เกอะตอ ก่อโพ อะหล่อมี)

ไก่ฟ้าไก่ป่าเดินด้วยกัน (โถ่กิ ชอมี เปาะเหลาะคี)

นึกถึงแล้วช่างน่าห่วงหา       (เมะโชโหม่ เก เสอะหยื่อซี)

ใช้ผืนน้ำให้รักษาไว้            (ออ ที เกอะตอ ที เหม่ เก)

ใช้ผืนดินให้รักษาไว้           (เอาะ ก่อ เกอะตอ ก่อ เหม่ เก)

ถางไร่อย่างฟันให้ไม้ตาย     (แพะ ฆึ ขุ ซี เส่ เตอะ เก)

ฟันไร่อย่าถางไผ่ให้ตาย       (แพะ ฆึ ขุ ซีหว่าเตอะเก)

หากไม้และไผ่หมดไป          (เส่ หว่า เมะ ลอตุ ลอเช)

เราจะอดน้ำอดข้าวตาย        (เปอะ บะ กอวี บะกอเจ)

บือพอ (๒๕๔๗: ๒๒-๒๕, ๓๑-๓๒)

.๖ ขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียน

การอธิบายถึงขั้นตอนทำไร่หมุนเวียนของคนปกาเกอะญออย่างละเอียดลึกซึ้ง มีอยู่ในงานเขียนของบือพอ (ถาวร กัมพลกูล) ใน “ไร่หมุนเวียน ในวงจรชีวิตชนเผ่าปกาเกอะญอ” (๒๕๔๗) ไว้แล้ว งานศึกษาครั้งนี้จึงเพียงอธิบายจากข้อมูลจากการบอกเล่าของผู้นำชุมชนในการประชุมกลุ่มย่อย และใช้ข้อมูลจากงานเขียนของบือพอมาเสริมในรายละเอียดบางส่วน

๑. การตระเวนหาพื้นที่ทำไร่ เรียกว่า “ฉก่าดูละ”พิธีการเสี่ยงทาย เมื่อสมัยบุกเบิกต้องทำ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้ทำแล้ว เพราะว่าหมู่บ้านมาตั้งนานแล้วและสถานที่ทำกินกลายเป็นไร่เหล่าไปหมดแล้ว

        ๒.การถางไร่ เรียกว่า “แผะ ฆึ”  สมัยก่อนเมื่อเลือกพื้นที่ทำไร่ได้แล้ว ก็จะถางไร่ หน้าที่การถางไร่จะเป็นของผู้ชาย โดยถางประมาณ ๓วัน  แล้วเว้น ๑วัน แล้วถางไปอย่างนี้จนกว่าจะเสร็จในขั้นตอนนี้มีพิธีกรรมที่เรียกว่า “แผะฆึหล่อชิ” หมายถึง ไล่ผี ไล่สัตว์  ไล่แมลง และสิ่งมีชีวิตให้ออกไปจากไร่ทั้งหมด และพิธีกรรมอธิฐานขอขมาต่อผีต้นไม้ สิ่งศักดิ์สิทธิ ผีเจ้าที่ เจ้าดิน เจ้าฟ้า เจ้าฝน เจ้าป่า เจ้าเขา

ถ้าหากว่าภายใน ๓ วัน บางครอบครัว บางคน บางวันมีดแหว่ง ขวานหลุดด้าม หรือถูกมีดบาด ขวานจามถูกเท้า หรือตกจากต้นไม้ หรือต้นไม้ล้มทับต้นไผ่ล้มฟาด หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะเลิกถางไร่ที่นั่น ต้องไปหาที่ถางไร่ใหม่ หรือกลับไปบ้านฝันไม่ดี เช่น ฝันว่ายิงหมี ยิงเลียงผาได้ ก็จะเลิกถางไร่ที่นั่นเช่นกัน หากขืนถางต่อไป คนใดคนหนึ่งอาจเสียชีวิต เพราะเชื่อว่าเลียงผาคือขวัญของมนุษย์

ในช่วงระหว่างการถางไร่มีข้อห้าม เช่น หากพบรังต่อ รังผึ้ง รังมิ้น ห้ามตีมากินต้องเว้นที่ไว้ไม่ตัดฟันต้นไม้ เชื่อว่าหากตีมากิน ไร่จะไหม้ไม่ดี การตัดฟันต้นไม้ต้นไผ่ต้องเว้นตอไว้สูง ไม่ตัดถึงโคน เพื่อให้แตกกอ แตกหน่อ และแตกกิ่งใหม่ได้อีก ต้นไม้ใหญ่ๆ กิ่งมากใบดกไม่ให้ตัดโค่น แต่ให้ลิดกิ่งแทน เหลือไว้สามสี่กิ่ง เพื่อเก็บไว้ให้เป็น “ที่เกาะนกพญาไฟ” (บิ เบ อะ หล่อ จ่อ)

