เปิดงานวิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 4 การทำไร่หมุนเวียนชุมชนกะเหรี่ยงโพลว่

การทำไร่หมุนเวียนชุมชนกะเหรี่ยงโพลว่ในภาคตะวันตก

“กะเหรี่ยงอยู่กับป่า หากินในป่า ช่วยกันดูแลป่า เราทำไร่ เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แล้วไม่ดีหรือ ? พวกเธอ (ป่าไม้) ให้เราทำไร่ในป่าอ่อน พวกเราทำไม่ได้ ถ้าพวกเราทำอย่างนั้น ความเชื่อ ความเคารพนับถือกฎเกณฑ์ของเราจะสูญเสียไปหมด พวกเราเคารพกฎเกณฑ์ของเราไม่ดีหรือ ?”

ผู้บื่อ อายุ ๙๐ ปี ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านจะแกในทุ่งใหญ่นเรศวร

อ่านบทความย้อนหลังที่

งานวิจัยไร่หมุนเวียน-การทำเกษตรแบบยั่งยืน ตอนที่ 1

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 2 กะเหรี่ยงคือใคร ?

วิจัยไร่หมุนเวียนตอนที่ 3 ลองค์ความรู้ชาวกะเหรี่ยงกับการทำไร่หมุนเวียน

ชุมชนกะเหรี่ยงโพล่วภาคตะวันตกในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นที่ชุมชนเก่าแก่ยาวนานที่ตั้งถิ่นฐานมายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี และเคร่งครัดต่อกฎเกณฑ์ประเพณี ซึ่งงานศึกษานี้ได้เลือกศึกษาใน ๒ ชุมชน ได้แก่ บ้านเกาะสะเดิ่งและบ้านกองม่องทะ ในตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนทั้งสองถูกประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่านเรศวร ในปี ๒๕๑๗ ขณะนั้นชาวกะเหรี่ยงในตำบลไล่โว่ทั้งหมดทำการผลิตในระบบไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิม หลังประกาศเขตรักษาพันธุ์ฯ ชาวบ้านยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมด้วยความสงบเรียบง่าย แต่ประชากรในบ้านกองม่องทะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เมื่อรัฐสร้างเขื่อนเขาแหลม ทำให้มีการอพยพโยกย้ายชุมชนกะเหรี่ยงที่ถูกน้ำท่วมเข้ามาอยู่ในหมู่บ้าน ต่อมาในปี ๒๕๒๕ เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์ฯ ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน และทำให้มีการจำกัดพื้นที่ทำกิน แต่ยังไม่มีปัญหามากนัก ในช่วงนี้ชาวบ้านเริ่มปลูกขนุน เงาะ และปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น จนกระทั่งมีการตัดถนนลูกรังเข้าหมู่บ้านกองม่องทะ นำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว ขณะที่บ้านเกาะสะเดิ่งครัวเรือนส่วนใหญ่ยังคงทำไร่หมุนเวียนในแบบดั้งเดิม แต่ก็นับว่ามีการเปลี่ยนแปลง อันเป็นผลมาจากการจำกัดพื้นที่ทำไร่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

.๑ ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานชุมชนกะเหรี่ยงตำบลไล่โว่ [1]

ตำบลไล่โว่ ภาษากะเหรี่ยงเรียกว่า “ไล่โหว่เคอเริ่ง” (“ไล่” หมายถึง ศิลา แผ่นหินก้อนใหญ่, “โหว่” หมายถึง แดง, “เคอเริ่ง” หมายถึง คอก รวมความหมายแปลว่า หินแดงหรือหินผาแดง แต่ก่อนเรียกรวมเป็นชื่อของหมู่บ้านเดียว ซึ่งยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น ตะหมุไกกุรุ ตะหมุไนคีรี สุวรรณคีรี สัมปัตติ ไมนองเราะ ปุพพการี ท่องเกรอะ เขล่มืงเดิ่ง เป็นต้น โดยมีความหมายดังต่อไปนี้

  ตะหมุไนกุรุ ตะหมุไนคีรี หมายถึงความยิ่งใหญ่ของภูเขา ขุนเขาทะมึนทรงพลังที่สลับซับซ้อนเป็นร้อยเป็นพันลูก, สุวรรณคีรี หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และมีความหลากหลายทางชีวภาพ, สัมปัตติ (สัมป่งไต) หมายถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ (ซุ่งส่ง) เที่ยงตรง (โต่หล่ง) ตามนิติรัฐ นิติธรรม และมีความปกติของระบบธรรมชาติของโลกและจักรวาล โดยในเขตพื้นที่สัมปัตติจะมีหุบเขา ๙๙ หุบ แต่ละหุบมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามลักษณะของพื้นที่หรือจุดเด่นที่มีอยู่ เช่น ทุ่งโพ่ง, ที่มูคี่ เล่เทะ, ที่ฉ่วย, มีเซิ่ง, ที่พูเซอ, เป่อยี่ไตล, เกาะสะเดิ่ง, สะเนพ่อง, ไล่โว่, จะกีพื่อ, ปรองดี้, ไย่มีหลิ, ผะเฉ่อหนา คึยพะเหล, จะก่า เป็นต้น บางหุบมีตำนาน นิทาน ทุกหุบเขามีน้ำไหลผ่าน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีตาน้ำ (ทิ่งโท่งผลุ) และเป็นทิ่งเมิ่งตลอดปี (ทิ่งเมิ่ง หมายถึง น้ำมีชีวิตไม่แล้ง) ทำให้พื้นที่ชุ่มชื้นและสัตว์ต่างๆ จะได้ดื่มกิน ผู้ที่เฝ้าตาน้ำคือ หอย ปู ปลา โดยเฉพาะปลาก้าง เป็นผู้เฝ้าดูแลตาน้ำให้มีน้ำไหลอยู่ตลอดปีได้ดีที่สุด โดยชาวกะเหรี่ยงกล่าวคำพูดไว้ว่า “ย่าลิ่งโอ้เมิ่งเทิ่ง”  โดยที่ “ย่าลิ่ง” แปลว่าปลาก้าง “โอ้” แปลว่า อยู่ “เมิ่ง” แปลว่าเป็นหรือมีชีวิต “เทิ่ง” แปลว่าน้ำ ซึ่งหมายความว่า ปลาอยู่เพื่อน้ำมี ถ้ามีใครไปฆ่า หอย ปู ปลา ที่ตาน้ำนั้นน้ำจะแห้งหายไปทันที โดยมีความหมายที่ชาวกะเหรี่ยงใช้คล้ายกับคำว่า อยู่เพื่อให้มีลมหายใจ คล้ายกับคนชราเฝ้าบ้าน ถ้ามองเพียงผิวเผินอาจจะไม่เห็นความสำคัญ เช่นคำกล่าวว่า “ย่งลิ่งโอ้เมิ่งที่”  เพราะย่าลิ่งเป็นปลาตัวเล็กๆ เท่าหัวไม้ขีดไฟ แต่การว่ายเข้าออกในรูตาน้ำทำให้ตาน้ำไม่อุดตันน้ำจึงไหลออกมาตลอดปี

ในดินแดนที่ตั้งของตำบลไล่โว่ปัจจุบัน อดีตเป็นป่าเขารกทึบ ซึ่งชาวบ้านจะอยู่และทำกินกระจัดกระจายกันตามหุบเขา หุบหนึ่งมีชาวบ้านอยู่อาศัยประมาณ ๔-๕ ครอบครัว ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า “สุวรรณภูมิ” เพราะมีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากร มีประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อที่ถือปฎิบัติสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย มีการปกครองกันเองโดยมี “ตะละโคว” หรือ ฤาษีเป็นผู้ดูแลซึ่งมีด้วยกัน ๗ คน คือ ๑.พูหว่องเหว่ ๒.พู่ก่องวะ ๓.พู่ดู่ ๔.พู่หวี ๕.ย่องโท่ ๖.ย่องตะ และ ๗.ย่องเค่หมะ (พู่ หมายถึง ผู้อาวุโสที่มีความรู้ ความคิด ปัญญา ย่อง หมายถึง ผู้ที่ได้ศึกษาพระธรรมและบวชพระ ๓ ปีขึ้นไป เมื่อสึกออกมาก็ยังเรียกว่า ย่อง)

.๒ ไร่หมุนเวียนบ้านเกาะสะเดิ่ง

บ้านเกาะสะเดิ่ง สมาชิกชุมชนมีทั้งหมด ๕๕ ครัวเรือน แม้ว่าจะยังคงทำไร่หมุนเวียนทุกครัวเรือน แต่การทำไร่ตามความเชื่อดั้งเดิมของคนกะเหรี่ยงบ้านเกาะสะเดิ่งเปลี่ยนแปลงไปมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจำเป็นต้องเลือกพื้นที่ทำไร่ที่เป็นไร่ซากอ่อนที่มีอายุ ๕-๑๐ ปี จากเดิมที่ชาวบ้านจะเลือกทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากแก่อายุมากกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป อันเป็นผลมาจากการกดดันของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ชาวบ้านไม่กล้าทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากแก่ เพราะกลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่จับกุม แต่ยังไม่มีครัวเรือนที่ทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากอ่อนที่ทิ้งไว้เพียง ๒-๓ ปี ซึ่งเป็นข้อห้ามตามความเชื่อ เพราะจะทำให้ป่าฟื้นตัวไม่ทัน และทำให้ผลผลิตข้าวลดลงอย่างมาก[2] โดยการทำไร่หมุนเวียนเป็นลักษณะแปลงกระจาย คือ แต่ละครัวเรือนจะทำไร่กระจายเป็นจุดๆ ในพื้นที่ไร่ซากเดิมของชุมชน

ในแต่ละปีพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนแต่ละแห่งนั้นไม่ได้เป็นทำไร่เต็มพื้นที่ทั้งหมด แต่จะทำเพียงบางแปลงในพื้นที่ที่เหมาะสมกับการทำไร่และไม่ผิดข้อห้ามซึ่งบางจุดบางปีไม่ได้ทำก็มี ภาพแผนที่การทำไร่หมุนเวียนของเกาะสะเดิ่งที่แสดงในแผนภาพที่ ๔.๑ คือ พื้นที่ไร่ซากของชาวบ้านเกาะสะเดิ่งที่เคยไปทำไร่หมุนเวียน รวม ๓๐ จุด ในแต่ละจุดจะเลือกพื้นที่ที่ไร่ซากฟื้นตัวที่ทิ้งไว้ประมาณ ๗-๑๐ ปี พอหมุนหมดในจุดนั้นก็จะเปลี่ยนไปจุดไร่ซากจุดอื่นหมุนเวียนอยู่ในพื้นที่ไร่ซากดังกล่าว

สำหรับบ้านเกาะสะเดิ่งพื้นที่ทำไร่ที่มีพื้นที่กว้างกว่าพื้นที่อื่นๆ มีสองแห่ง คือ “ไอยคลุ่ง” (เลข ๘) และ “ผ่องเคอฉ่าย” (เลข ๒๐) เพราะลักษณะพื้นที่เป็นหุบกว้างใหญ่ สามารถหมุนทำไร่หมุนเวียนได้เป็นสิบปี ครอบครัวที่ทำหมุนอยู่บริเวณนี้สามารถทำหมุนในบริเวณนี้ได้นาน พื้นที่ไร่ซากส่วนใหญ่จะมีป่าไผ่เป็นไม้หลัก ส่วนใหญ่เป็นไผ่บง (ไผ่มี ๓ ชนิด คือ ไผ่บง ไผ่ผาด และไผ่นวล) และไม้อื่นหลายชนิดขึ้นผสม เช่น ไผ่ อินทนิน ประดู่ มะไฟ ฯลฯ ในพื้นที่ที่เป็นป่าไผ่จะฟื้นตัวได้เร็ว เพียง ๔-๕ ปี ก็จะกลายเป็นกอไผ่ลำใหญ่มีลักษณะเหมือนป่าที่เรียกว่า “ดูละ”หรือ ไร่ซากแก่ซึ่งต่างกับป่าธรรมชาติที่เรียกว่า “เหม่ยละ”

บริเวณที่เป็นป่าไผ่จะฟื้นตัวเร็ว ไหม้ดี ทำให้ข้าวงาม เพราะดินอุดมสมบูรณ์ หญ้าขึ้นน้อย ไร่ซากที่ดีที่สุดต้องมีอายุมากกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป แต่ว่า ๗-๘ ปี ก็เป็นไร่ซากแก่แล้ว พื้นที่ไร่ซากที่ทำไร่หมุนเวียน ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นหุบเขา ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เรียกว่า “ซ่งป่อยแตะ”  ที่ตามตำนานเล่าว่ามีหุบเขาที่มีชื่อเรียกขานถึง ๙๙ หุบ รวมบริเวณพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของบ้านเกาะสะเดิ่ง สเนพ่อง ทิไล่ป้า และจะแก ส่วนบ้านกองม่องทะไม่อยู่ใน “ซ่งป่อยแตะ” ซึ่งเป็นการกำหนดเขตมาแต่โบราณ เพื่อการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และชาวบ้านสามารถทำไร่หมุนเวียนได้อย่างเดียวเท่านั้น

“ซ่งป่อยแตะ” เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับคนกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่นเรศวรว่าเป็นที่ฤาษี มีวินัยข้อห้ามของฤาษี ซึ่งมีคำทำนายเล่าต่อกันมาว่า พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ต่อไปข้างหน้าจะไม่มีอีกต่อไป เพราะทุกหมู่บ้านจะตาย ปัจจุบันหมู่บ้านกำลังจะตาย เพราะอยู่ใกล้กับความเจริญ ปัญหาอยู่ที่ว่าคนกะเหรี่ยงจะเลือกอยู่กับ “วิปัตติ” คือ ความต้องการเงินทอง หรือ “สัมปัตติ” คือการปฏิบัติตามคำสอนของปู่ย่าตายาย หากอยากเลือกอยู่กับ “สัมปัตติ” ก็ต้องปฏิบัติ และจะทำเหมือน “วิปัตติ” ไม่ได้

