งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 3 คนกะเหรี่ยงกับองค์ความรู้ในการทำไร่หมุนเวียน

ในตอนที่ 1 และตอนที่ 2 เราได้เผยแพร่บทคัดย่อ บทนำ และการอธิบายความเป็นมาของคนกะเหรี่ยง ในโครงการวิจัย “ศึกษาไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” The study on Karen’s rotational farming for the domination of Intangible Cultural Heritage ที่จัดทำโดย กฤษฎา บุญชัย, พรพนา ก๊วยเจริญ และคณะ

อ่านบทความย้อนหลังที่

งานวิจัยไร่หมุนเวียน-การทำเกษตรแบบยั่งยืน ตอนที่ 1

งานวิจัยไร่หมุนเวียน ตอนที่ 2 กะเหรี่ยงคือใคร ?

สำหรับตอนที่ 3 จะเป็นเรื่องที่ว่าด้วยการประมวลองค์ความรู้ชาวกะเหรี่ยงกับการทำไร่หมุนเวียน 

ในบทนี้เป็นการประมวลองค์ความรู้ของชุมชนกะเหรี่ยงในเรื่องการทำไร่หมุนเวียนจากงานศึกษาในระยะที่ผ่านมาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จำนวน ๒๕ ชิ้น ซึ่งเริ่มมีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ ๒๐ โดยนักวิชาการต่างประเทศ ขณะที่งานศึกษาที่ทำโดยนักวิชาการไทยเริ่มขึ้นราวกลางทศวรรษ ๒๕๓๐ หลังจากนั้นงานศึกษาเรื่องราวของชุมชนชาวกะเหรี่ยงปกาเกอะญอและโพล่วก็เป็นที่สนใจแพร่หลายทางวิชาการอย่างมากตลอดระยะกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา สำหรับการประมวลองค์ความรู้ชาวกะเหรี่ยงกับการทำไร่หมุนเวียนในบทนี้จะแบ่งออกเป็น ๕ หัวข้อ คือ ๓.๑ การทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง ๓.๒ ความหลากหลายการทำไร่หมุนเวียนในชุมชนต่างๆ ๓.๓บทบาท คุณค่าและความสำคัญของไร่หมุนเวียน ๓.๔ การปรับตัว เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขผลกระทบต่อไร่หมุนเวียน และ ๓.๕ บทสรุปองค์ความรู้ไร่หมุนเวียน

๓.๑ การทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยง

งานศึกษาไร่หมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงที่เปิดพื้นที่องค์ความรู้ในเรื่องนี้ คือ งานศึกษาของปิ่นแก้ว เหลืองอร่าม (๒๕๓๙) ที่ศึกษาความรู้ทางนิเวศวิทยาของชุมชนกะเหรี่ยง    ในสองหมู่บ้านคือหมู่บ้านเกริงบอ ตำบลแม่จัน อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก และหมู่บ้านจะแก ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรีจังหวัดกาญจนบุรี พบว่า ความรู้ทางนิเวศวิทยาที่มีความสำคัญมากที่สุด คือความรู้เกี่ยวกับการผลิตภายใต้ระบบเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียน ที่เลือกใช้ป่าเบญจพรรณซึ่งมีไผ่เป็นไม้สำคัญ ป่าไผ่ถือเป็นพื้นที่มีความเหมาะสมที่สุดในการทำไร่ข้าว เนื่องจากดินในบริเวณป่าไผ่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ อายุของการฟื้นตัวของสภาพดินเร็ว ไม้ใหญ่ในป่าไผ่มีอยู่ไม่มาก ทำให้ใช้แรงงานในการจัดการพื้นที่น้อย สภาพป่าประเภทนี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คนกะเหรี่ยงสามารถทำไร่ในระบบหมุนเวียน (Cyclical Bush Fallow System or Field Rotation) ซึ่งหมายถึงการใช้ที่ดินในระยะเวลาอันสั้น และทิ้งให้ป่ามีการมีการฟื้นตัวในระยะเวลานานได้ (Short cultivation – Long fallow) เนื่องจากระบบนิเวศของป่าประเภทนี้ มีการพื้นตัวเร็วกว่าป่าดงดิบทำให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถย้อนกลับมาใช้พื้นที่ป่านี้ได้ในเวลาอันสั้น

และนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องโยกย้าย และนอกจากนี้ความเชื่อและนับถือในผืนดินที่อาศัยอยู่และอาศัยกินมีความสำคัญมากสำหรับวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง และการเลือกพื้นที่ทำไร่ของคนกะเหรี่ยง ชาวกะเหรี่ยงจึงมักจะตั้งบ้านเรือนแยกห่างจากกันพอประมาณรวมทั้งทำไร่กันคนละบริเวณ ทั้งนี้เพราะมีข้อห้ามไม่ให้คนจากคนละกลุ่มเชื้อสายตั้งบ้านเรือน หรือทำไร่อยู่ระหว่างกลางของคนในกลุ่มเครือญาติอื่น หากคนต่างกลุ่มเชื้อสายเข้าไปทำไร่ในระหว่างกลางของไร่ของกลุ่มเครือญาติอื่น เชื่อกันว่าผีที่คุ้มครองกลุ่มเครือญาตินั้นจะบีบผีของผู้ที่เข้าไปอยู่ระหว่างกลาง จนทำให้ผู้นั้นเกิดโรคภัยไข้เจ็บและประสบกับปัญหาต่างๆ ได้  การใช้พื้นที่ในการทำไร่จึงมีลักษณะแยกกันเป็นกลุ่มๆ ตามสายเครือญาติ

ปราโมทย์ ศรีใย (๒๕๕๒) ศึกษาป่าสามชั้นและวิธีผลิตข้าวไร่กับการแก้ไขสภาพความเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ บ้านกองม่องทะ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ชุมชนกระเหรี่ยงโปว์ ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์ทุ่งใหญ่นเรศวรฯ ด้านตะวันตก และเขตอุทยานแห่งชาติเขาแหลมบ้านกองม่องทะ แบ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ออกเป็น ๓ ลักษณะ พื้นที่ตั้งหมู่บ้านมีเนื้อที่ ๗๒๘ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๗ พื้นที่ไร่ประจำ เช่น สวน นา ไร่มันสำปะหลัง และไร่หมุนเวียนระยะสั้น มีเนื้อที่ ๖,๔๑๐  ไร่ คิดเป็นร้อยละ  ๖๒.๕  และพื้นที่วัฒนธรรมไร่หมุนเวียน รวมไปถึงเขตอนุรักษ์ชุมชนมีเนื้อที่ ๙๔๓ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๙.๔ มีลักษณะพื้นที่เป็นป่าภายในหมู่บ้านที่ชุมชนร่วมกันเก็บรักษาไว้โดยจะห้ามเข้าไปทำไร่โดยเด็ดขาด แต่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในลักษณะของการเก็บหาของป่าใช้ประโยชน์เพื่อการยังชีพเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ กล่าวคือ  ลักษณะแรกจะเป็นพื้นที่ต้องห้ามทางวัฒนธรรมการทำไร่หมุนเวียน เช่น เป็นพื้นที่มีน้ำผุด มีไม่ไผ่หนึ่งลำขึ้นแตกออกเป็น ๒  ต้น พื้นที่เป็นลักษณะเป็นหินมีลักษณะเป็นต้นน้ำประปาภูเขา ส่วนลักษณะต่อมาจะเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ

งานศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดย ยศ สันตสมบัติ (๒๕๔๒) พบว่า ชาวปกาเกอะญอเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีชื่อเสียงในด้านของการมีระบบการผลิตและวิถีชีวิตในลักษณะพึ่งพาและผูกพันกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ชาวปกาเกอะญอนิยมตั้งถิ่นฐานอยู่พื้นที่ลุ่มก้นกะทะล้อมรอบด้วยเนินเขาใกล้กับแหล่งน้ำ ในการเลือกพื้นที่เพื่อทำไร่ของชาวปกาเกอะญอ ถือว่าป่าไผ่เหมาะแก่การทำไร่ข้าวมากที่สุด เพราะดินมีความอุดมสมบูรณ์เป็นดินสีดำที่มีธาตุอาหารสูง เป็นป่าที่มีการอายุของการฟื้นตัวเร็วภายในเวลาไม่ถึง ๑๐ ปี ซึ่งภายหลังการทำไร่แล้วทั้งต้นไผ่และต้นไม้อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม้แดงและไม้ประดู่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ในป่าไผ่ยังมีไม้ใหญ่ไม่มากนัก ทำให้ขั้นตอนการถางไร่ และเผาไร่ เป็นงานที่ไม่หนักมากเกินไป

เหตุผลเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้ชาวปกาเกอะญอไม่เลือกทำไร่ในเขตป่าดงดิบเพราะต้องใช้แรงงานมากเกินไป จากการที่มีต้นไม่ใหญ่จำนวนมาก มีเนื้อที่ปลูกข้าวน้อย มีธาตุอาหารมากเกินไป หน้าดินลึก ซึ่งภายหลังการเผาไร่จะทำให้ต้นข้าวงามแต่ออกรวงน้อย และลักษณะข้าวที่ได้จะไม่เหนียวอร่อยสู้ข้าวที่ปลูกในดินป่าไผ่ไม่ได้ ป่าไผ่ที่นิยมทำไร่ข้าวมากที่สุด คือ ป่าไผ่ปล้องยาวเพราะถือว่าดินในลักษณะนี้เป็นดินที่มีคุณภาพดีที่สุด การเลือกพื้นที่ป่าไผ่ก็จะเลือกป่าที่มีต้นไผ่ขึ้นสูง ลำไผ่ยาว สวย ใบเขียว เพราะแสดงว่าดินบริเวณนั้นอุดมสมบูรณ์ดี พื้นที่ที่ทำไร่จะเป็นพื้นที่ราบไม่ลาดชันมากนักระหว่าง ๕-๑๐% เพราะพื้นที่ลาดชันน้อยจะช่วยรักษาคุณภาพของดินไม่ให้ถูกชะล้างพังทลายไปในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ การเลือกพื้นที่เพาะปลูก หากพบรังหนู หรือรังตุ่นอยู่จำนวนมากไม่เพียงพอแก่การรับมือได้ ก็จะไม่เลือกบริเวณนั้นเพราะจะสร้างปัญหาให้กับต้นข้าว

งานศึกษาของ เพ็ญประภา ศรีจันทร์ (๒๕๕๑) ศึกษาเรื่องระบบการจัดการทรัพยากรป่าไม้และไม้ฟืนกับวิถีชีวิตของชุมชนปะกาเกอะญอในหมู่บ้านหนองมณฑา-มอวาคี ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า การทำไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตที่ยังมีอยู่ในชุมชน ซึ่งการทำไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตแบบดั้งเดิมของชุมชนปะกาเกอะญอ โดยเชื่อกันว่า ไร่หมุนเวียน คือ ชีวิตของคนปะกาเกอะญอ และไร่หมุนเวียนมีประโยชน์อย่างมากทั้งระบบนิเวศน์และมนุษย์ ได้แก่ ด้านระบบนิเวศเป็นการทำเกษตรที่รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เว้นระยะเวลาให้ดินมีการฟื้นตัว แต่ละรอบจะมีระยะเวลาการหมุนในอดีต ๑๐-๑๕ ปี แต่ปัจจุบันได้ลดระยะเวลาการหมุนลดเหลือ ๕-๗ ปี เป็นการปรับตัวตามสถานการณ์และความเป็นอยู่ปัจจุบัน ไร่หมุนเวียนเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านอาหาร ได้แก่ เป็นแหล่งปลูกข้าวไร่ พืชผักชนิดต่าง ๆ สำหรับการบริโภค และผักบางชนิดก็จะมีเฉพาะในไร่หมุนเวียนเท่านั้น จึงถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ และเป็นแหล่งสำคัญที่ใช้ในการเก็บฟืน (เพื่อเป็นเชื้อเพลิง) สำหรับใช้ในครัวเรือน เป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ วิถีชีวิตของคนปะกาเกอะญอให้กับคนรุ่นหลังและที่สำคัญไร่หมุนเวียนยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม ความเชื่อ เช่น เรื่องการเลี้ยงผีไฟ เลี้ยงผีไร่