        ๓.การทำแนวกันไฟก่อนเผาไร่ เรียกว่า “มาเหม่โต” เพื่อป้องกันไฟไหม้ป่า ไร่เหล่าทั้งอ่อนและแก่ป้องกันไฟไหม้สัตว์ป่า ก่อนเผาไร่ต้องทำพิธีกรรมขอให้ไฟไหม้ไร่ดี ด้วยการเลี้ยงข้าว ปลา อาหาร ไก่ ๑ ตัว อธิษฐานผีเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า “พะถ่อเมโข่”ขอให้ไฟไหม้ไร่ดี ไม่ให้ไฟลามไปที่อื่นขั้นตอนการทำแนวกันไฟนี้ไม่ได้ทำในสมัยก่อน แต่เพิ่มเข้ามาใหม่ภายหลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลและจัดการทรัพยากรของชุมชน

๔. การเผาไร่ เรียกว่า“ชุ ฆึ” หลังจากถางไร่เสร็จแล้วจะปล่อยให้กิ่งไม้ใบไม้ตากแดดจนแห้ง เรียกว่า “ช่วงตากไร่” (โล เก๊าะ คา) โดยจะตากไว้ประมาณ๑ เดือน  เดือนครึ่ง หรือ ๒เดือน เช่น เดือนมกราคมถางไร่ เดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคมตากไร่ พอปลายเดือนมีนาคม หรือต้นเดือนเมษายน หลังจากตากไร่แล้วก็จะถึงเวลาเผาไร่ ราวต้นเดือนเมษายนก่อนเผาไร่จะทำพิธีเรียกลม (เก๊าะ เกอะ ลี) และอธิษฐานคำอธิบายขณะจุดไฟเผาว่า “ลมเอ๋ย โหมขึ้นไปเถิด…ลมเอ๋ยโหมขึ้นไปเถิด…(ถ่อ เกอะลี หอ…ถ่อ เกอะลี หอ) เจ้าไฟแม่ เจ้าไฟผู้เอ๋ย อยู่ที่ใดมา อยู่แห่งใดมา อยู่ทิศเหนือมา อยู่ทิศใต้มา อยู่ด้านซ้ายมา อยู่ด้านขวามา อยู่ตะวันออกมา อยู่ตะวันตกมา มากินยอดไม้ มากินยอดไผ่ มากินท่อนไม้ มากินท่อนไผ่ มากินตอไม้ มากินตอไผ่ เมื่อได้เวลาแล้ว ข้าจะเลี้ยงตอบแทนเจ้าด้วยไก่ผู้แดงใหญ่ตัวหนึ่ง…ลมเอ๋ยโหมขึ้นไปเถิด…ลมเอ๋ยโหมขึ้นไปเถิด”

หลังเผาไร่เสร็จจะมีการทำเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์เรียกว่า “มา หน่อ ฆึ” เพื่อประกาศบอกกล่าวแก่ ผีเจ้าที่ เจ้าดินสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผีฟ้า ผีฝน เทวดา ว่าปีนี้สถานที่นี้เป็นที่ทำกินแล้ว ขอให้พวกท่านทั้งหลายได้รับทราบ อีกวันต่อมาพวกผู้หญิงจะเข้าไปปลูกพืชตามไฟ เรียกว่า “สู่ แชว เหม่ ฆึ” ผู้หญิงจะปลูก ข้าวโพด ฟักทอง เผือก มัน ถั่ว บวบ ฯลฯ ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนพันธุ์กับเพื่อนบ้านตั้งแต่เดือนกุมภาพันธุ์ หรือช่วงหน้าหนาว ในช่วงที่เผาไร่ถ้ามีฝนตกจะเว้นไม่เดินเข้าไร่ ๓วัน ถ้าฝนตกและมีลูกเห็บตกด้วย จะเว้นไม่เดินเข้าไร่๗วัน และการไปเผาไร่

๕. การรื้อไร่หรือ การทำความสะอาดไร่ เรียกว่า “โก่ ฆึ” เป็นการทำความสะอาดเก็บเศษไม้ที่ไหม้ไฟไม่หมด หรือไม้ที่ไม่ไหม้ ไม้เหล่านั้นจะนำมาทำรั้วไร่ (โรต่ะ) เพื่อป้องกัน วัว ควาย ไม่ให้เดินเข้าไปในไร่  จากนั้นจะสร้างกระท่อมในไร่(มาแด)เพื่อหลบฝน หลบแดด หรือพักนอนตอนกลางคืน