  “คนกะเหรี่ยงอยู่ในซ่งปัตติ ปู่ยาตายายสอนต้องอยู่ดีๆ ต้องปฏิบัติดี ๆ ถ้าเราปฏิบัติไม่ได้อยู่กับป่าไม่ได้ เราอยู่กับป่าต้องดูแลดินน้ำลมไฟใต้ดินเพราะว่ามันจะเสีย น้ำจะแห้ง เราไม่ใช่จะต้องสะอาดข้างนอกอย่างเดียว แต่ต้องสะอาดข้างในด้วย ไม่ผิดลูกผิดเมีย…ปัจจุบันคนส่วนมากอยู่วิปัตติ คนเราต้องเลือก ถ้ามีบุญจะอยู่กับซ่งปัตติ แต่ถ้าไม่มีบุญ วิญญาณจะบินไปวิปัตติ เพราะเขาอยากได้ เดี๋ยวนี้คนทำไร่ไม่เป็น ขี้เกียจ ใช้ยาฆ่าหญ้าอย่างเดียว ไร่เราไม่ใช้ยาฆ่าหญ้า บางคนฟันไร่ก็เอาเครื่องตัดไม้ตัด ต่อไปถ้าคนปฏิบัติไม่ดีจะต้องออกไปอยู่ข้างนอก คนที่อยู่กับซ่งปัตติจะเหลืออยู่ที่นี่นิดเดียว” [3]

ลุงเนเส่ง

 

แผนภาพที่ ๔.๑ ตำแหน่งพื้นที่ไร่ซากและพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของบ้านเกาะสะเดิ่ง

เลข ๑- ๓๐ คือ พื้นที่ไร่ซากหรือพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน และเลข ๓๑ – ๓๔ เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนที่แสดงในแผนที่ไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะทำไร่ทุกแห่งในหนึ่งปี สำหรับพื้นที่ไร่ซากเลข ๒๖ ของบ้านเกาะสะเดิ่ง และ ๕    ของบ้านกองม่องทะ เป็นพื้นที่ไร่ซากที่ทำร่วมกันระหว่างสองบ้าน เรียกว่า “เพิ่งไช๊หว่อง”

        เลข ๑“ล่ายวาบ่อง” คำว่า “ล่าย” แปลว่าผาหิน และ “วาบ่อง” แปลว่าไผ่เหลือง แปลรวมกันว่า ผาไผ่เหลือง ต้นไผ่เหลืองเป็นตำนานที่เล่าขานต่อกันมา ไม่มีขึ้นอยู่จริง ว่ากันว่าเวลาไผ่เหลืองแตกตาข้อจะชี้ลงดิน  และเนื่องจากพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนบริเวณนี้อยู่ใกล้กับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ คือ “ล่ายวาบ่อง” ซึ่งมีลักษณะเป็นผาหินที่มีต้นไผ่เหลืองขึ้นอยู่ จึงเรียกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนตามชื่อพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ลักษณะของพื้นที่เป็นหุบเขา ปีที่แล้ว (๒๕๕๕) ทำไร่หมุนเวียน ๘ ผืน/ครอบครัว และยังมีพื้นที่หมุนเวียนได้อีก ซึ่งอาจมากกว่าหรือน้อยกว่า ๘ ผืนก็ได้ พื้นที่ตรงนี้ครอบครัวไหนมาทำก็ได้ ไม่มีการจับจองเป็นเจ้าของ แต่ชาวบ้านมักเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนที่ไม่ไกลเกินไปนัก

        เลข ๒ “เกาะสะเดิ่ง” (ที่ออกเสียงให้ถูกต้องคือ “โกวทะเดิ่ง”) หรือ “ทิโคว่” ซึ่งเป็นชื่อต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่ริมน้ำ บริเวณที่ทำไร่หมุนเวียนตรงนี้อยู่ใกล้กับหมู่บ้านที่สุด

        เลข ๓ “ล่ายวาบ่องหว่อง” แปลว่า หุบผาไผ่เหลือง พื้นที่ไร่ซากที่ทำไร่หมุนเวียนอยู่บริเวณหุบ

        เลข ๔“ ชุยล่ายโพว่คี่” คำว่า “ชุยล่าย” เป็นแมลงชนิดหนึ่ง ที่ชอบกินต้นไม้ชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ชุยล่ายโพว่”(ภาษาไทยเรียก แมลงทับ) ส่วนคำว่า “คี่” แปลว่าต้นไม้ และหุบเขาที่เต็มไปต้นไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ เรียกว่า “ชุยล่ายโพว่หว่อง” คือพื้นที่จุดหนึ่งของพื้นไร่ซากของไร่หมุนเวียน

        เลข ๕ “ล่ายผู้แหล” แปลว่า ผากระเพาะใหญ่ลักษณะเป็นหุบที่เหมาะแก่การทำไร่

        เลข ๖ “ทิโคว่เผอะ” แปลว่า ตาน้ำที่ออกจากโคนต้นโพธิ์“ทิ” แปลว่า น้ำ “เคลอะเผ่อ” แปลว่า ต้นโพธิ์พื้นที่ตรงนี้มีที่ราบกว้างเหมาะแก่การทำไร่ และยังมีน้ำให้ดื่มด้วย แต่พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนจะไม่ทำทับบริเวณที่เป็นตาน้ำ

        เลข ๗ “หนองโด่วะจี่” แปลว่าบริเวณที่เป็นเมืองของผู้หญิงที่มีเงินทองมาก คำว่า “หนอง” แปลว่า ผู้หญิง “โด่วะ” แปลว่า เมือง “จี่” แปลว่า เงิน ซึ่งมีเรื่องเล่าต่อกันมาว่า แต่ก่อนบริเวณนี้เป็นเมืองของผู้หญิงที่มีเงินมีทองมาก

        เลข ๘ “ไอ่ยโคล่ง” พื้นที่นี้มีลำห้วยที่มีเรื่องเล่าว่าสามารถกัดเสียมที่ใช้ทำไร่ ถ้านำไปแช่ไว้ในลำห้วยแห่งนี้ ชาวบ้านเห็นว่า อาจมีความหมายในภาษาไทยว่าเสียมที่มีคมก็ได้ พื้นที่ไร่ซากที่หมุนเวียนบริเวณนี้มีขนาดกว้างขวางกว่าพื้นที่อื่นๆ จากลักษณะพื้นที่เป็นหุบกว้างใหญ่ สามารถหมุนทำไร่หมุนเวียนได้นานเป็นสิบปี

        เลข ๙“บือเส่อสะ” แปลว่า ข้าวเมล็ดดำ บริเวณตรงนี้มีลำห้วยที่มีหินลักษณะเหมือนเมล็ดข้าวแต่มีสีดำ มีเรื่องเล่ากันว่า ถ้าเอาหินดำมาวางที่ฝาหม้อข้าวจะทำให้ข้าวในหม้อเป็นสีดำ แต่ชาวบ้านยังไม่เคยทดลองจริงว่าข้าวเปลี่ยนเป็นสีดำตามคำบอกเล่าหรือไม่

        เลข ๑๐“หนองโซลา” หมายถึง ผู้หญิงที่ชื่อโซลาถ้ามีคำว่า “หนอง” หมายถึงผู้หญิง ซึ่งจะมีชื่อเรียกต่างๆ คำว่าโซลา หมายถึงต้นปอ เชื่อว่าสมัยก่อนผู้หญิงที่ชื่อโซลามาตายที่บริเวณนี้

        เลข ๑๑ “อ่องปงลุง”หมายถึง ภูเขาหินที่มีถ้ำ ๓ ถ้ำ ถ้ำมีขนาดใหญ่ที่จุคนได้เป็นร้อยคน ในถ้ำมีน้ำดื่มพร้อม เล่ากันว่าสมัยก่อนเป็นที่เก็บพระพุทธรูปจำนวนมาก

        เลข ๑๒“หนองจ่าเปลว” ผู้หญิงที่ชื่อจ่าเปลว เป็นพื้นที่ลุ่มมีลำห้วย ไม่มีลักษณะเป็นภูเขา

        เลข ๑๓“ค่งหว่อง” หมายถึง หุบดงต้นระกำ

        เลข ๑๔ “ย่องแผ”ผู้ชายชื่อแผที่บวชเป็นพระแล้วสึกออกมาทำไร่คำว่า “ย่อง” แปลว่า ทิดหรือผู้ที่เพิ่งสึกจากพระในภาษาไทย

        เลข ๑๕ “ที่ผู้เชอะ” คือ พื้นที่ตั้งเดิมของหมู่บ้านเกาะสะเดิ่งตอนที่ยังไม่มีผู้คนมาอาศัยอยู่ ซึ่งมีงิ้วป่าขึ้นอยู่ริมน้ำจำนวนมาก

        เลข ๑๖ “ผิลากู”  หมายถึง ต้นพลูที่ขึ้นพันรอบต้นกระดังงา (“ผิลา” แปลว่า ต้นพลู “กู” แปลว่า ต้นกระดังงา) บริเวณนี้มีต้นพลูขึ้นอยู่ริมลำห้วยจำนวนมาก จนเลื้อยขึ้นต้นกระดังงา คนที่ไปทำไร่คนแรกอาจเห็นต้นพลูเลื้อยขึ้นต้นดังงาก็เลยใช้เป็นชื่อเรียก

        เลข ๑๗ “ที่พู้ปลี้”  หมายถึง ลำห้วยเล็กๆ ที่มีน้ำไหลออกมาไม่มากนัก เชื่อว่าแต่ก่อนที่ชาวบ้านจะเข้ามาตั้งถิ่นฐาน บริเวณนี้เคยเป็นเมืองของชนเผ่าละว้า หรือ “วาเดิ่ง” ซึ่งพบว่ามีสุสานของคนละว้าพบหลายแห่งในตำบลไล่โว่

        เลข ๑๘ “เหน่เลียะดู่”ชื่อภูเขาหินที่มีความสูงและมีความชันมาก (“เหน่เลียะ” แปลว่า นรก)

        เลข ๑๙ “เฉอได่ถ่อง”ชื่อห้วยที่มีลักษณะเหมือนน้ำตกเป็นชั้นๆ

        เลข ๒๐ “ผ้องเคอฉ่าย” คำว่า “ผ้อง” แปลว่า ยุ้งฉาง “เคอฉ่าย”  คือการขุดร่องลึกรอบๆ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าต่อกันมาว่าต้องขุดร่องให้ลึกรอบยุ้งฉาง เพื่อป้องกันไม่ให้หนูมากินข้าว สมัยก่อนน่าจะมีหนูจำนวนมากไร่ซากบริเวณนี้เป็นหุบที่มีพื้นที่กว้างขวางอีกพื้นที่หนึ่ง

        เลข ๒๑“หงูซองเง่”  เป็นชื่อของลำห้วย คำว่า “หงูซอง” แปลว่า งูเห่า “เง่” แปลว่า มา

        เลข ๒๒“ที่ผู้ไนเซ่”เป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับตระกูลต้นผึ้ง (ต้นไม้ที่มีผึ้งมาอาศัยอยู่จำนวนมาก หากใครพบต้นผึ้งที่ยังไม่เคยมีใครขึ้นคนแรกถือว่าต้นผึ้งเป็นของผู้นั้น คนอื่นจะไปขึ้นไม่ได้ และต้นผึ้งนี้จะเป็นมรดกสืบทอดไปถึงลูกหลาน) เล่าว่า บริเวณนี้มีต้นผึ้งขึ้นอยู่ โดยไล่โว่ไปพบต้นผึ้งนี้ก่อนและขึ้นเก็บน้ำผึ้งทุกปี ว่ากันว่าต้นผึ้งต้นเดียวมีรังผึ้งอยู่นับร้อยรัง แต่ละปีขึ้นเก็บน้ำผึ้งได้จำนวนมาก นำน้ำผึ้งมาแบ่งกันทำยาในเขตไล่โว่ แต่ต่อมามีปีหนึ่งที่ทางลังกามาขึ้นต้นผึ้งนี้โดยไม่บอกไล่โว่ ทำให้เกิดความขัดแย้งกัน จากนั้นก็มีการปักหลักแบ่งเขตระหว่างไล่โว่และลังกาในบริเวณนี้ขึ้น

        เลข ๒๓ “ช่องกะโตะ”  เป็นเสียงร้องของไก่ป่า (ไก่กะต๊าก) “ช่อง” แปลว่า ไก่ และ “กะโตะ” คือเสียงไก่ป่าร้อง เนื่องจากว่าพื้นที่บริเวณนี้มีไก่ป่าจำนวนมาก และยังเป็นชื่อของแม่น้ำช่องกะโตะ

        เลข ๒๔“เฉอหว่องพู”หุบเล็กๆ หรือ ป่าไผ่น้อยบริเวณนี้ทำไร่ได้น้อยคน พื้นที่ไร่ซากที่เหมาะสมมีขนาดเล็ก

        เลข ๒๕ “โน่น่วยช่ง” หมายถึง ต้นตีนเป็ด๑ ต้น แต่แตกยอดออกเป็น ๗ ต้นข้างบน ปัจจุบันไม่เห็นต้นตีนเป็ดนี้อยู่แล้ว แต่คนรุ่นก่อนๆ เล่าต่อกันมาว่ามีคนเคยเห็นต้นตีนเป็ดที่มียอด ๗ ยอดจริง

        เลข ๒๖“เพิ่งไฉ้หว่อง”เป็นหุบเขาที่มีต้นส้มป่อยขึ้นอยู่มาก รวมกับต้นไผ่

        เลข ๒๗“คึ๊ยพะแล” หมายถึง ไร่ซากที่มีพื้นที่กว้าง

        เลข ๒๘“แตะแหงะ” ไม่สามารถแปลความหมายได้ เพราะว่าไม่ใช่ภาษากะเหรี่ยง เป็นชื่อที่เรียกต่อกันมา

        เลข ๒๙ “เผียวกรุ” หมายถึง สวนกัญชา “เผียว” แปลว่า กัญชา “กรุ” แปลว่าสวน แต่ก่อนพื้นที่บริเวณนี้ปลูกกัญชากันมากเคยมีนายทุนและคนมอญมาปลูกอยู่ที่นี่เป็นร้อยไร่ มีการนำคนงานมาจากอีสานมาปลูก ปัจจุบันนี้ไม่ได้ปลูกแล้ว

        เลข ๓๐ “ที่ไซ่ทา”ชาวกะเหรี่ยงเห็นว่าไม่น่าจะใช่ภาษากะเหรี่ยง เพราะไม่รู้ความหมายของภาษาที่ใช้เรียก