งานศึกษาของบุญส่ง ธารศรีทอง (๒๕๔๔) ศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์แบบมีส่วนร่วมถึงความยั่งยืนของระบบเกษตรในชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่สอง ตำบลแม่สอง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ผลการศึกษาพบว่าหมู่บ้านแม่สองประกอบอาชีพเกษตรเป็นหลักซึ่งมีการทำไร่ ทำนาเพื่อยังชีพ เลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นรายได้เสริมและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และหาของป่า สำหรับการทำไร่นั้นเป็นการทำไร่หมุนเวียนและทำกันมาช้านานแต่สภาพป่ายังคงอยู่ในระดับที่น่าภูมิใจ แม้ว่าระบบการผลิตยังคงเป็นแบบดั้งเดิมและสภาพป่ายังคงอยู่ในสภาพดีพอควรแต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น เมื่อก่อนถ้ามีแขกมาเยี่ยมที่หมู่บ้าน เพื่อนบ้านจะมีการเชิญแขกผู้มาเยี่ยมไปร่วมรับประทานอาหารร่วมกันเพื่อเป็นการสร้างความสัมพันธ์แต่ปัจจุบันการกระทำอย่างนี้แทบไม่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะข้าวไม่เพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนโดยเฉพาะผู้ที่ทำไร่หมุนเวียน การทำไร่หมุนเวียนในยุคต้นนี้ใช้เวลาในการหมุนเวียน ๘-๑๐ ปี การทำไร่ทำนานั้นจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยวิธีลงแขกเสมอ ๆ แต่พอมาถึงยุคกลางพบว่าระยะการหมุนเวียนการทำไร่ได้ลดลงเหลือไม่เกิน ๘ ปีซึ่งอาจเป็นเพราะประชากรมากขึ้นนั่นเอง ทำให้พื้นที่หมุนเวียนเริ่มไม่เพียงพอ ในการทำไร่หมุนเวียนนั้นอาศัยการเอามื้อเอาวันและพิธีกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น มีพิธีผู้หว่านข้าวแรก พิธีเลี้ยงผีไฟ พิธีปัดรังควาญไร่ พิธีเรียกขวัญข้าว พิธีป้องกันไร่ และในปัจจุบันนี้ระยะหมุนเวียนเหลือประมาณ ๕ ปี

และจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านให้ข้อมูลว่า การทำไร่หมุนเวียนนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและมีความละเอียดอ่อนมากหากไม่มีความตั้งใจจริงจะประสบความสำเร็จได้ยาก เพราะทุกอย่างทุกขั้นตอนต้องอาศัยความอดทนสูง ขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยซึ่งความอ่อนโยนกับธรรมชาติ “มองดูภายนอกดูเหมือนจะเป็นการทำลายป่าแต่ความจริงแล้วพวกเราทั้งหวงและแหนป่ายิ่งนัก เพราะเรารู้ดีเช่นกันว่าถ้าไม่มีป่าเราก็อยู่ไม่ได้ เพราะป่าเป็นเสมือนแหล่งอาหารของเรา เป็นทรัพยากรในการดำรงชีวิตให้กับเราตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เมื่อปู่ย่าตายายรักษาไว้ให้กับเรามีหรือที่เราอยากทำลาย”

นอกเหนือจากนี้แล้วงานวิจัยชิ้นนี้ยังศึกษาลึกลงไปถึงรูปแบบของการทำไร่หมุนเวียน สามารถสรุป องค์ประกอบของการทำไร่หมุนเวียน ได้แก่

๑. คนซึ่งเป็นแรงงาน

๒. พื้นที่ป่าที่เหมาะกับการทำไร่หมุนเวียน คือ พื้นที่ที่มีความลาดชันระหว่าง ๓๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์

๓. พันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชที่ปลูกในไร่ พันธุ์ข้าวที่หมู่บ้านแม่สองปลูกกันเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งมีชื่อเรียก “บือ ทอ ละ” หมายความว่าข้าวพันธุ์นี้ลักษณะใบจะยาวมาก และพันธุ์พืชอื่น ๆ เช่น พันธุ์เผือก, มัน, พืชเครื่องเทศ, พริก, ฟักทอง, แตง, ข้าวฟ่าง, ฝ้าย ฯลฯ

๔. วัสดุ-อุปกรณ์ ที่จำเป็นหลัก ๆ ในการทำไร่หมุนเวียน ประกอบด้วย ขวาน มีดขนาดใหญ่เลื่อยใช้สำหรับตัดต้นไม้ในยามฟันไร่, “มา โบ” ไม้กระทุ้งหลุมเพื่อหยอดพันธุ์ข้าว, “กือ โพ” ภาชนะที่ใช้บรรจุเมล็ดพันธุ์ข้าวในขณะที่ทำการหยอดลงหลุมที่ป่านการกระทุ้งด้วย “มา โบ”