๖. การหยอดข้าวเรียกว่า “เผว่บือ” การหยอดข้าวจะใช้การเอาแรง โดยผู้ชายจะเป็นผู้แทงหลุมสำหรับหยอดเมล็ดข้าว เรียกว่า “โถ่ ฆึ” ส่วนผู้หญิงจะเป็นผู้หยอดเมล็ดลงหลุมที่ผู้ชายแทงหลุมไว้และเมล็ดของพืชผักบางชนิด เช่น ผักกาด ห่อวอ งา ฯลฯ จะหยอดไปพร้อมกับเมล็ดข้าวเลย สมัยก่อนจะต้องหยอดแม่ข้าว๗ หลุมก่อน เรียกว่า“มวา แชะ ลอ” หรือ “โดบือสู่ลอ” ปัจจุบันยังเหลือทำอยู่ส่วนน้อยในบ้านแม่หยอด-ป่ากล้วย สำหรับช่วงเวลาในการปลูกข้าว หรือ หยอดข้าว มีอยู่ ๒ช่วงเวลา หากพื้นที่อยู่เป็นป่าดงดิบ เริ่มปลูกข้าวปลายเดือนเมษายน แต่ถ้าพื้นที่อยู่ในป่าแพะ ป่าเต็งรัง หรือป่าเบญจพรรณเริ่มปลูกปลายเดือนพฤษภาคม –เดือนมิถุนายน

๗. ดายหญ้า เรียกว่า “กล่อหน่อ”ผู้ที่ปลูกข้าวในเดือนเมษายน จะดายหญ้าช่วงแรกในเดือนพฤษภาคม ถ้าปลูกข้าวในเดือน พฤษภาคม และมิถุนายน จะถอนหญ้าช่วงแรกต้นกรกฎาคม ดายหญ้ารอบแรก เมล็ดข้าวยังไม่งอก เรียกว่า “ดายหญ้าหัวไฟ” (กล่อ หน่อ เหม่ โข่) ถ้าเป็นป่าที่ฟื้นตัวดีแล้วหญ้าจะไม่รกมาก การดายหญ้าจะเสร็จเร็วราว ๓ สัปดาห์  การดายหญ้าไม่ได้ดายไปเรื่อยๆ แต่มีระเบียบกฎเกณฑ์ที่บรรพชนสอนไว้ วิธีการคือจะแบ่งไร่ออกเป็นส่วนๆ จากหัวไร่สู่ท้ายไร่ โดยมากจะแบ่งเป็นสามส่วน คือ หัว กลาง ท้าย โดยจะเริ่มดายจากส่วนหัวเป็นส่วนแรกก่อน ดายทีละแนวจากข้างไร่ด้านหนึ่งจนถึงอีกด้านหนึ่ง เสร็จส่วนแรกลงไปดายส่วนที่สองตรงกลาง ดายเช่นเดียวกับส่วนแรก เสร็จส่วนตรงกลางแล้วก็ลงไปดายส่วนที่สามท้ายไร่ เรียกว่า “ดายหญ้าถลกซิ่นไร่” (กล่อ หน่อ โถ่ ลอ หลุ ฆึ อ๊ะ หนี่)

หัว

กลาง ๑๒ ๑๑ ๑๐
ท้าย ๑๘ ๑๗ ๑๖ ๑๕ ๑๔ ๑๓

แผนภาพที่ ๕.๗ ดายหญ้าถลกซิ่นไร่

 

คนปกาเกอะญอถือว่าไร่เป็นของผู้หญิง ตามคำกล่าวของบรรพชนที่ว่า ผู้หญิงเป็นเจ้าของไร่ (เผาะ หมื่อ แก๊ะ ฆึ อะ เกอะ จ่า) ผู้ชายเป็นเจ้าของนา (เผาะควา แก๊ะ ฉิ เกอะ จ่า) ที่เป็นเช่นนี้เพราะทุกขั้นตอนของการทำไร่ ผู้หญิงจะเกี่ยวข้องและผูกพันกับไร่มากกว่าผู้ชาย การดายหญ้า การพรวนดิน การดูแลรักษา การเฝ้าติดตามการเจริญงอกงามดิน การดูแลรักษา การเฝ้าติดตามการเจริญงอกงามของพืชพันธุ์ การเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช การลงมือปลูก การเลือกพื้นที่ปลูก ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทของผู้หญิงทั้งสิ้น เพราะไร่มีความหลากหลายและละเอียดอ่อนมากกว่านา ในนามีแต่ข้าวแต่ในไร่มีพืชหลายสิบชนิด จึงต้องอาศัยความอดทนและความละเอียดก่อนของผู้หญิงเข้าไปจัดการ ถึงจะทำให้การทำไร่มีผลสำเร็จ