        เลข ๓๑-๓๔ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่พื้นที่ไร่ซากทำไร่หมุนเวียน ได้แก่ เลข ๓๑ เจดีย์ไล่วาบ่อง, เลข ๓๒ “กะช่องวาค่องลอง” หรือ รอยเท้าช้างเผือก, เลข ๓๓“โบลอง” เคยมีเจดีย์ทรายสร้างอยู่, เลข ๓๔ “ล่ายเถอะไจ่” เป็นที่ตั้งของพระธาตุเก่าแก่ (“ล่าย” คือ หน้าผา, “เถอะ” คือพระธาตุ และ “ไจ้” คือ พระพุทธเจ้า) ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนชาวกะเหรี่ยงในเขตทุ่งใหญ่นเรศวรมาทำบุญกันกันที่นี่มาก เพราะเชื่อว่าเหล่าเทวดาและนางฟ้าพากันลงมาชุมนุมกันอยู่ที่นี่ แต่เกิดมีคนมอญไปไล่จับนางฟ้า จากนั้นเป็นต้นมาเหล่าเทวดาและนางฟ้าก็ไม่ลงมาอีกเลย ปัจจุบันนี้ ทุกปีคนกะเหรี่ยงจะไปทำบุญทุกปี ส่วนใหญ่ทำบุญเพื่อขอให้อยู่เย็นเป็นสุข  และไม่เปิดให้คนข้างนอกเข้าไปในบริเวณพระธาตุแห่งนี้

        ๔.๒.๑ แปลงไร่หมุนเวียนของครัวเรือนบ้านเกาะสะเดิ่งในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๖

จากการสัมภาษณ์ครัวเรือนชาวบ้านเกาะสะเดิ่ง ๑๒ ครัวเรือน ทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซาก ๑๒ แห่ง ได้แก่ ๑. บ้านเกาะสะเดิ่ง หรือ “ทิโคว่” (ในนั้นยังมีชื่อเรียกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนต่างๆ เช่น เฆ่ซี่, หนองจี่อั่ว, เฆ่บ่องทู, ทิเชอ, เผี่ยผ่องดู, หนองจี่วา)   ๒. ล่ายวาบ่อง ๓. ล่ายวาบ่องหว่อง ๔. ชุยล่ายโพว่คี่ ๕. ทิโคว่เผอะ ๖. ผ้องเคอฉ่าย ๗. ย่องแผ ๘. ที่ผู้เชอะ ๙. ที่พู้ปลี้ ๑๐. เฉอหว่องพู (หม่องเฉียะ, มุ่งเจี่ย) ๑๑. หนองจ่าเปลว และ ๑๒. หนองโดว่ะจี่ จากไร่ซาก ๓๐ แห่ง ทั้งนี้ไร่ซากแต่ละแห่งสามารถหมุนอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งจะมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป

 

 

แผนภาพที่ ๔.๒ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของบ้านเกาะสะเดิ่ง จำนวน ๑๒ ครอบครัว ในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๖

ปัจจัยด้านแรงงานถือเป็นเงื่อนไขสำคัญอย่างยิ่งในการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งมีแนวโน้มชัดเจนว่าแรงงานในครัวเรือนมีจำนวนลดลง จากการส่งลูกเข้าสู่ระบบการศึกษาในทุกครัวเรือน คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เมื่อจบการศึกษาส่วนใหญ่เลือกทำงานในเมืองมากกว่าการทำไร่หมุนเวียนเหมือนรุ่นพ่อแม่ จึงเหลือแต่คนรุ่นพ่อแม่ที่อายุมากแล้ว ขนข้าวไกลไม่ไหว จึงไม่สามารถไปทำไร่ที่ต้องขึ้นเขาไปไกลได้ และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปหรือการมีงานอื่นๆ ที่ต้องทำมากขึ้น ครอบครัวเหล่านี้จึงต้องหันมาทำไร่และทำสวนในพื้นที่ใกล้กับหมู่บ้าน หรือไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก เช่น ล่ายวาบ่อง สำหรับพื้นที่ตรงไหนเป็นที่ราบพอจะบุกเบิกเป็นที่นาได้ก็ปรับเป็นนาและชาวบ้านเกาะสะเดิ่งเริ่มมีแนวคิดที่จะปรับพื้นที่ราบทำนากันมากขึ้น เมื่อพื้นที่ส่วนหนึ่งกลายเป็นสวนทำให้พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนลดลง และการที่หลายครอบครัวทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากใกล้กับหมู่บ้านมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเลือกถางไร่ในพื้นที่ป่าซากป่าอ่อน

เหตุผลที่ทำไร่ในไร่ซากอ่อนเพราะว่าไม่มีเวลา ต้องเลือกทำใกล้มีเวลาตอนไหนก็ไปตอนนั้น ไปเช้าเย็นกลับได้” [4]

“ในพื้นที่ใกล้ๆ หมู่บ้านความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มจะเกิดแล้ว เมื่อก่อนมีแต่ไร่ข้าว แต่ปัจจุบันเริ่มจะมีสวน ความมั่นคงของชีวิตเริ่มมีสวน แล้วแต่กำลังของแต่ละคน สวนใกล้ๆ บ้าน ถ้าเข้าไปในพื้นที่ที่มองเหมือนป่าแต่จะเป็นสวน พอโตขึ้นมาพวกไม้ป่าที่ขึ้นมาก็ค่อยๆ หมดไป” [5]

ปัจจัยการจำกัดการทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากที่เป็นแก่จากเจ้าหน้าที่ป่าไม้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ครัวเรือนในบ้านเกาะสะเดิ่งต้องทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากที่เป็นป่าอ่อน และหันไปทำสวนไม้ผลไม้ยืนต้นที่ถาวรมากขึ้น แต่คนบ้านเกาะสะเดิ่งยังไม่ทิ้งการทำไร่หมุนเวียนแม้ว่าบางครอบครัวจะมีปัญหาด้านแรงงาน การใช้ยาฆ่าหญ้าช่วยเป็นทางเลือกหนึ่งของบางครอบครัว ในกรณีที่ถางหญ้าไม่ทันหรือบริเวณที่หญ้าขึ้นรกมาก การเลือกพื้นที่ทำไร่ที่เป็นป่าแก่จึงช่วยลดการใช้แรงงาน หญ้าที่ขึ้นรกทำให้บางครั้งต้องปลูกข้าวน้อยกว่าพื้นที่ที่ถางไร่ไว้ เพราะว่าแรงงานน้อย ดายหญ้าไม่หมดจึงต้องหยอดข้าวเท่าที่ดายหญ้าได้

แม้ว่าคนรุ่นหลังจะออกจากบ้านไปมาก แต่ก็ยังมีคนที่ไปทำงานในเมืองแล้วกลับมาทำไร่หมุนเวียน ตัวอย่างเช่น ครอบครัวของพรชัย สุดก้องหล้า อายุ ๓๔ ปี มีลูก ๔ คน คนโตอายุ ๘ ปี เรียนรู้การทำไร่เมื่อครั้งเด็กๆ แต่เมื่ออายุ ๑๖ พ่อแม่เสียทั้งสองคน จึงเข้าไปทำงานในเมือง

แผนภาพที่ ๔.๓ พื้นที่ทำไร่ของตัวอย่างครอบครัวบ้านเกาะสะเดิ่ง ในช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๖

 

แผนภาพที่ ๔.๔ พื้นที่ทำไร่ของตัวอย่างครอบครัวบ้านเกาะสะเดิ่ง ในช่วงปี ๒๕๕๐ -๒๕๕๖

 

และไปๆ มาๆ จนแต่งงานมีครอบครัวได้เริ่มทำไร่ของตัวเอง เพราะเคยเติบโตมากับการทำไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานในเมืองแล้ว การทำไร่เป็นงานที่ทำเพื่อครอบครัวไม่เหมือนกับทำงานให้คนอื่น สำหรับอนาคตของลูกมองว่าอยากให้ทำงานเป็นครูอยู่ในหมู่บ้านเพื่อให้มีอาชีพอื่นควบคู่ไปกับการทำไร่ไปด้วย

อีกตัวอย่างคือ ครอบครัวของชลา ไทรสังขสันธิติ อายุ ๓๑ ปี มีลูก ๓ คน คนโตอายุ ๑๑ ปี ชลาเรียนจบ ม.๓ และกลับมาทำไร่กับพ่อแม่จนอายุ ๒๐ กว่าปี โดยทำหมุนเวียนอยู่ที่ “ไอ่ยคลุ่ง” อยู่ ๗-๘ ปี ชลาเคยไปทำงานที่กรุงเทพได้ ๙ เดือน แล้วไม่กลับไปอีกเลย เพราะไม่ชอบ “แสงสีมันแย่ ตอนเป็นวัยรุ่นก็ชอบ แต่ไม่มีเงินเก็บ กลับมาอยู่บ้านดีกว่ามาช่วยพ่อแม่ทำไร่ดีกว่า ผมว่าผมชอบอย่างนี้มากกว่า ไม่รู้สึกเหนื่อย ผมชอบไปดูต้นข้าว เวลามันโตขึ้นมาก็หายเหนื่อย เด็กส่วนใหญ่จะคิดอย่างไรไม่ทราบ แต่รุ่นผมส่วนใหญ่ไปข้างนอกแล้วจะกลับมา แต่บางคนก็กลับมาไม่ได้คือเขาไปเพลิน” เมื่อแต่งงานมีครอบครัวก็ช่วยครอบครัวของพ่อตาทำไร่ จนแยกครอบครัวทำไร่ของตนเอง แม้ว่าชลาจะทำพิธีกรรมตามประเพณีในขั้นตอนต่างๆ ไม่ครบทุกขั้นตอน แต่ยังคงรักษาพิธีกรรมสำคัญ อย่างการเสี่ยงทายป่า การปลูกข้าว ๙ กอ (บือชิเบอะ) และอัญเชิญแม่โพสพ (พิบือโย) และไม่ทำไร่ในพื้นที่ตามข้อห้าม โดยจะเลือกพื้นที่ที่เป็นไร่ซากที่เคยทำไร่มาก่อน

ผู้ที่ตัดสินใจว่าจะเลือกทำไร่ที่ไหนเป็นบทบาทของหัวหน้าครอบครัว เช่น พ่อ หรือพ่อตา (ในกรณีที่ลูกสาวและลูกเขยยังไม่แยกครอบครัว) ในพื้นที่ที่ไม่ได้หวงห้ามตามประเพณีความเชื่อ เป็นพื้นที่ไร่ซากเดิมที่เคยทำไร่มาก่อน ที่สำคัญคือดูว่าป่าฟื้นตัวดีหรือยัง เช่น ดูว่าป่าโปร่งหรือยัง ไผ่โตหรือยัง ไม้โตหรือยัง ดินมีความชุ่มชื้นพอไหม ในพื้นที่ไร่ซากที่เป็นหุบเขากว้างสามารถหมุนอยู่ภายในบริเวณนั้นได้หลายปี เช่น ครอบครัวของตงชิ กิตติขจรคีรี ครอบครัวของคำสุข โกศลการกิจ และเทิดศักดิ์ ทองผาสุจริต หมุนอยู่ในบริเวณ “ที่โคล่วเผอะ” ๑๓ ปี ๖ ปี และ ๔ ปี ตามลำดับ ส่วนครอบครัวจันทร์เพ็ญ ไทรสังขทัศนีย์ หมุนอยู่บริเวณ “ที่พูเชอะ” ๖ ปี, ครอบครัวกตัญญู ทองผาชะง่อน หมุนอยู่บริเวณ “ล่ายวาบ่อง” ๓ ปี เป็นต้น ทั้งนี้ การหมุนอยู่หลายปีนั้นส่วนหนึ่งมาจากเหตุผลที่ถูกจำกัดจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ไม่ให้ไปถางไร่ซากที่เป็นป่าแก่ จึงจำเป็นต้องทำไร่ในบริเวณเดิมในไร่ซากที่มีอายุการฟื้นตัวน้อยลงหรือไร่ซากอ่อน อีกเหตุผลหนึ่งคือแรงงานไม่พอในการย้ายไปทำไร่ในพื้นที่ที่ไกลออกไป

.๓ ไร่หมุนเวียนบ้านกองม่องทะ

บ้านกองม่องทะ สมาชิกชุมชนมีทั้งหมด ๑๒๐ ครัวเรือน แต่ครอบครัวที่ยังคงทำไร่หมุนเวียนดั้งเดิมในปัจจุบันเหลืออยู่ ๒๕ ครอบครัว ระบบการทำไร่หมุนเวียนของหมู่บ้านกองม่องทะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเมื่อเทียบกับหมู่บ้านกะเหรี่ยงในตำบลเดียวกันเนื่องจากเป็นหมู่บ้านหน้าด่านที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด จากการมีถนนลูกรังเข้าถึงหมู่บ้านทำให้การเดินทางสะดวก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้หมู่บ้านนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆ ในตำบลไล่โว่ แต่ปัจจัยสำคัญมาจากแรงกดดันจากเจ้าหน้าที่รัฐ ในการจำกัดการทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากแก่ที่มีอายุมาก ทั้งนี้ บ้านกองมองทะส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนจากระบบการทำไร่หมุนเวียนมาทำสวน ทำไร่คงที่ และทำนากันมากขึ้น ครอบครัวที่ยังคงทำไร่หมุนเวียนดั้งเดิมในปัจจุบันของบ้านกองม่องทะมีจำนวนลดลงอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่จำต้องลดรอบหมุนเวียนลง ในพื้นที่ไร่ซากที่มีอายุน้อยลงคือ ๓ – ๕ ปี จากเดิมจะเลือกทำในพื้นที่ไร่ซากที่มีอายุอย่างน้อย ๑๐ – ๑๕ ปี

 

แผนภาพที่ ๔.๕ พื้นที่ทำไร่ซากทำไร่หมุนเวียนและพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจของบ้านกองม่องทะ[6]

 

        เลข ๑“ที่พู๊ฆว่ายคี่” หมายถึง บริเวณต้นน้ำที่มีต้นไม้แดงขึ้นอยู่มาก (“ที่พุ”= น้ำ, ไคว้= ไม้แดง, “คี้” = ต้นน้ำ)