๕. “แด” กระท่อมที่พัก ที่หลับนอน ที่ทานอาหาร และเป็นที่เก็บผลผลิตข้าว

๖. พิธีกรรมทางศาสนาและความเชื่อต่าง ๆ เช่น “แซะ ขึ” เลี้ยงไร่ ในการเลี้ยงผีไร่มีการเลี้ยง ๒ รอบ คือเลี้ยงก่อนที่จะลงมือทำไร่ การเลี้ยงผีไร่ ครั้งที่ ๑ นี้ เพื่อขอให้เจ้าที่ ช่วยให้ได้ผลผลิตมาก ๆ ส่วนการเลี้ยงครั้งที่ ๒ จะมีขึ้น หลังจากที่ทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จแล้ว เป็นการเลี้ยงเพื่อขอบคุณที่เจ้าที่ได้ให้การคุ้มครองในขณะที่ทำไร่และขอบคุณที่ผลผลิตไม่เสียหาย

นอกจากนี้แล้ว งานศึกษาเรื่องการจัดการการใช้ที่ดินบนที่สูงของเกษตรกรในระบบไร่หมุนเวียนของ นริศ ยิ้มแย้มและคณะ (๒๕๕๒) ได้ทำการศึกษาบ้านชิชะ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชุมชนนี้ตั้งถิ่นฐานมานานกว่า ๒๐๐ ปี ประกอบด้วยหมู่บ้านย่อย ๓ กลุ่ม ได้แก่ บ้านชิชะ บ้านห้วยยาก และบ้านปูแก้ว ประชากรของหมู่บ้านทิชะทั้งหมดเป็นกะเหรี่ยงโปว์ ในปี ๒๕๕๒ มีจำนวนประชากรทั้งหมด ๔๑๗ คน ในขณะที่เฉพาะกลุ่มบ้านทิชะหย่อมบ้านเดียวมีบ้านอยู่จำนวน ๕๗ หลังคาเรือน และจำนวนประชากรทั้งสิ้น ๑๖๘ คน  ประชากรส่วนใหญ่ปลูกพืชในระบบหมุนเวียน ซึ่งมีข้าวไร่เป็นพืชหลัก และมีพืชอื่นๆ ที่ใช้บริโภคในชีวิตประจำวันร่วม เช่น พืชตระกูลผัก พืชตระกูลแตง พืชสมุนไพร และพืชเครื่องเทศ เป็นต้น การปลูกพืชส่วนใหญ่เพื่อการยังชีพ มีการปลูกพริกเพียงอย่างเดียวที่เป็นพืชเศรษฐกิจหรือรายได้หลักของครอบครัว เกษตรกรส่วนใหญ่เกือบทุกหลังคาเรือนจะมีการเลี้ยงสัตว์ไว้กินได้แก่ หมู และไก่ ในขณะเดียวกันสัตว์เหล่านี้ยังจำเป็นในการใช้เพื่อทำพิธีเลี้ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีในพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมการปลูกข้าว หรือการรักษาคนป่วยไข้ เป็นต้น ในด้านรายได้ของเกษตรกรส่วนใหญ่มาจากการปลูกพริกขายเป็นหลัก นอกจากนี้เกษตรกรก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่ทำให้เกิดรายได้ เช่น การรับจ้าง การหาของป่า หรือการทอผ้า เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ระบบการทำไร่หมุนเวียนดังกล่าวได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต งานศึกษาของอานันท์และคณะ (๒๕๔๗) ศึกษาหมู่บ้านที่ทำไร่หมุนเวียนจำนวน ๑๑ หมู่บ้าน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง พบว่าเกือบทุกหมู่บ้านมีสัดส่วนการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนลดลงในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา ภายใต้เงื่อนไขและแรงกดดันต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วงานวิจัยชิ้นนี้ยังพบว่า การจัดการรอบหมุนเวียนที่มีความแตกต่างกันสามารถจำแนกออกได้ คือ

๑) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างยั่งยืน รอบหมุนเวียนในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลง

๒) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างมีทางเลือก รอบหมุนเวียนปรับเปลี่ยนหลังจากถูกแรงกดดันจากนโยบายป่าไม้แต่มีแนวโน้มคงที่