ถ้าต้นข้าวแคระแกรน ข้าวเหลือง เหี่ยวเฉา เรียกว่าไร่ระเหย จะแก้ไขด้วยการทำพิธี “นึ่งไร่” (เฮอ เก ฆึ) โดยการตัดเอาปล้องไม้ไผ่มาฝังตรงสี่มุมของของไร่หรือกระท่อม พร้อมกับอธิษฐานให้สิ่งชั่วร้าย เชื้อโรคต่างๆ ให้ระเหยออกไป และขอให้ข้าวกลับมางดงาม แตกหน่อ แตกกอ เขียวขจี ขอให้เจริญเติบโตงดงามจากหัวไร่จรดท้ายไร่ หรือถ้าข้าวเหลืองและดูแล้วไม่ใช่มาจากไร่ระเหย จะทำพิธีสะเดาะเคราะห์ (เซอ เก ฆึ) โดยจะตัดกาบกล้วยมาหักพับสี่ส่วน ทำเป็นกระทงรูปสี่เหลี่ยม ปูพื้นด้วยตะแกรงไม้ไผ่ข้างในใส่อาหาร พริก เกลือ หมากพลู ปูน ยาสูบ ฯลฯ แล้วเอาต้นข้าวที่เหลืองจากสี่มุมของไร่ใส่ไปด้วย นำไปวางไว้บริเวณที่หว่านข้าวแรก จากนั้นอธิษฐานให้บรรดาเชื้อโรค ตัวหนอน ตัวด้วง สิ่งไม่ดีต่างๆ ที่ทำให้ข้าวเหี่ยวเฉา แห้งเหลือง มากินอาหาร หมากพลู เสร็จแล้วให้ออกไปจากไร่ กลับไปยังที่ของตัวเอง อย่ามาเฝ้าอยู่ที่ไร่นี้

การดายหญ้าจะใช้ขอเหล็ก (ขละ) เป็นอุปกรณ์ที่ออกแบบเฉพาะ มีลักษณะโค้งงอขึ้น ซึ่งกินเนื้อดินไม่ลึก และไม่คมมากนัก เพราะขณะดายหญ้าก็เป็นการพรวนดินภายในตัว การพรวนดินจะพรวนเฉพาะหน้าดิน ไม่ขุดดินลึกแบบพลิกหน้าดิน เพราะจะทำให้โครงสร้างดินเสีย ไม่ช่วยให้ข้าวและพืชผักเจริญเติบโต และที่สำคัญการกำจัดหญ้าในไร่จะไม่ใช้สารเคมี ยาฆ่าหญ้า เพราะจะทำให้ดินเสื่อมสภาพ ดินจะเสีย น้ำจะเสีย อากาศเป็นพิษ และอันตรายกับคน แต่การทำไร่จะอาศัยความเชื่อที่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะคอยปกป้อง ดูแลให้ข้าวและพืชผักให้รอดพ้นจากศัตรูทั้งหลาย หลังดายหญ้าหัวไฟเสร็จ หากหญ้าขึ้นรกมาอีก ก็ดายหญ้าอีกเป็นรอบที่สองหรือสามแล้วแต่ว่าหญ้ารกมากหรือน้อย จากนั้นจะดายหญ้าไปจนกระทั่งถึงหลายเดือนกรกฎาคม จะทำพิธีกรรมที่เรียกว่า “เลี้ยงไร่”

๘. เลี้ยงไร่ หรือเลี้ยงผีเจ้าที่เรียกว่า “บกอ ฆึ” พิธีเลี้ยงไร่นี้แต่ละครอบครัวจะทำกันเอง แต่ผู้นำหมู่บ้านจะต้องเป็นผู้ทำคนแรกก่อน หลังจากนั้นลูกบ้านจึงทำตามหลัง พิธีเลี้ยงไร่นี้ยังมีพิธีย่อยๆ ลงไปอีก ๔ อย่าง คือ พิธีเลี้ยงไฟ (ต่า หลื่อ เหม่) พิธีเลี้ยงขอพร (ต่า เตอะ เหมาะ) พิธีปัดรังควาญ (ต่า แซะ) พิธีป้องกันไร่ (ต่า คะ แก๊ะ) จึงต้องหาไก่สำหรับทำพิธี ๔ ตัว คือ ไก่ตัวผู้สีแดงหนึ่งตัวสำหรับพิธีเลี้ยงไฟ ไก่แม่หนึ่งตัวสำหรับพิธีอวยพร ไก่ผู้หนุ่มหนึ่งตัวสำหรับพิธีปัดรังควาญ และไก่สาวรุ่นตัวหนึ่งสำหรับพิธีป้องกันไร่ ทุกพิธีจะมีคำอธิษฐาน เริ่มจากพิธีขอพร อธิษฐานให้ข้าวดี ข้าวงาม โตขึ้น สูงขึ้น แตกหน่อ แตกกอ ให้เขียวขจี ออกดอกออกผล เพิ่มดอกเพิ่มผล ตามมาด้วยพิธีเลี้ยงไฟ อธิษฐาน ขอให้ไฟเย็นลง ให้มากินเครื่องเซ่น อย่าร้อนใส่ไร่ใส่สวน อย่าร้อนใส่ข้าวเปลือกข้าวสาร อย่าร้อนใส่หมู ใส่ไก่ ใส่วัว ใส่ควาย อย่าร้อนใส่หมู่บ้าน ชุมชน อย่าร้อนใส่ลูก ใส่เมีย ใส่ตัวข้าเอง จากนั้นเป็นพิธีปัดรังควาญ อธิษฐานปัดรังควาญให้ข้าว ปัดสิ่งไม่ดีปัดสิ่งไม่งามทิ้งไป ปัดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าทิ้งไป ปัดความเจ็บไข้ทิ้งไป ปัดความทุกยากลำบากทิ้งไป จากนั้นต้มไก่ที่เซ่นไหว้กินกัน ก่อนกลับบ้านจึงจะทำพิธีป้องกันไร่ อธิษฐานให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งาม สิ่งที่ไม่สุขไม่สบาย เจ้าของนก หนู หนอน ด้วย มด ปลวก ขอส่งกลับไปให้หมด ลงมากินข้าวกินน้ำ กินพริกกินเกลือ สูบบุหรี่สูบยา กินหมากพลู เสร็จแล้วให้กลับไป จากนั้นนำเครื่องป้องกันไร่ที่เตรียมไว้ไปวางไว้ริมไร่ด้านทางกลับบ้าน ซึ่งรุ่งเช้าอีกวันต้องรีบไปเก็บเอาเครื่องป้องกันไร่ออกก่อนที่ใครจะเข้ามาในไร่ เหตุผลที่ต้องทำพิธีเลี้ยงไร่ ก็เพราะคนปกาเกอะญอเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิเป็นผู้บันดาลธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า บันดาลให้ข้าวและพืชผักในไร่เจริญเติบโต ทั้งยังช่วยปกป้องคุ้มครองไร่และคน เพราะฉะนั้นการทำพิธีเลี้ยงไร่ เพื่อเป็นการขอบคุณ