        เลข ๒“เฆพู๊กล่า” หมายถึง บริเวณที่มีต้นเฆพู๊ขึ้นอยู่ คำว่า “เฆพู๊” เป็นชื่อของต้นว่านชนิดหนึ่ง ซึ่งมีหลายชนิดหนึ่ง เช่น “พู๊ที่” ที่ชอบขึ้นบริเวณตาน้ำ ส่วน “เฆพู๊กล่า” ขึ้นในพื้นที่ป่าไผ่ น้ำไม่ชุ่ม ส่วนคำว่า “กล่า” หมายถึง บริเวณ เหมาะแก่การทำไร่หมุนเวียน เนื่องจากพื้นที่ที่เป็นป่าไผ่ ลักษณะพื้นที่ค่อนข้างราบ ไม่ลาดชันมาก และไม่ใช่ตาน้ำ  และยังเป็นพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนที่มีพื้นที่กว้างขวางที่สุดด้วย

        เลข ๓ “บ๊องไช๊คี่” หมายถึง สายน้ำที่มีหน่อไม้มาก คำว่า “บ๊องไช๊” หมายถึง หน่อไม้ดอง“คี้” หมายถึงต้นน้ำ

        เลข ๔ “กองหม่องหว่อง” หมายถึงหุบเขาห้วยกองหม่อง ส่วน “หว่อง” หมายถึง หุบเขากว้างใหญ่ (บ้านกองม่องทะ ตั้งชื่อตามสายห้วยนี้ โดยคำว่า “ทะ” หมายถึง บรรจบ บริเวณที่ตั้งบ้านกองม่องทะเป็นจุดที่ห้อยกองหม่องไหลมาบรรจบกับแม่น้ำรันตี) พื้นที่บางส่วนได้มีการจับจองเป็นเจ้าของ แต่ยังให้ญาติพี่น้องหรือเพื่อนบ้านใช้พื้นที่ได้

        เลข ๕ “เพิ่งไช๊หว่อง” หมายถึง หุบเขาต้นส้มป่อย คำว่า “เพิ่งไช๊” คือ ต้นส้มป่อยไร่ซากผืนนี้ทำร่วมกับบ้านเกาะสะเดิ่ง

        เลข ๖ “นงพูคี่” หมายถึง ต้นน้ำของสายห้วย เรียกว่า “นงพู”

        เลข ๗ “อ่องไวคี่” หมายถึง ต้นน้ำของสายห้วยชื่ออ่องไว คำว่า “อ่องไว” ไม่มีความหมายในภาษากะเหรี่ยง คิดว่าเป็นภาษาของคนว้า ที่เชื่อว่าเคยตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้แต่โบราณ พบสุสานของว้าหลายแห่ง คำนี้น่าจะเป็นภาษาว้า บริเวณนี้มีพื้นที่เหมาะสมทำไร่มีน้อยเพราะมีต้นน้ำ ไม้ใหญ่อยู่มาก แต่ป่าไผ่มีอยู่น้อย มีเพียงบางปีที่ทำไร่หมุนเวียน

        เลข ๘ “ห้วยป่องปุ๊ง” ทุ่งเลี้ยงสัตว์มีบางครอบครัวที่เข้าไปทำนาเหมือนกัน

        เลข ๙ “เช้อเจี่ยะหว่อง” คำว่า “เช้อเจี่ยะ” คือ ครกตำข้าวเก่าแก่ ปัจจุบันพื้นที่ตรงนี้เป็นสวนผลไม้และปลูกพืชเศรษฐกิจของชาวบ้านกองม่องทะ ซึ่งมีการจับจองเป็นเจ้าของที่ดินของครอบครัว

        เลข ๑๐“พู๊ลาหว่อง” หมายถึง หุบเขาใบพลู คำว่า “พูลา” คือ ใบพลู พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่มีการจับจองเป็นเจ้าของ ปลูกข้าวไร่ซ้ำพื้นที่ ไม่ได้ทำตามประเพณีดั้งเดิมแล้ว

 

        ๔.๓.๑ แปลงไร่หมุนเวียนของครัวเรือนบ้านกองม่องทะในช่วงปี ๒๕๕๐-๒๕๕๖

การทำไร่หมุนเวียนของบ้านกองม่องทะเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างมาก ปัจจุบันส่วนใหญ่ทำไร่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็นป่าชั้น ๒ หรือพื้นที่เกษตรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจได้และครัวเรือนสามารถครอบครองเป็นเจ้าของพื้นที่ทำเกษตรได้ เช่น ทำสวน ปลูกมันสำปะหลัง หรือทำไร่ข้าวที่รอบหมุนเวียนสั้นมาก หรือบางครั้งก็ทำซ้ำในพื้นที่เดิม และครัวเรือนจำนวนน้อยที่ไปทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากในโซนป่าชั้น ๓ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ให้ทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิมเท่านั้น จากการลงพื้นที่และสัมภาษณ์ ๖ ครัวเรือน ในช่วงปี ๒๕๕๐– ๒๕๕๖ ที่ทำไร่ในพื้นที่ป่าชั้น ๓ (พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนตามประเพณี) ใน ๔ พื้นที่ คือ ที่พู๊ฆว่ายคี่ เฆพู๊กล่า เพิ่งไช๊หว่อง และกองหม่องหว่อง ซึ่งพบว่าพื้นที่บางส่วนในโซนกองหม่องหว่องและเฆพู๊กล่าได้มีการครอบครองเป็นเจ้าของโดยครัวเรือนในพื้นที่นี้ด้วย สำหรับในพื้นที่ป่าชั้น ๒ ซึ่งกำหนดให้สามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ข้าว และปลูกพืชเศรษฐกิจใน ๒โซน คือ พู๊ลาหว่อง และเช้อเจี่ยะ ซึ่งยังมีชื่อเรียกพื้นที่ย่อยๆ อีก เช่น กุ่ยดี้ เตียวจ่อง ฯลฯ ในโซนพู๊ลาหว่อง และ ไซหม่องทงทา, ทินอเอาะ, กากอแมะ ฯลฯ ในโซนเช้ยเจี่ยะ)

การทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิมในบ้านกองม่องทะมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่มีใครในหมู่บ้านที่อยากทำอีกต่อไป คนรุ่นปัจจุบันที่ยังทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่าชั้น ๓ เหลืออยู่น้อยและมีอายุมาก ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ ๕๐ – ๖๐ ปี เช่น ลุงเนเส่ง ที่มีอายุกว่า ๖๐ ปี หรือนายวันชัย ไทรสังขธำรงกร ด้วยข้อจำกัดด้านแรงงานที่ส่วนใหญ่อายุมากและแทบไม่มีลูกหลานช่วยทำไร่เลย จึงทำให้ไม่สามารถไปทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่าชั้น ๓ ซึ่งต้องขึ้นเขาไปไกล

“ปัจจุบันไม่ได้ทำไร่ที่ป่าชั้น ๓ เพราะว่าขึ้นเขาไม่ไหวแล้ว เพิ่งเลิกทำเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ได้ข้าวก็แบกลงมาไม่ไหว ลูกก็ไม่อยากขึ้นเขา ชอบอยู่เมืองมากกว่า มีลูก ๖ คน บางคนไปทำงานในเมืองไปๆ มาๆ ช่วงตอนลูกเด็กๆ เขาอยากได้เสื้อผ้าก็ซื้อให้ไม่ได้ นาฬิกา รถเครื่อง เขาอยากได้ของเขาก็เลยไปทำงานหาซื้อเอง ถ้าทำไร่แบบเดิมไม่มีเงินใช้และไม่ได้อะไร เลยไม่อยากกลับมาทำไร่ที่บ้าน”[7]

 

แผนภาพที่ ๔.๖ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของบ้านกองม่องทะ จำนวน ๖ ครอบครัว ในช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๖

 

ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และการจัดการทรัพยากรของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นับว่าเป็นปัจจัยสำคัญของเปลี่ยนจากระบบทำไร่หมุนเวียนในบ้านกองม่องทะ ครัวเรือนที่ทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิมลดลงเหลืออยู่น้อย มาเป็นการทำไร่ข้าวในป่าอ่อน รอบหมุนเวียนสั้นลงเหลือเพียง ๒-๔ ปี พิธีกรรมตามความเชื่อบางอย่างหายไป เช่น การอธิษฐานเสี่ยงทายเพื่อหาพื้นที่ทำไร่ เพราะถ้ากลับมาฝันร้ายก็ไม่มีที่ให้ทำจึงเลิกทำ แต่ยังรักษาพิธีกรรมสำคัญอย่างการทำบือชิเบอะ (ข้าว ๙ กอ) และการกินข้าวใหม่เอาไว้ หรือบางครอบครัวบางปีทำครบ บางปีก็ทำไม่ครบ แต่อย่างน้อย ๓ ปีต้องทำให้ครบขั้นตอนตามประเพณี ไม่เช่นนั้นจะหายไป ในขณะเดียวกันก็หันมาทำสวน ปลูกเศรษฐกิจอย่างมันสำปะหลัง การบุกเบิกที่นา ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับสิทธิการครอบครองของครอบครัวเหนือผืนดิน  เมื่อหมุนทำไร่ในป่าอ่อนนานขึ้น ดินจึงเริ่มเสื่อมความสมบูรณ์ เช่น บริเวณกองหม่องหว่อง บางครอบครัวเริ่มใช้ปุ๋ยยูเรียช่วยเพิ่มผลผลิตข้าว แต่ยังใช้ในปริมาณน้อย และต้องใช้ยาฆ่าหญ้า และพื้นที่ที่ปลูกซ้ำนานไม่สามารถฟื้นเป็นป่าได้แล้ว

ป่าฟื้นตัวดีที่สุด หรือป่าแก่ที่สุด อยู่ไกลที่สุดอยู่ที่เพิ่งไช๊หว่อง ใช้เชื้อข้าวน้อย ให้ผลผลิตสูง บริเวณกองหม่องหว่องป่าที่ฟื้นตัวพอทำไร่ได้เริ่มหมดแล้ว บางครอบครัว เช่น ครอบครัวนางมะเย็งอ่อง และนายประสงค์ ไกรศรีพบสุข ซึ่งทำในโซนกองหม่องหว่อง (ไซหม่องทงทา) ในปีนี้ (๒๕๕๖) แต่ปีหน้าจะต้องเปลี่ยนพื้นที่ทำไร่แล้ว “เพราะว่าป่าจะหมดแล้ว ต้องไปทำที่กองหม่องหรือเพิ่งไช๊หว่อง ยังมีที่ไร่ซากที่นงคี้กับอ่องไวคี่ก็มี สองที่นี้ไม่เคยไปทำ ถ้ากลับไปทำจริงๆ ก็จะไปที่กองหม่อง หรือเพิ่งไช๊หว่อง ไกลหน่อยแต่ทำนิดหน่อยก็พอกินแล้ว ไปกองหม่องเดินชั่วโมงกว่าๆ เพิ่งไช๊หว่องเดินจากกองหม่องไป ๒ ชั่วโมงกว่าๆ ตำข้าวเป็นข้าวสารแบกลงมา พอข้าวสารหมดก็ขึ้นไปตำแล้วขนลงมาใหม่ แต่ก่อนขนลงมาหมดตอนมีแรงดีๆ หนุ่มๆ ทิ้งข้าวไว้ที่ไร่ก็มีสัตว์ป่ามากินบ้าง ที่ไซหม่องทงเดินไป ๒ ชั่วโมง แต่ขนทางเรือหรือขนทางรถโฟว์วิลตอนหน้าแล้ง”[8]

ครอบครัวลุงเนเส่ง ตลอด ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทำไร่หมุนเวียนเพียง ๒ แห่ง คือ บริเวณ “เพิ่งไช๊หว่อง” และ “เฆพู๊กล่า” โดยหมุนอยู่ที่ “เพิ่งไช๊หว่อง” อยู่นานถึง ๑๗ ปี และหมุนอยู่ที่ “เฆพู๊กล่า” ๑๐ กว่าปี ซึ่งเป็นป่าแก่ฟื้นตัวดี  และเห็นว่าการทำไร่ในป่าอ่อนจะทำให้ป่าไม้เสีย

 

แผนภาพที่ ๔.๗ พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของ ๖ ครัวเรือน          

บ้านกองม่องทะ ในช่วงปี ๒๕๕๐ – ๒๕๕๖

 

.๔ พื้นที่ต้องห้ามตามความเชื่อในการทำไร่หมุนเวียน

การหาพื้นที่ทำไร่ข้าวหรือไร่หมุนเวียนจะเริ่มจากขั้นตอนการหาพื้นที่ที่เหมาะสมที่เรียกว่า อธิษฐานป่า ชาวกะเหรี่ยงทุ่งใหญ่อธิบายขั้นตอนการเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนว่า พื้นที่ที่จะใช้ทำไร่จะต้องไม่เป็นพื้นที่ต้องห้ามตามความเชื่อของคนกะเหรี่ยง ซึ่งมักเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศ เพราะจะทำให้เกิดการทำลายดิน น้ำ ป่า และสัตว์ป่า ความเชื่อเหล่านั้นสืบทอดผ่านคนรุ่นต่อรุ่น จากพ่อสู่ลูก ด้วยการเรียนรู้ผ่านการทำไร่ แต่เมื่อแนวโน้มที่การไร่หมุนเวียนตามประเพณีดั้งเดิมกำลังลดน้อยถอยลง คนรุ่นใหม่ๆ ไม่สืบทอดการทำไร่ต่อจากพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่จึงเกรงว่าประเพณีความเชื่อในการทำไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงจะสูญหายไป จึงได้ทำบันทึกไว้เป็นภาษากะเหรี่ยงเพื่อให้ลูกหลานสืบทอดประเพณีความเชื่อที่เป็นข้อห้ามในการทำไร่เอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น บันทึกของผู้บื่อ ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านจะแก และบันทึกของลุงเนเส่ง บ้านกองม่องทะซึ่งกำลังรวบรวมจากผู้เฒ่าผู้แก่บ้านอื่นๆ ด้วย รวมทั้งการทำวิจัยของชุมชนไล่โว่โดยการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนตำบล โดยพื้นที่ต้องห้ามในการทำไร่เท่าที่รวบรวมจากการสัมภาษณ์ บันทึกและงานวิจัยดังกล่าว ดังต่อไปนี้

๑) “ที่ทงผู่” หรือ ตาน้ำ หรือบริเวณที่น้ำที่ผุดขึ้นมา (เคาะคูด่อง)  ห้ามเลือกทำไร่อยู่เหนือพื้นที่ที่มีน้ำผุดจากผืนดินที่มีน้ำอยู่ตลอดทั้งปี เพราะมีความเชื่อว่าเจ้าที่แรง เป็นที่อยู่ของเจ้าป่าเจ้าเขา หากใครไปทำไร่อาจทำให้เจ็บป่วยหรืออาจถึงตายได้ อธิบายได้ว่าหากปลูกข้าวเหนือพื้นที่ที่เป็นตาน้ำจะทำให้เกิดการทำลายพื้นที่ต้นน้ำและเป็นเหตุให้ตาน้ำแห้ง