๓) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างพึ่งพา ลักษณะการใช้และการจัดการที่ดินในประเภทนี้มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น รูปแบบการจัดการแปลงหรือที่ดินกลุ่มบ้านประเภทนี้ สามารถจำแนกออกได้เป็น ๔ ลักษณะสำคัญ ดังนี้ รูปแบบที่หนึ่ง การหมุนเวียนที่ดินโดยมีรอบหมุนเวียนสั้น (ไร่ข้าวและพืชไร่เชิงเศรษฐกิจ) รูปแบบที่สอง การปลูกซ้ำที่ทุกปีแต่พักที่ดินในช่วงเวลาสั้น ๆ (พืชผักเชิงเศรษฐกิจ) รูปแบบที่สาม การเพาะปลูกซ้ำที่ โดยหมุนเวียนพืช แต่ไม่หมุนเวียนที่ดิน (ไร่ข้าวและพืชผักเชิงเศรษฐกิจ) และ รูปแบบที่สี่ การใช้ที่ดินเป็นไร่สำรอง

ในประเด็นทิศทางการปรับตัวของพื้นที่ไร่ งานศึกษาชี้ให้เห็นว่า ระบบไร่หมุนเวียนของแต่ละชุมชนไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่มีการปรับตัวตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว และเมื่อเงื่อนไข ปัจจัยต่าง ๆ  กดดันให้ระบบไร่หมุนเวียนต้องปรับเปลี่ยนพื้นที่ไร่หมุนเวียนของกลุ่มบ้านทั้ง ๓ ประเภท ปรากฏในหลายทิศทาง ได้แก่ การลดหรือเพิ่มรอบหมุนเวียน เพื่อให้ชุมชนยังคงระบบการทำไร่หมุนเวียนไว้ได้ การปรับเปลี่ยนพื้นที่ไร่เหล่าเป็นระบบการผลิตต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนจากไร่เหล่าเป็นป่า นา สวน ไร่ถาวรเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ไร่สำรอง และพื้นที่ใช้สอยอื่น ๆ

อานันท์  กาญจนพันธุ์ และคณะ (๒๕๔๓) ศึกษาประเด็นการทำไร่แบบเคลื่อนย้ายกับข้อวิวาทะปัญหาในทางนิเวศวิทยา พบว่าข้อกล่าวหาที่คนทั่วไปรับรู้ว่าการทำไร่แบบเคลื่อนย้ายทั้งสองระบบ คือ แบบไร่หมุนเวียนและแบบบุกเบิกไปข้างหน้าเรื่อย ๆ นั้นเป็น “การทำไร่เลื่อนลอย” ซึ่งเป็นตัวการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ เป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพต่ำ และเป็นที่มาของปัญหาการผลิต การค้าฝิ่น การแพร่ระบาดของยาเสพติดในเมืองไทยและระดับโลก แต่งานศึกษาวิจัยหลายชิ้นของนักวิชาการจำนวนมาก ในปลายทศวรรษที่ ๑๙๖๐ (๒๕๐๓-๒๕๑๒) ถึงกลางทศวรรษที่ ๑๙๗๐ (๒๕๑๓-๒๕๒๒) พยายามชี้ให้เห็นว่า การทำไร่แบบเคลื่อนย้ายที่มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันนั้นไม่ได้เป็นปีศาจอย่างที่เข้าใจกัน แต่เป็นการจัดการที่ดินที่มีระเบียบแบบแผน และเป็นการใช้ที่ดินที่มีประสิทธิภาพแบบหนึ่งภายใต้เงื่อนไขทางวัฒนธรรมที่พวกเขาดำรงอยู่ เช่น วิทยานิพนธ์ของ Hinton (๑๙๗๕) เป็นงานหนึ่งที่พยายามชี้ให้เห็นว่า “…การผลิตของชาวเขา โดยเฉพาะกะเหรี่ยงโปว์ที่เขาศึกษานั้นทำการผลิตหลายแบบ เป็นระบบเศรษฐกิจแบบผสม ไม่ได้พึ่งพาอันใดอันหนึ่งเพียงอย่างเดียว คือ มีทั้งไร่ นาดำ การทำปศุสัตว์ การเก็บหาของป่า ล่าสัตว์ เป็นสิ่งที่ทำให้ชีวิตของกะเหรี่ยงโปว์ดำรงอยู่ได้ ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน และทำให้การกดดันต่อสภาพนิเวศวิทยาไม่มีผลกระทบที่รุนแรงในด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน…”