การทำพิธีเลี้ยงไฟเป็นการนอบน้อมต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เคารพต่อธรรมชาติและขอขมาลาโทษต่อดิน น้ำ ป่าที่ได้ใช้ประโยชน์ เพราะช่วงเวลาเผาไร่ ไฟได้เผาไหม้ธรรมชาติทุกอย่างในไร่ ต้นไม้ ต้นไผ่ ต้นหญ้า ผืนดิน รวมถึงสิงสาราสัตว์ต่างๆ ขอให้เจ้าแห่งไฟโปรดอภัยให้ สิ่งที่ทำไปเพราะความจำเป็นในการดำรงชีวิต ขณะเผาไร่ก่อให้เกิดความรุ่มร้อนไปทั่ว แต่เวลานี้ขอให้เจ้าแห่งไฟโปรดบันดาลให้ทุกสิ่งทุกอย่างเย็นลงสงบลง ให้ระบบนิเวศน์กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์

การทำพิธีขอพร เป็นการขอพรจากเจ้าแห่งข้าว (พี หมื่อ แม) แสดงความเคารพ ขอพร ต่อเจ้าแห่งข้าว ให้บันดาลให้ข้าวเจริญเติบโตงอกงามดี อุดมสมบูรณ์ ออกดอกออกผลเป็นทวีคูณ ปราศจากศัตรูชนิดต่างๆ มด แมลง ด้วง หนอง ตั๊กแตน ฯลฯ อีกทั้งเป็นโอกาสขอบคุณและยกย่องเจ้าแห่งข้าว

การทำพิธีปัดรังควาญ ก็เพื่อให้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายต่างๆ ไล่นก หนู แมลง ด้วย หนอน ผีเสื้อที่เป็นศัตรูพืช คอยสร้างความเดือดร้อนแก่ข้าวและพืชพันธุ์ให้ออกไปจากไร่ ข้าวและพืชพันธุ์จะได้เจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์

การทำพิธีป้องกันไร่ เป็นการป้องกันสิ่งชั่วร้าย ป้องกันศัตรูพืชที่อยู่นอกรั้วไม่ได้เข้ามากัดกิน และทำลายข้าวและพืชพันธุ์ในไร่

สำหรับชุมชนกรณีศึกษา ชุมชนที่ปรับเปลี่ยนมานับถือศาสนาคริสต์อย่างบ้านแม่ลาป่าแก่ พิธีกรรมไหว้ผีจะปรับไปไหว้พระเจ้าแทนผี และเปลี่ยนคำเรียกจาก “บอ ฆึ” มาเป็น“บาต่าเลอะฆึ”