๒)“ย่าลิ่งไค่คว่อง” แปลเป็นภาษาไทยว่า ปลาก้างสู้คดี“ย่าลิ่ง” คือ ปลาก้าง ซึ่งเป็นปลาที่อาศัยอยู่บริเวณที่เป็นตาน้ำ“ไค่คว่อง”แปลเป็นภาษาไทยว่าจะมีเรื่องราวที่ต้องสู้คดีหมายถึงว่าพื้นที่ต้องสู้คดีห้ามทำไร่ในพื้นที่เนินเขาที่มีร่องน้ำทั้งสองด้านของเนินเขา ช่วงฝนตกปลาก้างจะขึ้นมาเล่นน้ำ ถ้าปลาก้างอยู่แสดงว่าพื้นที่ตรงนั้นมีโพรงอยู่ใต้ดิน พอเวลาน้ำหลากปลาก้างจะเข้าไปเล่นน้ำตามร่องน้ำ ถ้าทำไร่บริเวณนี้จะเกิดการสู้คดีความหรือเกิดความขัดแย้งกันและจะเสียน้ำ อธิบายได้ว่าพื้นที่ลักษณะดังกล่าวเป็นต้นน้ำ หากทำไร่จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศต้นน้ำ ทำให้ไม่มีน้ำไหลลงสู่ลำห้วยและแม่น้ำ

๓)“ไค่คลึช่องพู” หรือ หลังเต่า พื้นที่ภูเขาที่มีลักษณะเหมือนหลังเต่าหรือพื้นที่สันเขา ครอบครัวเดียวห้ามทำไร่ทั้งสองฝั่ง ถ้าทำไร่ถือว่าผิดและจะมีปัญหาหนักแต่สามารถทำด้านใดด้านหนึ่งได้ แต่ห้ามทำไร่เต็มพื้นที่ทั้งหมดบนภูเขาหลังเต่า เด็ดขาดถ้าฝืนทำไร่จะทำให้การนับถือเสียไป เปรียบเทียบเหมือนกับลูกศิษย์ที่ไม่เชื่อฟังครู หรือรู้เกินครู

๔)“เชอน๊ะหนุผลี่” หรือ ลิ้นยักษ์ คือบริเวณบนภูเขาที่มีสายห้วยมารวมกัน ห้ามทำไร่เต็มพื้นที่ระหว่างห้วยหนึ่งจรดอีกห้วยหนึ่ง โดยทำไร่ด้านใดด้านหนึ่งได้แต่ห้ามทำขึ้นไปถึงยอดเขา

“เชอน๊ะหนุผลี่” ห้ามทำไร่เต็มพื้นที่ลำห้วยสองสายที่ไหลมาบรรจบกัน

๕) “กะช่องโพล่ง” ห้ามทำไร่ครบรอบภูเขา สามารถทำด้านใดด้านหนึ่งได้แต่ห้ามทำถึงยอด เพราะข้างบนเป็นคำสาป เป็นทางเจ้าป่าเดิน และข้างในก็เป็นสายน้ำ

๖) “ทูปะทูเถิ่ง”เขารูปนกกระสาบิน บริเวณที่เนินเขาหนึ่งมาจรดกับอีกเนินเขาหนึ่ง หรือพื้นที่บรรจบระหว่างสองทิวเขาลักษณะเหมือนปีกนก ห้ามไม่ให้ครอบครัวเดียวทำไร่ทั้งสองฝั่ง ถ้าสองครอบครัวทำได้ ลักษณะของพื้นที่จะเป็นร่องน้ำยาวอยู่ตรงกลางระหว่างเนินเขาสองลูก บางพื้นที่ร่องน้ำมีความลาดชันน้อยแต่บางพื้นที่ร่องน้ำมีความลาดชันสูง ซึ่งส่วนใหญ่ด้านล่างจะเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ ถ้าถางพื้นที่สองฝั่งอาจทำให้พื้นที่ชุ่มน้ำแห้ง ในช่วงหน้าฝนถ้าฝนตกน้ำอาจพัดพาข้าวหักได้

๗) “ที่วาลาโคว่”บริเวณฝั่งแม่น้ำหรือลำห้วยที่มีน้ำตลอดปี หรือแม่น้ำที่มีชีวิต เรียกว่า “ทิเมิ่ง” ปลาเวียนว่ายขึ้นได้ ครอบครัวเดียวห้ามทำไร่คร่อมสองฝั่งแม่น้ำหรือลำห้วยแต่สามารถทำไร่ด้านใดด้านหนึ่งได้ หรือถ้าเป็นสองครอบครัวก็สามารถทำได้ แต่ห้ามทำไร่ติดลำห้วย เพราะมีความเชื่อว่าลำห้วยทั้งสองฝั่งเป็นเส้นทางของพระแม่คงคา ทั้งนี้ หากทำใกล้ลำห้วยเกินไปอาจทำให้ตลิ่งพังและทำให้น้ำตื้นเขินได้ และการทำไร่สองฝั่งห้วยของครอบครัวเดียวนั้น ถือว่าเป็นคนโลภมาก ซึ่งขัดกับวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง หรือหากทำไปอาจดูแลไม่ทั่วถึง

๘) “กาลิทุ” แปลว่า ปากทางช่องแคบ “กาลิ” หมายถึง ทางแคบ ส่วนคำว่า “ทุ” คือป่าที่อยู่บริเวณช่องทางแคบ “กาลิทุ” หมายถึงทางเดินของสัตว์ป่า ห้ามทำไร่ขวาง

๙) “ทินุไท้” ห้ามทำไร่คร่อมตรงกลางบริเวณที่แม่น้ำสองสายแยกออกและมาบรรจบกันอีกครั้ง ถ้าที่กว้างทำส่วนหนึ่งส่วนใดได้ “นุไท้” ในภาษากะเหรี่ยง หมายถึงลักษณะเหมือนปลาปิ้งที่ถูกหนีบด้วยไม้ไผ่ผ่าซีก ปิดหัวปิดท้าย ถ้าพื้นที่ตรงไหนที่ลักษณะเหมือน “นุไท้”  ห้ามทำไร่ ยกเว้นว่าบริเวณนั้นมีพื้นที่กว้างอนุญาตให้ทำไร่บางส่วนได้แต่ห้ามเต็มพื้นที่ทั้งหมด

 

๑๐)“ที่โอคะกล่าตู๊วี่แอ้” น้ำไหลผ่านลงไปกลางไร่ หมายถึงทำไร่สองฝั่งที่น้ำไหลผ่าน ถ้าเจ้าเดียวทำไร่ไม่ดี แต่ถ้าทำคนละเจ้าไม่เป็นไร

๑๑) “ที่กล่าเผ่อ” หมายความว่า น้ำขนาบข้าง (คำว่า “กล่า” สมมุติว่ามีที่ทำไร่อยู่ผืนหนึ่ง และน้องกับพี่ทำขนาบสองข้าง แปลงไร่ที่อยู่แทรกอยู่ตรงกลางเรียกว่า “กล่า” ) ทำไม่ได้เพราะว่าน้ำจะแห้ง

๑๒) “ทุ้ยพ่าหมี้ไขว่” หมายความว่า หมาตัวผู้นอนขด

๑๓) “เท่อผู่เว้อเบอะเชอ”ห้ามพี่น้องทำไร่ที่แทรกตรงกลาง แต่คนอื่นที่ไม่ใช่พี่น้องทำได้

๑๔) “ช่องโหลงซู่โคว” ห้ามทำไร่ในลักษณะสามเส้า ทั้งที่เป็นพี่น้องและคนทั่วไป

๑๕)“อ่องยู้ลุตะ” ห้ามทำไร่ในลักษณะกลืนกินกัน

๑๖) “ทุลิกุเช่อ”ห้ามทำไร่ ๒ ผืน หรือ ทำไร่ห่างจากไร่ซาก ในระยะที่ได้ยินเสียงร้องของนกเขา หรือยิ่งห่างยิ่งดี ถ้าทำไร่ติดกับไร่ซากไม่ดี คือ ปีหน้าต้องทำไร่ห่างออกไปจากที่ทำปีนี้อธิบายเหตุผลทางนิเวศได้ว่า เพื่อไม่ให้ทำไร่ชิดกันเกินไป ให้มีพื้นที่ป่าขนาดเพียงพอกั้นระหว่างไร่ และการไม่ทำไร่ชิดกับไร่ซากถือเป็นการให้ไร่ซากสามารถฟื้นสภาพได้มากขึ้น

๑๗) “บละเชอไผ่” ลักษณะพื้นที่ที่เป็นสันเขาทอดยาวเหมือนกับหลังช้าง ห้ามเปิดพื้นที่สันเขาทั้งสองฝั่ง เพราะมีความเชื่อว่า เจ้าที่แรงและยังเป็นทางเดินของเจ้าที่เจ้าทาง เนินเขาลักษณะนี้มีความลาดชันสูง รอบๆ เนินเขาจะเป็นต้นน้ำ หากถางพื้นที่ทำไร่จะทำให้หน้าดินพังทลายและน้ำแห้ง

๑๘)“เล่อมี”  หมายถึง หินจุดไฟ ห้ามทำไร่บริเวณที่มีหินจุดไฟ

๑๙)“ที่ทาเฉาะ” คือ พื้นที่ที่มีลำห้วย ๒ สายมาบรรจบกัน ตรงคอลำห้วยสองสายห้ามเพาะปลูก เพราะมีความเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของพระแม่คงคา การอธิบายทางนิเวศก็คือ หากมีการถางป่าทำไร่จะทำให้ลำห้วยแห้งได้ และยังอาจเกิดน้ำป่าทะลักเข้าท่วมพื้นที่ทำให้ข้าวจมน้ำเสียหาย

๒๐)“คูหลงไล่คองเถ” เชิงเขาภูเขาหิน ห้ามทำไร่ เชื่อว่าเป็นทางเดินของเจ้าที่ หมายความว่าถ้าทำไร่ติดเชิงภูเขาจะเสี่ยงที่จะถูกหินหล่นใส่เป็นอันตรายได้ และภูเขาหินส่วนใหญ่จะมีความชื้อสูง ตีนเขาจะมีร่องน้ำไหลผ่าน บางจุดมีต้นน้ำผุดออกจากพื้นดิน แสดงให้เห็นว่าภูเขาหินเป็นพื้นที่ต้นน้ำ

๒๑)“ที่ว่องเผอ” พื้นที่ที่มีลำห้วยล้อมรอบ ตรงกลางมีลักษณะเป็นเกาะ เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการพังทลายของตลิ่ง หากทำไร่จะทำให้หน้าดินพังทลายจากการทำลายต้นไม้ที่ยึดเกาะริมตลิ่งทำให้น้ำเซาะดินได้ง่ายขึ้น

๒๒)“เผ่อทะไค้” พื้นที่ก้นกระทะ ถ้าทำไร่ในพื้นที่ที่เป็นก้นกระทะมีความเสี่ยงต่อน้ำท่วมไร่ข้าวเสียหายจากน้ำหลากในฤดูฝน

๒๓)“เฆว่ฉ้า”  ห้ามทำไร่ซ้ำปีเด็ดขาด ยกเว้นเด็กกำพร้า แม่ม่าย ถ้าทำผู้เฒ่าบอกว่าไม่ดี อาจหมายถึงผิดประเพณี ดินไม่ดี

          “ทั้งหมดนี้ประหารชีวิตหมดเลย ประหารชีวิตคือถ้าไม่เชื่อก็ตายแน่ เคยมีคนไม่เชื่อไปทำ ไม่ได้กินข้าว หรือเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีเหตุไม่ดีในชีวิต” [9]

 

ทั้งนี้เพราะ คนกะเหรี่ยงมีความเชื่อข้อห้ามที่เป็น “กระ” หมายความว่า อยู่ตรงกลาง หรือเป็นลักษณะไม้ปิ้งปลา ซึ่งชาวบ้านเล่าว่าหากทำไร่ผิดข้อห้ามเหล่านี้จะร้ายแรงถึงเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเสียชีวิตได้ เช่น

  • พื้นที่ตรงกลางระหว่างไร่ซากกับไร่ใหม่ หรือไร่ใหม่กับไร่ใหม่ ที่เป็นเจ้าของเดียวกัน ห้ามคนอื่นเข้าไปทำตรงกลาง เรียกว่า กระไร่ แต่ให้ทำต่อในแถวเดียวกัน
  • พื้นที่ตรงกลางระหว่างไร่ใหม่กับยุ้งข้าวที่เป็นเจ้าของเดียวกัน ห้ามคนอื่นเข้ามาทำไร่ ปลูกกระต๊อบ หรือสร้างยุ้งข้าวโดยเด็ดขาด เรียกว่า กระยุ้งข้าว หรือ พื้นที่ตรงกลางระหว่างไร่ใหม่กับกระต๊อบที่เป็นเจ้าของเดียวกัน ห้ามคนอื่นเข้ามาทำไร่ ปลูกกระต๊อบเช่นเดียวกันเรียกว่า กระกระต๊อบ
  • เวลาหยอดข้าวห้ามหยอดข้าวในลักษณะ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว เรียกว่า กระไอ่ย หรือ เข้าเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า เรียกว่า กระบือ แต่จะต้องหยอดข้าวเหนียวใกล้กระต๊อบก่อน แล้วหยอดข้าวเจ้าต่อ หรือให้หยอดข้าวเหนียวแถบใดแถบหนึ่ง ห้ามหยอดสลับกับข้าวเจ้า
  • ห้ามปลูกกระต๊อบตรงกลางระหว่างไร่ใหม่ทั้ง ๒ ผืนที่ทำใกล้กัน แต่เจ้าของคนละเจ้า เรียกว่า กระไร่ ต้องปลูกกระต๊อบของแต่ละเจ้าในไร่ของตนเอง
  • พื้นที่ ๒ ฝั่งห้วย ครอบครัวเดียวกันหรือญาติพี่น้องในตระกูลเดียวกันห้ามทำไร่ตรงกัน ๒ ฝั่งห้วย เรียกว่า กระน้ำ
  • แม่น้ำ ๑ สาย แยกออกเป็น ๒ ทางแล้วมาบรรจบกัน พื้นที่ๆ อยู่ตรงกลางห้ามทำ เรียกว่า กระน้ำ
  • พื้นที่ ๒ ฝั่งลำห้วย ฝั่งหนึ่งเป็นไร่ซาก อีกฝั่งเป็นไร่ใหม่ ห้ามปลูกกระต๊อบฝั่งไร่ซาก เรียกว่า กระน้ำ

 

แผนภาพที่ ๔.๘ ลักษณะพื้นที่ข้อห้ามในการทำไร่หมุนเวียน

 

แม้ว่าอธิษฐานป่าเลือกพื้นที่ทำไร่ได้แล้ว  แต่ถ้ายังมีความเชื่อหากพบลักษณะดังต่อไปนี้ ต้องหลีกเลี่ยง หรืออาจต้องทิ้งพื้นที่ตรงนั้นไปหาพื้นที่ทำไร่ใหม่

๒๔) “เชบอค่อง” (เซยนุเทะ ) ในระหว่างฟันไร่ ถ้าไปพบว่ามีไม้ต้นเดียวแยกกลางแล้วไปบรรจบเป็นต้นเดียวอยู่ในไร่ถ้าเจออย่างนั้นตรงนั้นจะต้องทิ้งไปเลย แต่หากพื้นที่กว้างก็ให้เว้นตรงนั้นไว้ไม่ฟันต้นไม้นั้น เพราะมีความเชื่อว่าเทพเจ้ามาสิงสถิตอยู่ งานวิจัยของจักรกฤษณ์ โพธิ์แพงพุ่ม พบว่า ต้นไม้ลักษณะดังกล่าวอยู่ในป่าดงดิบ และลักษณะพื้นที่ที่เป็นแอ่งกระทะ พื้นข้างล่างเป็นโพรงระบายน้ำช่วงหน้าฝน ถ้าเข้าไปถางป่าทำไร่ ดินอาจพังทลายไหลลงแอ่งกระทะได้ ขณะที่ คนกะเหรี่ยงอธิบายว่าต้นไม้ลักษณะนี้เป็นไม้เนื้ออ่อนและมีเถาวัลย์ขึ้นอยู่ เป็นพื้นที่ที่ต้นไม้โตเร็ว แต่หากเป็นไม้เนื้อแข็งขึ้นอยู่ในพื้นที่เดียวกันนี้ ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าใครขืนไปทำไร่จะทำให้มีอันเป็นไป ไม่ดีต่อตนเองและครอบครัว อาจเจ็บไข้ได้ป่วย ทำอะไรก็ติดขัด และไม่มีความเจริญในชีวิต

๒๕) “วาปีหนุ่ง”  ถ้าพบไผ่ลำเดียวแตกออกเป็นสองลำเท่าๆ กัน ต้องเลิกทำไร่บริเวณนั้นถ้ากอไผ่นั้นไม่อยู่ตรงกลางพื้นที่ให้หลบเลี่ยงการถางกอไผ่นั้น เพราะมีความเชื่อว่าผิดธรรมชาติ เจ้าที่แรง ชาวกะเหรี่ยงให้ข้อมูลว่าพื้นที่ป่าแบบนี้ดินยังแข็งตัวอยู่มาก และยังไม่มีความอุดมสมบูรณ์ดีพอ ป่าฟื้นตัวช้า ถ้าเข้าไปถางพื้นที่ตรงนั้นจะกลายเป็นพื้นที่ฟื้นตัวได้ยาก โอกาสการไหลบ่าของน้ำและการพังทลายหน้าดินจะสูง คนกะเหรี่ยงอธิบายว่าต้นไผ่ลักษณะดังกล่าวพบได้น้อยมาก ในหนึ่งพันต้นอาจมีเพียงต้นเดียว จึงเชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่ดีผิดแปลกจากธรรมชาติ ปู่ย่าตายายสอนไว้ไม่ควรแตะต้องเด็ดขาด หากใครไปทำไร่ตรงนั้นจะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย จิตใจไม่สบาย

๒๖) วาบ่องท่อง”ถ้าฟันไร่แล้วพบหน่อไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ให้หลีกเลี่ยงไม่ฟันกอไผ่นั้น หรือทิ้งพื้นที่ตรงนั้นไปเลย เพราะมีความเชื่อว่าเจ้าที่แรงไม่ควรทำ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ไร่ซากจะเป็นป่าไผ่ หน้าฟันไร่คือหน้าแล้งซึ่งพ้นหน้าหน่อไม้ไปแล้วจึงไม่ควรมีหน่อไม้ขึ้นอยู่ แต่ถ้าพบหน่อไม้หน่อใหญ่เหมือนหน่อไม้หน้าฝน แสดงว่าบริเวณนั้นเป็นตาน้ำ ถ้าถางพื้นที่บริเวณนั้นจะทำให้ตาน้ำแห้ง

๒๗) “ทุส่องทิบ่องค่อง” หลังจากไปดูป่าแล้ว เลือกได้แล้วไม่ตรงตามข้อห้ามทำไร่ แต่ถ้ามีนกขุนแผนร้องทัก (ทุส่อง) มีความเชื่อว่าเป็นนกที่คอยบอกสัญญาณเตือนภัย เจ้าที่ส่งมา อาจมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นได้ นกทูส่องชอบอยู่ในพื้นที่ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ อยู่ในป่ารกทึบ ไม่พบในป่าโปร่ง แสดงให้เห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีไม้ใหญ่ไม่ควรเข้าไปทำไร่ นอกจากนั้น คนกะเหรี่ยงถือว่านกทูส่องเป็นหัวหน้านกและเป็นตัวบอกเหตุ และมีความเชื่อว่าหากเดินทางไปเที่ยวหรือไปหาของป่า ระหว่างทางได้ยินเสียงนอทูส่องร้องทักด้านซ้ายจะมีโชค แต่ถ้าร้องทักด้านขวา ข้างหน้าต้องได้พบคน

๒๘) “ทิบ่องค่อง” หากได้ยินเสียงเก้งร้องทัก ต้องทิ้งพื้นที่ตรงนั้น ทำไร่ไม่ได้ เพราะมีความเชื่อว่าเก้งเป็นสัตว์ที่เจ้าที่ปล่อยมา ถ้าทำไร่พื้นที่ตรงนั้นจะนำมาซึ่งภัยร้าย เพราะว่าเก้งอยู่ในป่าลึก ไม่ค่อยเดินออกมาใกล้หมู่บ้าน และเก้งชอบอยู่ในพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ มีความอุดมสมบูรณ์ หมายความว่า ห้ามทำไร่ในพื้นที่ที่มีต้นไม้ใหญ่และมีความอุดมสมบูรณ์สูง นอกจากนั้น คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าเก้งเป็นหัวหน้าของสัตว์ทั้งหลาย เวลาเดินทางหากเก้งวิ่งตัดหน้าคนนั้นจะกลับบ้านเลย เพราะถือว่าเป็นลางไม่ดี

๒๙) “กะเช้งพื้อหล่อง” ในพื้นที่ที่เลือกทำไร่ต้องไม่มีลิงลมกระโดดลงมาให้เห็น เพราะเชื่อว่าจะนำความเจ็บไข้ได้ป่วยมาให้ ทั้งนี้ ลิงลมชอบอยู่ในพื้นที่อุดมสมบูรณ์มีลูกไม้ที่เป็นแหล่งอาหารมาก ถ้าเราไปถางพื้นที่ตรงนั้น แหล่งอาหารของสัตว์ก็จะไม่มี คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าหากพบลิงลม ทั้งก่อนฟันไร่ ขณะฟันไร่ ขณะเลือกไร่จะไม่ทำไร่ตรงนั้นเลย ทำแล้วจะไม่ดีเพราะเชื่อว่าเป็นสัตว์อับโชค บางคนเชื่อว่าลิงลมมาบอกเหตุว่าทำไร่ตรงนี้ไม่ดีทำแล้วข้าวจะไม่เจริญงอกงาม อาจเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอันตรายได้

 

 

แผนภาพที่ ๔.๙ ลักษณะพื้นที่ต้องห้ามทำไร่ หากพบพื้นที่ลักษณะนี้ในระหว่างการฟันไร่

 

๓๐) “ดาไค่” ถ้าพบเต่าต้องไม่เลือกพื้นที่ตรงนั้นทำไร่ คนกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่าจะทำงานได้ช้า อาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย หรือระหว่างฟันไร่แล้วไปพบว่ามีเต่า ต้องเว้นพื้นที่ตรงนั้นไป เต่าเป็นสัตว์ที่อยู่ในเขตป่าชุ่มชื้นและอุดมสมบูรณ์ ถ้าถางบริเวณพื้นที่ตรงนั้นความชื้นก็จะเสียไป และเต่าอาจอยู่ไม่ได้ อีกทั้งเต่ายังเป็นสัตว์ที่ทำให้เกิดวังน้ำในลำห้วย คนกะเหรี่ยงเชื่อถือตามบรรพบุรุษ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงห้าม แต่บางคนให้ข้อคิดว่าเต่าเป็นสัตว์อายุยืนไม่ควรไปรบกวน

.๕ ขั้นตอนการทำไร่

หลังสิ้นสิ้นประเพณีกินข้าวใหม่ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดการทำไร่หมุนเวียนของปีที่ผ่านมา หลังจากนั้นปฎิทินการทำไร่ก็จะเริ่มขึ้น หัวหน้าครอบครัวซึ่งเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะทำไร่ที่ไหนจะเป็นผู้ไปเลือกพื้นที่ทำไร่ โดยบางคนอาจคิดไว้ก่อนแล้วหลังเก็บเกี่ยวข้าวปีที่ผ่านมา หรือบางคนอาจเริ่มคิดหลังพิธีกินข้าวใหม่แล้ว สำหรับพื้นที่ที่จะไปเลือกทำไร่นั้น ส่วนใหญ่จะเลือกพื้นที่ไร่ซากเดิมที่ฟื้นตัวดีแล้ว

        ๑. เลือกพื้นที่ทำไร่ เรียก “ลูหล่อดู่ละ” สำหรับการเลือกพื้นที่ทำไร่ที่ไม่สามารถทำตามประเพณีดั้งเดิม  ในขั้นตอนการเลือกพื้นที่ทำไร่ต้องไปอย่างน้อย ๒ คน หรือไปกัน ๕-๖ คนก็ได้ เมื่อเลือกเสร็จถูกต้องไม่พื้นที่ตรงตามข้อห้าม ซึ่งถ้าเป็นไร่ซากเดิมก็หมายความว่าพื้นที่นั้นไม่ตรงกับข้อห้ามตามประเพณีแล้วนอกจากนั้น พื้นที่ที่เลือกทำไร่จะต้องไม่ชันมากนักเช่น ต้องมีพื้นที่ราบกว้างขนาดบ้าน ๒ หลังเพื่อใช้สำหรับฟาดข้าว พอเลือกพื้นที่ได้แล้วจะทำสัญลักษณ์หมายพื้นที่ โดยใช้ไม้ไผ่ผ่าสี่ซี่ปักไว้

 

 

ตารางที่ ๔.๑ ปฎิทินการทำไร่หมุนเวียนในรอบปี

 

การเลือกพื้นที่ทำไร่จะต้องมีการอธิษฐานป่า เริ่มจากการกวาดใบไม้ตรงที่เราจะอธิษฐาน ขุดดินแล้วใส่ใบไม้ตรงกลาง นั่งหันหน้าไปทางตะวันออกถือไม้ขนาด ๑ วา อธิษฐานขอใช้ผืนดินต่อเจ้าป่าเจ้าเขา ถ้าดีก็ให้ไม้ยาวขึ้น แล้วก็ตีลงไป ๓ครั้ง ดูว่ายาวขึ้นหรือไม่ ถ้าไม่ก็อธิษฐานใหม่อีกครั้งหนึ่งแล้วตีลงไปใหม่ โดยเปลี่ยนทิศจากใต้ไปเหนือ ถ้าไม้ไม่ยาวขึ้นต้องเปลี่ยนไปหาพื้นที่ใหม่แต่หากตีแล้วพบว่าไม้ยาวเกินไปก็ไม่ดีอีก คือยาวเกินหนึ่งเมล็ดข้าวเปลือก และยังต้องฟังเพื่อนที่มาด้วยว่าทักท้วงหรือไม่ ถ้าเพื่อนที่มาด้วยคัดค้านว่าทำไม่ได้ก็ไม่สามารถทำได้หรือในระหว่างทางเดินทางจากบ้านไปเลือกพื้นที่หรืออธิษฐานป่า ถ้ามีเก้ง หรือนกขุนแผน (ทุส่อง) ร้องทักถือว่าไม่ดี ต้องยกเลิกไปอธิษฐานป่าในวันนั้นและต้องกลับมาบ้านก่อน วันหลังจึงค่อยไปเลือกพื้นที่ใหม่

หลังจากอธิษฐานเลือกพื้นที่ทำไร่และทำเครื่องหมายไว้แล้วกลับบ้านไปแล้วคืนนั้นแล้วฝัน เช่น ฝันว่าฝนตก เห็นแม่น้ำใหญ่คลื่นใหญ่มีเศษไม้ไหลลงมาเยอะ ถือว่าไม่ดีเพราะต้องรื้อไร่เยอะ ต้องฟันหญ้าเยอะ จุดไฟเผาไร่ไม่ค่อยติด แต่ไม่ผิดอะไรแต่ถ้าทำจะลำบาก หรือฝันว่าตำรวจจับก็ไม่ดีหมายถึงเจ้าที่เจ้าทางแรงถ้าทำจะเจ็บป่วย แต่ถ้าฝันเห็นช้างข้าวจะขึ้นดี เป็นวิญญาณปกป้องข้าว หรือฝันว่าขุดอ้นได้ ก็จะดีเป็นวิญญาณข้าวเช่นกัน