๙. เกี่ยวข้าว เรียกว่า “กุ๊บือ”หากทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่าแพะ ป่าเต็งรัง หรือป่าเบญจพรรณ จะเก็บเกี่ยวข้าวในช่วงเดือนตุลาคม แต่หากเป็นป่าดงดิบ จะเกี่ยวข้าวในเดือนพฤศจิกายน จนถึงเข้าสู่เดือนธันวาคม เมื่อข้าวในไร่สุก ถึงเวลาเก็บเกี่ยวข้าว วันลงเกี่ยวข้าวแต่ละครอบครัวถือไม่เหมือนกัน บางครอบครัวถือวันอาทิตย์เป็นวันดี บางครอบครัวถือวันพฤหัสเป็นวันดี บางครอบครัวถือวันเสาร์เป็นวันดี การเกี่ยวข้าวจะใช้การเอาแรง การเกี่ยวข้าวจะเริ่มต้นจากใกล้ๆ กระท่อมก่อน และต้องเกี่ยวให้ถูกตามประเพณีตามที่บรรพบุรุษปฎิบัติมา คือ ต้องเกี่ยวจากขวามือแล้วย้อนกลับไปทางซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกา) และเริ่มเกี่ยวจากริมไร่แล้วกลับมาหากระท่อม โดยเก็บแนวข้าวจากริมไร่ถึงที่หว่านข้าวแรก เพราะเชื่อว่า ข้าวมีขวัญ ก่อนเกี่ยวข้าว และระหว่างเกี่ยวข้าว ขวัญข้าวอาจจะอยู่นอกรั้ว การเก็บแนวข้าวเป็นการไว้ทางเดินให้ข้าว หากไม่เว้นไว้ ทางเดินขวัญข้าวไม่มี ขวัญข้าวก็จะไม่กลับมาในไร่ ไม่กลับเข้ากระท่อม และจะทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดี

 

 

แผนภาพที่ ๕.๘ เกี่ยวข้าวที่ถูกต้องตามประเพณี

          เมื่อสมัยก่อนหนุ่มสาว จะพบกัน หรือเจอกัน ตอนไปเกี่ยวข้าวด้วยกัน และจะดูใจกันในไร่ ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้าว พูดง่ายๆ ก็คือ จะหาคู่จีบกันในช่วงนั้นหนุ่มๆ แต่ถ้าถึงเวลาเกี่ยวข้าว ประเพณีดั้งเดิมจะให้พวกผู้หญิงมัดข้าว พวกหนุ่มๆ จะเกี่ยวข้าวให้ฝ่ายผู้หญิงมัด  และเกี่ยวข้าวเป็นคู่ๆ และปาเกอะญอถือว่าเป็นฤดูกาลหาคู่ของหนุ่มสาว

๑๐.  ตีข้าวหรือนวดข้าวเรียกว่า “เผาะบือ”เมื่อเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วจะตากข้าว (โลบือแค๊ะ)  มัดทิ้งไว้ประมาณ ๓วัน หรือ ๗ วัน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น อากาศดี แดดดี อาจจะตากแค่ ๓วัน หรือ ๔วัน ก่อนตีข้าวจะทำพิธี “มัดมือเรียกขวัญลงตีข้าว” (กี่ จึ๊ เผาะ ลอ บือ) ก่อนตีข้าวเสร็จแล้วจึงเริ่มลงมือตีข้าว ถ้าตีข้าวไม่เสร็จภายใน๓วัน ต้องผูกข้อมืออีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น ในกรณีที่ไร่กว้าง การตีข้าวใช้เวลานานก็จะผูกข้อมือทุกๆ ๓ วัน จนกว่าจะเสร็จ การผูกข้อมือจะทำในไร่ ใช้ไก่จำนวน ๑ คู่ และเหล้า ๑ขวด ในการผูกข้อมือแต่ละครั้ง

การตั้งลานตีข้าวนั้น อาจตั้งมากกว่า ๑ ลาน ขึ้นกับขนาดของไร่ หากผืนใหญ่จะตั้งหลายลาน โดยจะตั้งลานวนจากขวากลับไปยังซ้ายเช่นเดียวกับการดายหญ้าและเกี่ยวข้าว ตั้งจากด้านขวาของกระท่อมวนกลับไปยังด้านซ้ายของกระท่อม ลานตีข้าวแรกที่ตั้งเรียกชื่อว่า “ลานตีข้าวคนโต” (หล่อ แหว่ โก๊ะ) ลานต่อๆ ไป เรียกว่า “ลานตีข้าวคนกลาง” (หล่อ หนุ เจอ) และลานตีข้าวสุดท้ายเรียกว่า “ลานตีข้าวคนสุดท้อง” (หล่อ เสอะ ดา) ปูเสื่อลงบนลานตีข้าวจากลานตีข้าวคนโตถึงลานคนสุดท้อง หันด้านที่กำหนดให้เป็นหัวเสื่อออกไปนอกรั้ว เพราะต้องการหันให้ขวัญข้าวจากนอกรั้วกลับเข้ามายังไร่ ส่วนลานตีข้าวสุดท้องหันเข้าหากระท่อม เพราะต้องการให้ขวัญข้าวกลับเข้ามาอยู่ในกระท่อม หากไม่ปูเช่นนี้จะได้ผลผลิตข้าวไม่ดี เรียกขวัญข้าวไม่กลับมา เพราะปูทางให้ไม่แน่ไม่นอน ขวัญข้าวจะสับสนและหลงทาง

หัวหน้าครอบครัวหรือหัวหน้างานจะตีข้าวคนแรก และจะทำ “พิธีลงตีข้าว” (เผาะ ลอ บือ) โดยยกฟ่อนข้าว ๓ ฟ่อนขึ้นเหนือศีรษะแล้วฟาดลงบนรางตีข้าว พร้อมกับอธิษฐาน“ปรือ ! ข้าวเอ๋ยจงขึ้นเถิด นกขวัญข้าว ยายแม่ม่ายเอ๋ย วันนี้ข้าตีข้าว ข้านวดข้าว เรียกยุ้งให้ข้า เรียกฉางให้ข้า ช่วยตามหาข้าวเปลือกให้ข้า ช่วยตามหาข้าวสารให้ข้า เรียกขึ้นมาให้ข้า เรียกกลับมาให้ข้า ข้าวจากเขาหลวง ข้าวจากเขาใหญ่ ข้าวจากแดนไกล ข้าวบนต้นไม้ ข้าวบนยอดไม้ ข้าวในใต้น้ำ ข้าวที่นกกิน ข้าวที่หนูแทะ ข้าวในปากนก ข้าวในปากหนู ข้าวในปากมด ข้าวในปากปลวก ข้าวที่พัดไปกับลม ข้าวที่ไหลไปกับน้ำ ข้าวที่เร่ร่อน ข้าวที่พเนจร ข้าวที่หลงทิศ ข้าวที่หลงทาง วันนี้จงกลับมาอยู่ด้วยกัน กลับมาอยู่รวมกัน กลับมาให้เต็มเสื่อ กลับมาให้เต็มสาด กลับมาให้เต็มยุ้ง กลับมาให้เต็มฉาง กลับมาให้เต็มกระท่อม กลับมาให้เต็มเพิงพัก กลับมาให้เต็มบ้าน กลับมาให้เต็มเรือน กลับมากินเนื้อนก กลับมากินเนื้อไก่ กลับมากินหัวข้าว กลับมาดื่มหัวน้ำเถิด ปรือ ! ข้าวเอ๋ยจงขึ้นเถิด ปรือ ! ข้าวเอ๋ยจงขึ้นเถิด”

จากนั้นก็จะแบกข้าวขึ้นฉาง การเทข้าวต้องเททีละนิดๆ ติดต่อกันไม่ขาดสาย จะมีคนหนึ่งคอยยืนอยู่บนหลังคา คอยพัดเศษข้าว เศษฟาง ข้าวลีบ ข้าวกลวงออกไป ขณะเทข้าวก็อธิษฐานไปด้วย ให้ข้าวขึ้นยุ้งขึ้นฉาง ข้าวจากทุกสารทิศให้มาอยู่รวมกันให้เต็มยุ้งเต็มฉาง ปัจจุบันไม่มีการแบกข้าวขึ้นฉางแล้ว ข้าวเปลือกที่ได้จะตวงใส่ถุงปุ๋ยและขนด้วยรถมอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์ในกรณีที่อยู่ใกล้ทางรถ ขนข้าวกลับไปเก็บที่บ้าน

๑๑.พิธีอัญเชิญแม่โพสพเรียกว่า “แซะพอโข่” โดยการเรียกขวัญจากนกขวัญข้าว เรียกว่า “เก๊อะถ่อโถ่มีข่า” เพราะเชื่อว่าขวัญข้าวอยู่กับนก “โถ่มีข่า” หรือ นกขวัญข้าว  เมื่อตีข้าวแล้วเสร็จ หลังจากขนข้าวกลับบ้านหมดแล้ว จะกลับไปที่ไร่อีกครั้งเพื่อทำพิธีอัญเชิญเจ้าแม่นกขวัญข้าวให้กลับไปพักผ่อนบนสวรรค์ พร้อมคำอธิฐานกล่าวคำขอบคุณเจ้าแม่ขวัญข้าวที่ลงมาสถิตอยู่ในไร่และคอยช่วยเหลือดูแลไร่ข้าวตลอดจนถึงสิ้นปี และขอให้เจ้าแม่นกขวัญข้าวเสด็จกลับไปพักผ่อนบนสวรรค์ถ้าเจ้าแม่นกขวัญข้าวเห็นไม้ในไร่เป็นสีดำอีกครั้ง ขอเจ้าแม่นกขวัญข้าวเสด็จลงมาเยี่ยมเยือนอีก