        ๒. ฟันไร่ เรียก “พิเคว่อะ”การฟันไร่จะตัดไม้ให้เหลือตอสูงจากพื้นดินขึ้นมา เพื่อให้แตกกิ่งเติบโตฟื้นตัวขึ้นใหม่ได้อีก การฟันไร่นั้นมีความเชื่อและข้อห้ามอีก คือ เมื่อลงจากบ้านต้องเอาขี้เถ้ามาโปรยใส่บันได เพื่อหลบหลีกเจ้าที่เจ้าทาง สัตว์มีพิษ สัตว์ที่เป็นอันตรายต่างๆ ไม่ให้พบเจอกันระหว่างเดินทาง และขอให้ภูตผีปีศาจ สิ่งที่เป็นมารทั้งหลายทุกสิ่งทุกอย่างตาบอด, แม่บ้านที่อยู่บ้านห้ามเผา ห้ามปิ้งในเตาไฟ เพราะจะเกิดอันตรายกับพ่อบ้าน ส่วนพ่อบ้านในช่วงที่กำลังฟันไร่ห้ามตะโกนด่า ไม่ควรขานรับเสียงตะโกนเรียก ไม่ควรพูดว่าวันนี้เสร็จแน่ๆ และเมื่อถึงเวลากลับก็ไม่ควรพูดว่าจะกลับแล้ว แต่ต้องพูดว่าจะไปแล้ว ชาวบ้านให้เหตุผลว่าสมัยก่อนมีเสือเยอะ และมีเสือสมิง ถ้าบอกว่ากลับแล้วเสือสมิงอาจจะไปรอที่บ้านได้ และการฟันไร่ ๒ วันแรก ห้ามห่อข้าวไปกินที่ไร่ต้องกลับมากินที่บ้าน ถ้าหลังจากวันแรกและวันที่สองแล้วไม่มีนิมิตหรือฝันอะไร จึงสามารถห่อข้าวไปกินที่ไร่ได้ ถ้าฝันหรือเกิดเหตุการณ์ไม่ดี ต้องทิ้งที่ตรงนั้นแล้วหาที่ใหม่หรือกลับบ้านมานอนฝันร้ายก็ต้องทิ้งไร่ตรงนั้น

        ๓. เผาไร่ เรียก “เชอะเคว่อะ” หลังจากฟันไร่เสร็จจะตากแดดไว้ครึ่งเดือนถึงหนึ่งเดือนจนแห้งแล้ว จึงถึงเวลาเผาไร่ ประมาณเดือนมีนาคม– เมษายนถ้ามีการทำไร่ของครอบครัวอื่นอยู่ใกล้เคียงกันก็จะนัดไปเผาไร่พร้อมกัน การเผาไร่จะดูวันที่ฟ้าโปร่ง ลมไม่เบาและไม่แรงเกินไป และไม่เลือกเผาวันอาทิตย์เพราะจะทำงานช้า สมัยก่อนวันสองวันก่อนจุดไฟเผาไร่ต้องไปไล่สัตว์ป่าให้หนีไปก่อนถึงจะเผาไร่ สำหรับพิธีการในการเผาไร่จะนำเอาเชื้อไฟจากแคร่ไม้ไผ่ที่แขวนไว้เหนือเตาไฟสำหรับเก็บเชื้อพันธุ์ข้าว พันธุ์ผัก เรียกว่า “มีคูซั่ว” มาเป็นเชื้อไฟ เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้เผาไร่ได้ดี เนื่องจากมาจากเตาไฟที่ร้อนทุกวัน และแม่บ้านจะเอาขี้เถ้ามากองไว้ที่หน้าบ้าน ๓ กอง เอาพริกแห้งมาปักไว้บนกองขี้เถ้าเพื่อช่วยเพิ่มธาตุไฟไหม้ให้แรงขึ้นและถือเป็นเคล็ดให้ไร่ไหม้เป็นขี้เถ้าทั้งผืนและไม่ให้ไฟลามเผาป่า และบางครอบครัวอาจจะเอาขี้เถ้ามาโปรยใส่บันไดอีกครั้งเพื่อห้องกันสิ่งไม่ดีไม่ให้เข้าบ้าน ชาวบ้านเชื่อว่าขี้เถ้าสามารถขับไล่สิ่งไม่ดีให้พ้นจากบ้านได้ เป็นการคุ้มครองบ้าน หากไม่ทำอาจทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย

เมื่อไปถึงไร่ เจ้าของไร่ต้องเคาะไม้ เคาะดินในไร่ พร้อมส่งเสียงบอกเจ้าที่เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขา สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ออกจากไร่ก่อน และดูทิศทางลมว่าพัดจากทิศไหนไปทิศไหน แล้วลงมือเผา ซึ่งยังมีคาถาเรียกลมอีก เพื่อให้เผาไร่ได้เร็ว ไฟไหม้แรง หลังเผาไร่เสร็จ ปลูกพืชผักบางชนิดที่ไม่ต้องการน้ำสามารถอยู่ในไร่หน้าแล้งได้ เช่น พริก ผักชีโดยหว่านลงไปบนกองขี้เถ้า พอตกกลางคืนเมื่อขี้เถ้าโดนหมอกจะยุบไปพร้อมกับเมล็ด และปลูกข้าวโพด เผือก มัน ถั่ว บวบ แตงเปรี้ยว ตะไคร้กระเพรา ปลูกไว้แค่พอกิน หลังปลูกกระท่อมในไร่เสร็จ แล้วค่อยปลูกต่ออีก พืชเหล่านี้จะเริ่มเติบโตงอกงามเมื่อได้รับน้ำฝน ทั้งนี้ ชาวบ้านจะปลูกพืชผัก เช่น ฟักทอง ฟักเขียวไว้ริมไร่ ซึ่งจะให้ผลในช่วงเดียวกับข้าวออกรวง เพื่อให้สัตว์ป่ากินพืชผลเหล่านี้และไม่ไปกินข้าวในไร่

        ๔. รื้อไร่ เรียก “วูเกอวะ”เพื่อเก็บเศษไม้ที่ไหม้ไฟไม่หมดมากองรวมกันและเผาอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าการเผาไร่ในครั้งแรกแล้วไฟไหม้ดีมากจนไม่ต้องรื้อไร่ ชาวบ้านจะถือว่าไม่ดี ถือว่าดีหลอก เพราะไม่น่าจะเป็นไปได้ จึงต้องแก้ไขโดยหาเศษไม้จากนอกไร่มากองไว้ในไร่ ๓ กองและทำการรื้อเพื่อเผา หลังจากนั้นจึงลงมือสร้างกระท่อมที่พักไปด้วยจากไม้ที่เหลือจากการเผา กระท่อมที่พักจะสร้างในจุดที่สูงที่สุด เพื่อจะได้สามารถมองเห็นได้ไกล หากสัตว์ป่าจะเข้ามาในไร่ หรือเห็นว่าจุดไหนที่หญ้าขึ้นรก เป็นต้น

        ๕. หยอดข้าว พอสร้างกระท่อมเสร็จ ถ้าไร่อยู่ไกลชาวบ้านจะมานอนที่ไร่ ดายหญ้าครั้งแรกก่อนหยอดข้าว วิธีการหยอดข้าวจะใช้ไม้แทงหลุมข้าวเรียกว่า“คุยบือ”ส่วนหยอดข้าว เรียก “ทงบือ”ขั้นตอนนี้จะเริ่มในเดือนพฤษภาคม ก่อนหยอดข้าวจะต้องทำ“บือชิเบอะ” หรือหยอดข้าว ๙ กอ เพื่อเป็นแม่ข้าวก่อนโดยตัดไม้ไผ่มา ๑ ลำ ยาวประมาณ ๑ วา ผ่าเป็น ๔ ซีกเอามาผูกต่อกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม แล้วตัดไม้ไผ่อีก ๑ ซีกผ่าตรงปลายให้แยกจากกันเล็กน้อย ปักไว้ตรงกลาง ห่อใบไม้ที่มีดินและพันธุ์ข้าวที่จะปลูกเสียบไว้กับไม้ไผ่ที่ปักไว้ แล้วนำดอกไม้มาวางไว้ที่โคนไม้ไผ่ และจุดเทียน ๑ เล่มปักไว้ แล้วอธิษฐานบอกกล่าวพระแม่ธรณีว่า “จะมาทำกินปีหนึ่ง ขอให้ทำขึ้นพอกินพอใช้”พันธุ์ข้าวที่หยอดข้าว ๙กอ คือ พันธุ์ข้าวที่จะปลูกเป็นพันธุ์หลัก โดยจะหยอดตรงกึ่งกลางก่อนและหยอด ๔ หลุมสี่ทิศ ตามเข็มนาฬิกา พร้อมกับอธิฐานไปด้วย พิธีกรรมนี้เป็นการอัญเชิญแม่โพสพมาอยู่ในกอข้าวที่หยอดสี่มุม คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนกอข้าวตรงกลางคือวิญญาณ เมื่อเสร็จพิธีหยอดข้าว ๙ กอ นั้นก็จะหยอดข้าว

การหยอดข้าวต้องดูฝนและดิน ถ้าไร่ซากอายุ ๕-๖ ปี ต้องรีบหยอดเพราะดินจะแห้งเร็วหลังฝนตกต้องต้องรีบหยอดเลย แต่ถ้าไร่ซากแก่อายุ ๑๐ ปีขึ้นไป ทิ้งช่วงหลังฝนหน่อยก็ได้เพราะดินชื้น จากนั้นก็หยอดรอบๆ แรงงาน ๑ คน หยอดข้าวได้ ๑ ปี๊บ การหยอดข้าวจะใช้แรงงานในครอบครัวหรือขอแรงเพื่อนบ้าน แต่ไม่ดีเท่าหยอดคนเดียว เพราะอาจหยอดไม่ดีเท่าเจ้าของไร่ พอฝนตกอาจไหลไปหมด

ชนิดของพันธุ์ข้าวที่นำมาปลูกจะขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละครอบครัว และขึ้นอยู่กับว่าถูกชะตากับคนปลูกหรือไม่ แต่ละครอบครัวจะใช้พันธุ์ข้าวหลายพันธุ์ปลูกในไร่ผืนเดียว มีทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ๔-๕ พันธุ์, ๖-๗ พันธุ์, ๗-๙ พันธุ์ โดยเป็นข้าวเหนียว ๑-๒ พันธุ์ ซึ่งจะใช้พันธุ์ข้าวมากหรือน้อยชนิดขึ้นอยู่กับว่าเก็บพันธุ์ข้าวไว้กี่พันธุ์และต้องการปลูกกี่พันธุ์ในปีนั้นๆ การใช้พันธุ์ข้าวหลากหลายพันธุ์เป็นการป้องกันความเสี่ยงหากข้าวบางพันธุ์เกิดเสียหาย ได้ผลผลิตไม่มากก็ยังได้ข้าวพันธุ์อื่นมาทดแทน และข้าวแต่ละพันธุ์มีระยะเวลาการเก็บเกี่ยวต่างกัน ซึ่งช่วยลดปัญหาการเก็บเกี่ยวทั้งในเรื่องแรงงานและเวลา

ส่วนพืชผักอาหารหลากหลายชนิดจะปลูกผสมรวมกับเมล็ดข้าวหยอดพร้อมกันกับข้าวรวมทั้งดอกไม้อีกหลายชนิดที่ประดับแม่โพสพรวมแล้วพืชผักพันธุ์ดั้งเดิมที่ปลูกร่วมกับข้าวมีกว่า ๙๐ ชนิด

        ๖.ซ่อมแซมข้าวที่ไม่สมบูรณ์ เรียก “พะบือ”เสร็จจากหยอดข้าวอาจมีหนู ไก่ป่ามากินข้าว บางครั้งถึงขนาดกินข้าวที่หยอดไว้หมด จึงต้องหยอดเสริม หรือเมล็ดข้าวอาจถูกฝนชะ ข้าวไม่งอกหรือขึ้นไม่ดี ก็จะต้องทำการซ่อมแซม โดยการกระจายกล้าข้าวให้กระจายทั่วแปลง

        ๗. ดายหญ้า เรียก “พิน้อ”หลังหยอดข้าวแล้วก็มีการถางหญ้าไปตลอดจนกว่าข้าวจะสูงท่วมหญ้าถึงจะหยุดถาง ดังนั้น หากพื้นที่ทำไร่เป็นไร่ซากอ่อน จะมีปัญหาหญ้าขึ้นรกมาก จนแรงงานที่มีอยู่ไม่สามารถถางหญ้าได้ทัน ทำให้ต้องใช้สารเคมีฆ่าหญ้าช่วย

        ๘. เกี่ยวข้าวเรียก “เกาะบือ”การเก็บเกี่ยวข้าวจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน เริ่มจากข้าวที่สุกก่อน ข้าวที่สุกสุดท้ายจะต้องเหลือไว้เป็นพิบือโย และจากพิบือโยไปหาบือชิเบาะก็ต้องเหลือไว้ ๑ แถวเพื่อเป็นสะพาน ในวันที่จะฟาดข้าวจึงมาเกี่ยวพิบือโย สะพาน และบือชีเบาะ การเกี่ยวข้าวจะให้แม่บ้านเกี่ยวก่อน ๓ กำ แล้วคนในครอบครัวเกี่ยวต่อ คนที่แรงงานดีจะลงมือเกี่ยวข้าวก่อนเพื่อให้งานเสร็จเร็วและได้ข้าวเยอะ ข้าวที่เกี่ยวแล้วจะมัดด้วยตอกตากไว้บนตอซังให้แห้ง

        ๙. ฟาดข้าว เรียกว่า “เผ่าบือ”  สมัยก่อนคนจากทั้งหมู่บ้านรวมทั้งหนุ่มสาวจะไปช่วยกัน เริ่มตั้งแต่การนึ่งข้าวต้มแกงตั้งแต่เช้ามืด เสร็จจากนึ่งข้าว ก็จะช่วยกันห่อข้าวเป็นมัดๆ ใส่ตะกร้าจนเต็มหลายตะกร้า และร้องเพลงกันสนุกสนาน ในปัจจุบันที่แม้ว่าคนหนุ่มสาวจะออกไปทำงานข้างนอก แต่การช่วยเหลือแรงงานกันยังคงมีอยู่  การเตรียมลานฟาดข้าวจะใช้ผ้าพลาสติกหรือเสื่อไม้ไผ่ปูใกล้กับบริเวณที่ทำบือชีเบอะจากนั้นแบกข้าวในไร่มากองรวมกันไว้ที่ลานฟาดข้าวหลังเรียกว่า “ยุบือ”