          “นกขวัญข้าว ยายแม่ม่ายเอ๋ย ขณะข้าทำไร่ทำสวน ปลูกข้าวเปลือก หว่านข้าวสาร ปลูกพืชปลูกผัก ท่านมาเทดอกเทผลมาให้ นับตั้งแต่ผืนไร่ แลดูตอไม้ดำไปทั่วนั้น ท่านก็ลงมาช่วยข้าแล้ว ท่านเมตตาข้า ท่านกรุณาข้า ท่านค้ำข้าไว้ ท่านยันข้าไว้ ท่านน้ำใจดีต่อข้า ท่านจิตใจดีต่อข้า ท่านช่วยข้าสร้างยุ้ง ท่านช่วยข้าสร้างฉาง ในวันนี้ ข้าทำไร่ทำสวนเสร็จทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ภาระของท่านในไร่ที่จะมาช่วยเหลือข้าไม่มีสักอย่างแล้ว ข้าก็เช่นกัน ข้าทำไร่ทำสวนเสร็จธุรการงานก็หมดสิ้นลง ขอท่านกลับขึ้นไปอยู่กับลูกกับหลานบนฟากฟ้าอย่างสุขสบายเถิด ข้าเองจากนี้ไป ก็จะกลับบ้านกลับเรือน กลับไปอยู่กับลูกกับหลานอย่างมีสันติสุขเช่นกัน…ขอท่านกลับไปอยู่กับลูกกับหลาน กับลูกกับเมีย กลับไปพักผ่อน กลับไปพักเหนื่อย กลับไปหลบแดดร้อน กลับไปหลบฝนเย็น และปีหน้าเมื่อถึงเวลาตอไม้ในผืนไร่ดำไปทั่วนั้น ขอท่านได้ลงมาช่วยเหลือข้าอีกครั้งดั่งเคยเถิด”

๑๒. พิธีกินข้าวใหม่ เรียกว่า “เอาะบือโข่”  การกินข้าวใหม่จะนำข้าวใหม่สดที่ไม่เคยหุงกินแม้แต่ครั้งเดียวมาหุง กินกับแกงไก่รวมกับผัก ปู ปลา หอย แล้วแต่ที่หามาได้กับข้าวที่หุงใหม่ และชวนเพื่อนบ้านมากินกับข้าวที่เตรียมไว้ร่วมกัน  หลังกินข้าวใหม่เสร็จจะไปขนพืชผักที่เป็นอาหารจากในไร่ เช่น เผือก มัน พืชผัก แตงกวา ฟักทอง ฯลฯ มาเก็บไว้กินและเหลือไว้ให้สัตว์ตัวอื่นกินบ้าง ถือว่าสิ้นสุดรอบการทำไร่หมุนเวียนในปีนั้น

ขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียนในบางหมู่บ้านกรณีศึกษาในภาคเหนือมีการเปลี่ยนแปลงลดความเข้มงวดลง และปรับพิธีกรรมจากการนับถือผีมาเป็นการนับถือพระเยซูคริสต์แทน เมื่อชาวบ้านในหมู่บ้านเปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์ เช่น บ้านแม่ลาป่าแก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน“ปัจจุบันไม่มีการเลี้ยงผีไร่หมุนเวียนอีกแล้ว เพราะเปลี่ยนมานับถือพระเยซู ความเชื่อเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อน ที่ทำไร่หมุนเวียนตามความเชื่อทุกขั้นตอนวัฒนธรรม

ขณะที่บ้านกรณีศึกษาในภาคเหนืออย่างที่บ้านขุนแม่หยอด-ป่ากล้วย, บ้านหินลาดใน และบ้านเกร๊ะคี ส่วนใหญ่ยังรักษาขั้นตอนการทำไร่ตามประเพณีดั้งเดิม “ต้องประกอบพิธีกรรมให้ถูกต้องตามที่ปฏิบัติกันมา เช่น เลี้ยงผีไร่ ผีไฟ ผีเจ้าที่ดิน และขอขมาต่อผีเจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าฟ้าเจ้าฝนถึงจะเรียกว่าทำไร่อย่างสมบูรณ์”

บางขั้นตอนที่ไม่ได้ทำแล้ว เช่น การวีข้าว การขนข้าว และสร้างยุ้งข้าว ในกรณีบ้านหินลาดในโดยเปลี่ยนจากการเก็บข้าวในยุ้งมาเป็นบรรจุใส่กระสอบและขนมาเก็บไว้ที่บ้านด้วยรถมอเตอร์ไซด์ และในกรณีบ้านเกร๊ะคี ครัวเรือนบางส่วนตอบว่าไม่ได้ทำเหมือนอดีตแล้ว เพราะขั้นตอนมีความยุ่งยาก ถึงไม่ทำผลผลิตที่ได้ก็ไม่แตกต่างกัน

[1] “ไร่หมุนเวียนในวงจรชีวิตขนเผ่าปกาเกาะญอ” ๒๕๔๗ (น.๒๐-๒๑) จัดพิมพ์โดย เครือข่ายกองบุญข้าว

Related Posts