เจ้าของไร่ข้าวจะนำดอกไม้ไปตกแต่งแม่โพสพที่ข้าว ๙ กอ และทำการเกี่ยวข้าว ๙ กอให้เสร็จในตอนเช้า ถึงเวลา ๕ โมงเย็นชาวบ้านจะช่วยกันปักเสาไม้ไผ่ไว้เหนือลานฟาดข้าว อัญเชิญแม่โพสพ โดยแขวนมัดข้าว หรือ “บือมู่” ซึ่งเป็นข้าวจากข้าว ๙ กอ ผูกรวมกับดอกไม้ไว้ที่ปลายเสา จากนั้นกวาดบริเวณลานฟาดข้าว ภรรยาเจ้าของไร่จะอธิษฐานทำพิธีเรียกขวัญพิบือโยให้มาดูแลข้าวให้ได้ข้าวแยะๆ และฟาดข้าวก่อนด้วยข้าวมัดสุดท้ายที่เกี่ยวจากแปลงที่เหลือไว้เป็นพิบือโย ที่นำมาวางตรงหัวสะพานมัดข้าวที่เชื่อมกับลาดฟาดข้าว ลูกหลานเอาสะพานข้าวมาฟาด คนที่มาช่วยเอาข้าวในกองมาฟาดแล้วพัก ทำอย่างนี้จนครบ ๓ รอบ แต่ละรอบทุกคนต้องออกไปจากเสื่อแล้วร้องบทสวด ๓ ครั้ง

ครั้งแรกเป็นบทสวดเรียกขวัญข้าวให้ลงมาที่ลานฟาดข้าว คนกะเหรี่ยงเชื่อว่าเมล็ดข้าวมาจากแม่น้ำคงหรือแม่น้ำสาละวิน บทสวดร้องว่า“ปรู๊ว…วบูตะล้าบูริสึคิบูเระคงคิเท่ะนิยะต๊ะมิเลอะ เทอะกะซุ๊ ละกะค่ง โอแท่กโอเล่อ โคไค่หนู่เนะโบโย่ว”

ครั้งที่สองบทสวดไม่ให้สัตว์มารบกวน บทสวดร้องว่าปรู๊ว…วบูตันท้าง บูละตุออม บูละลีออม บูเละลอขะบูเละลอเช่งบูละตุละฉอง บูละตุบูละฉอง ตูเกีย ฉะฉะเกีย สะสะเกีย จองยูอา ปรู๊ว…ว บูทะด้อ..อ แปลความได้ว่า ข้าวที่ปลูก เริ่มมาจากหยอดเมล็ดจนถึงเก็บเกี่ยว อาจจะมีหนูหรือสัตว์อื่นๆ มากินข้าวขอให้คายออก ข้าวเมล็ดที่ไม่ดีให้เปลี่ยนมาเป็นเมล็ดดี

ครั้งที่สามบทสวดถึงแม่โพสพขอให้พืชพรรณมีความอุดมสมบูรณ์ บทสวดร้องว่า ปรู๊ว…วบูตันท้าง ทะยุโป่ยสะ ทันยุโป่ยหละ ทันยุโป่ยหน่องปุ๊ทะกว๊ะปรู๊ว…วบูทันท้าง พิบิเยะเต้อ บิยูเนซั่นเดอะมุนมุนเกอะดูเก้อ อะเถาะเดอะมุนนุยท้อ” แปลความได้ว่าให้ขึ้นไปดูดาว ให้กลั่นน้ำนมของแม่โพสพเป็นหัวกะทิลงมาบนลานฟาดข้าว ให้เมล็ดข้าวมีความอุดมสมบูรณ์สมบูรณ์

ข้าวยังมีขึ้นมีลง บางครั้งคนทำไร่ประมาณว่าปกติข้าวกองขนาดนี้จะได้ข้าวปริมาณเท่านี้ แต่ฟาดไปแล้วได้ข้าวมาก เรียกว่าข้าวขึ้นต้องทำพิธี แต่บางครั้งฟาดข้าวไปหมดแล้วได้ข้าวน้อยกว่าปกติ เรียกว่าข้าวลง ต้องทำพิธีเช่นกัน และห้ามพูดว่าข้าวดีถ้าพูดข้าวจะไม่ขึ้น

        ๑๐.วีข้าว เรียกว่า “วีบือ” เมื่อฟาดข้าวเสร็จแล้ว ตอนเช้าวันรุ่งขึ้นจะวีเมล็ดข้าวที่ลีบและเศษอะไรต่างๆ ออกโดยใช้พัดขนาดใหญ่หลายอัน หลายคนมาช่วยฟัดข้าวหรือวีข้าว บรรยากาศสนุกสนาน แต่ไม่มีกินเหล้าเพราะเป็นข้อห้าม วันหนึ่งสามารถวีข้าวได้ ๓๐๐-๔๐๐ กระสอบ โดยก่อนจะวีข้าวต้องเอาไม้ซีกผ่า ๒ ซีก เหมือนไม้ย่างปลา มาย่างขิง ดินจอมปลวก และทุไก่คูดุ(เถาวัลย์ชนิดหนึ่ง)ห่อด้วยใบไม้แล้วนำไปเสียบไว้ที่กองข้าว เอาเคียว มีดดายหญ้าวางไว้ที่กองข้าว ภรรยาเจ้าของไร่ต้องเอาของที่ย่างไว้อย่างละนิดบดให้ละเอียด แล้วก็เดินวนซ้ายรอบกองข้าว แล้วก็ร้องบทสวดเสร็จรอบหนึ่งแล้วผู้หญิงจะเอากระบุงที่ใช้ตวงข้าว ใช้มือซ้ายตักข้าวใส่กระบุงให้เต็มพอดี อธิษฐานเสร็จแล้วเทลงกระบุงอีกลูกหนึ่ง แล้วเทกลับมาอีกรอบ ถ้าคนแรกเทแล้วเทกลับมาได้เท่าเดิม แบบนี้ตวงข้าวไม่ขึ้น ต้องเปลี่ยนคนอธิษฐานเสร็จถ้าเทกลับมาแล้วเกินกว่าที่ตวงได้ครั้งแรก แบบนี้ตวงข้าวขึ้น ก็จะให้คนนั้นทำพิธีตวงข้าว ตอนที่จะตักข้าวให้เต็มกระบุงจะให้ผู้หญิงช่วยกันตักให้เต็ม กระบุงที่ใช้ตวงข้าวจะทำขึ้นเอง ลุงเนเส่งเล่าว่า ปู่ย่าตายายบอกว่าอย่าตวงปี๊บ ข้าวจะไม่ขึ้น แต่ปัจจุบันหันมาใช้ปี๊บกันเป็นส่วนมากแล้ว

        ๑๑. ตวงข้าวขึ้นยุ้ง เรียก “ชูอ่องบือพ่องเพวะ” ผู้หญิงจะเป็นผู้ตวงข้าวขึ้นยุ้ง โดยใช้มือซ้ายตวงช้าๆ เพื่อให้ข้าวหมดช้า ถ้ามีข้าวเก่าเอาขึ้นยุ้งก่อนปี๊บหนึ่ง นำกำข้าวแม่โพสพมาแขวนไว้ในยุ้ง และนำเอาหอก ธนู ดาบ เสียม เคียว มีดฟันไร่มาไว้ใต้ใต้ยุ้งข้าว เพื่อป้องกัน “พิดุขะ” ซึ่งเชื่อว่าเป็นวิญญาณไม่ดี ถ้าเอาข้าวขึ้นยุ้งแล้วพบลางไม่ดี ข้าวจะไม่ขึ้น เช่น งูเห่าพาดขอบยุ้ง นกเขามากินข้าว ไก่มาฟักไข่ ต้องขนข้าวลงจากยุ้ง แล้วขนขึ้นใหม่อีกรอบหนึ่ง ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรแล้วก็เอาข้าวขึ้นยุ้ง จากนั้นจะมีการเลี้ยงแม่โพสพ เอาข้าวเหนียว “หมี่ท่ง” เลี้ยงแม่โพสพ ห่อข้าวเหนียววางไว้  ๕ กอง ในยุ้งฉางเพื่อบูชาส่งแม่โพสพกลับ และจะเชิญมาใหม่เมื่อตอไม้ดำเป็นการสัญญาว่าการทำไร่ปีหน้าเผาไร่เสร็จแล้วจะเชิญแม่โพสพลงมาอีก ปัจจุบันไม่มีการทำยุ้งข้าวแล้ว แต่จะตวงใส่กระสอบปุ๋ยแล้วเก็บไว้บนกระท่อมและขนกลับมาเก็บไว้ที่บ้าน พิธีตวงข้าวขึ้นยุ้งจึงไม่มีใครทำอีกต่อไป

        ๑๒. กินข้าวใหม่ เรียกว่า “อ่องบือคู” การทำไร่จะสิ้นสุดลงเมื่อมีการกินข้าวใหม่ แต่ละครอบครัวจะมีพิธีกรรมของครอบครัว คือ ตักเอาข้าวในยุ้งมาตาก ตำ หุงกิน แค่พอกินในวันเดียว กินร่วมกับอาหารอื่นๆ ที่เก็บมาจากไร่ ปลา กุ้ง และอื่นๆ ที่หามาทำเป็นอาหารได้หรือมีอยู่ในไร่ ข้าวที่หุงสุกต้องมีเถาวัลย์มัดหม้อข้าว แล้วนำครก สาก มีด ขวาน เสียม และอุปกรณ์ทุกอย่างที่ใช้ทำไร่มัดด้วยเถาวัลย์ทั้งหมด แล้วนำข้าวใหม่มาเลี้ยงและนำที่วัดด้วย ถือเป็นการทำบุญจากหยาดเหงื่อของชาวบ้านครั้งแรกในรอบปี

ลุงเนเส่งจากบ้านกองม่องทะเล่าว่า ปัจจุบันเหลือน้อยแล้วที่จะทำครบตามประเพณีดั้งเดิมกรณีของลุงเนเส่งการทำไร่เมื่อปีที่แล้ว (๒๕๕๔) ไม่ได้ทำพิธีตวงข้าวขึ้นยุ้ง ซึ่งข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์พบว่า   คนบ้านกองม่องทะส่วนใหญ่ไม่อาจเลือกพื้นที่ได้ครบตามข้อห้าม เพราะพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนถูกจำกัดโดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่สามารถเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนได้เหมือนที่เคยทำมาในอดีต จึงไม่มีพิธีอธิษฐานป่า อีกทั้งชาวบ้านกองม่องทะต้องแบ่งเวลาไปประกอบอาชีพอื่นเพื่อหารายได้ ทำให้ไม่มีเวลากับการทำไร่มากนัก การทำไร่หมุนเวียนอาจขาดบางขั้นตอนไป เช่น บางครัวเรือนไม่ได้ทำ“บือชิเบอะ” (ข้าว ๙ กอ) บางครัวเรือนไม่ได้ทำพิธีฟาดข้าว ตวงข้าวขึ้นยุ้ง หรือกินข้าวใหม่

เช่นเดียวกับในบ้านเกาะสะเดิ่ง การถูกกดดันให้ทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากอ่อน เป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่มีทางเลือกในการหาพื้นที่ตรงตามคำสอนของผู้เฒ่าผู้แก่ โดยเฉพาะการเลือกพื้นที่ทำไร่และการอธิษฐานไร่ หลายครัวเรือนเลิกพิธีตวงขึ้นยุ้งแล้ว เมื่อมีการนำถุงปุ๋ยมาใส่ข้าวแทนยุ้ง

          “ปัจจุบันทำแต่ไร่ซากอ่อน ไม่ได้ทำไร่ซากแก่ทำให้ไม่สามารถทำตามขั้นตอนการเลือกพื้นที่ทำไร่ เพราะไม่มีป่าให้เลือก ยุคสมัยเปลี่ยนไปเวลาน้อยลง งานเยอะขึ้น เวลาน้อยลงไม่มียุ้งข้าวอยู่ในไร่แล้วใช้ถุงปุ๋ยแทน การฟาดข้าวไม่ได้ใช้เสื่อไม้ไผ่แล้วแต่มาใช้ผ้าร่มปูแทน ไม่มีตีป่า บือมูไม่ได้ทำ เมื่อก่อนทำไร่เสร็จก็ไปดูป่าว่าจะทำไร่ที่ไหนต่อเดี๋ยวนี้ไมได้ทำเพราะต้องแข่งกับเวลาตลอด สมัยก่อนตวงข้าวขึ้นยุ้งฉาง หากข้าวไม่ขึ้นก็ต้องตักจากยุ้งข้าวเทลงคราบอีก แล้วก็ตวงใหม่ สมัยนี้ไม่ได้ทำแล้ว” [10]

 

[1]โครงการวิจัยตามร้อยเท้าวัฒนธรรมชนเผ่า โดยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก องค์การบริหารส่วนตำบลไล่โว่, ๒๕๕๖

[2] อภิชาติ ไทรสังขทัศนีย์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านเกาะสะเดิ่ง สัมภาษณ์วันที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๕

[3]สัมภาษณ์ลุงเนเส่ง อายุ ๖๐ กว่าปี บ้านกองม่องทะ สัมภาษณ์วันที่ ๑๒ สิงหาคม และ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๖

 

[4]สัมภาษณ์ นายพรชัย สุดก้องหล้า อายุ ๓๔ ปี สัมภาษณ์วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๖

[5]สัมภาษณ์นายอภิวันท์ ไทรสังขสันธิติ ผู้ใหญ่บ้านเกาะสะเดิ่ง อายุ ๔๑ ปี สัมภาษณ์วันที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๖

[6] คณะร่วมจัดทำแผนที่แสดงพื้นที่ไร่ซากที่ทำไร่หมุนเวียน ได้แก่    นายอภิชาติ เสตะพันธุ์ บ้านกองม่องทะ, นายอภิชาติ ไทรสังขทัศนีย์, นายวิจัย วิฑูรย์, นายวันชัย สุดก้องหล้า และนายสมปอง ทองผาชะง่อน บ้านเกาะสะเดิ่ง, พฤษภาคม ๒๕๕๖

[7]สัมภาษณ์นายวันชัย ไทรสังขธำรงกร อายุ ๕๖ ปี วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖

[8]สัมภาษณ์นายประสงค์ ไกรศรีพบสุข (สามีนางมะเย็งอ่อง) อายุ ๔๒ ปี วันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๖

[9]สัมภาษณ์ลุงเนเส่ง อายุ ๖๐ กว่าปี บ้านกองม่องทะ วันที่๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๕ และบันทึกของผู้บื่อ อายุ ๙๐ ปี บ้านจะแก

[10] ข้อมูลที่ผู้ให้สัมภาษณ์ตอบในแบบสัมภาษณ์

 

Related Posts