การทำไร่หมุนเวียนของหมู่บ้านเซโดซา ตำบลปางหินฝน อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ชาวปกาเกอะญอ จัดอยู่ในระบบที่พัฒนามาอย่างมั่นคง ดังที่ Grandstaff (๑๙๘๐) เรียกว่า established swidden agriculture กล่าวคือ มีประวัติศาสตร์ของการทำไร่ที่สืบเนื่องอย่างคงที่/คงตัวมาเป็นเวลานาน ในถิ่นฐานที่ค่อนข้างถาวร (กรณีบ้านเซโดซา ๑๑๖ ปี) พื้นที่การทำไร่เป็นป่าชั้นสอง (secondary forest) มีระบบการทำไร่แบบหมุนเวียน (rotational basis) อย่างต่อเนื่องและมีลักษณะการจัดการทรัพยากรทางการเกษตรแบบองค์รวม (integral system) กล่าวคือ ไร่ข้าวเป็นระบบหลัก ผสมผสานกับระบบอื่น ๆ เช่น นาขั้นบันได สวนผลไม้ สวนผัก และแปลงพืชเศรษฐกิจ ความเป็นองค์รวม (integral) ของระบบไร่หมุนเวียน ยังหมายถึงความสัมพันธ์ระหว่างไร่หมุนเวียนในฐานะวิถีการผลิต และอุดมการณ์ทางสังคมวัฒนธรรม และศีลธรรม (moral economy, James Scott ๑๙๗๖) โดยที่ระบบการผลิต และความสำคัญของไร่หมุนเวียนในฐานะแกนกลางของวิถีชีวิตได้สะท้อนผ่านโครงสร้างทางสังคมของชุมชน ทั้งระบบคิด วัฒนธรรม ความเชื่อ การจัดองค์การทางสังคม ระบบคุณค่า การใช้แนวคิดเรื่ององค์รวม หรือ integral ในการอธิบายระบบไร่หมุนเวียนก็เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างระบบไร่หมุนเวียน จากระบบไร่บนที่ดอนอื่น ๆ ของคนพื้นราบที่ทำไร่เพื่อเป็นส่วนเสริมของระบบการผลิต (partial swiddening) หรือการทำไร่เชิงเดี่ยว (mono-cropping) แบบเต็มรูปบนที่สูง อันเป็นระบบเกษตรเพื่อการค้า ที่การปลูกพืชเศรษฐกิจมีพัฒนาการที่แยกออกจาก (หรือบ่อยครั้งขัดแย้งกับ) วัฒนธรรมและคุณค่าดั้งเดิมของชุมชน การทำไร่หมุนเวียนในหมู่บ้านเซโดซา ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีพัฒนาการไปสู่การผสมผสานระบบการเพาะปลูกเพื่อยังชีพแบบไร่หมุนเวียน เข้ากับระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า อันได้แก่การปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงเดี่ยว (กะหล่ำปลี) และการรับจ้าง ทั้งนี้ เพื่อสนองตอบต่อความจำเป็นทางการเงิน อย่างไรก็ตาม ไร่หมุนเวียนยังคงเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่สำคัญ โดยที่การปลูกกะหล่ำปลีเพื่อขายเป็นระบบเสริมรายได้ (supplementary) และไม่แน่นอน ในบางปีปลูกกันมาก ในบางปีปลูกกันน้อย ขึ้นลงตามความผันผวนของราคาตลาด ในขณะที่การรับจ้างมักจะมีลักษณะเป็นการรับจ้างนอกฤดูกาล (off-season) การทำไร่หมุนเวียนของหมู่บ้านเซโดซา จะต่างจากหมู่บ้านปกาเกอะญอในอำเภออื่น ๆ ของเชียงใหม่แต่คล้ายคลึงกับหลายหมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวคือ จะทำติดกันเป็นผืนใหญ่ทั้งหมู่บ้านและเมื่อหมุนไปทำยังแปลงใหม่ก็จะหมุนพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะเฉพาะของพื้นที่และง่ายในการจัดการแรงงานในการถางที่ เผาไร่ และทำแนวกันไฟ

บ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ชาวปกาเกอะญอ จัดอยู่ในกลุ่มบ้านที่ทำไร่หมุนเวียนแบบยั่งยืน คือ ยังมีการทำไร่หมุนเวียนเป็นหลัก ระบบการหมุนเวียนของพื้นที่ทำกินในระบบไร่หมุนเวียนจากเดิม ๖-๑๐ ปี เมื่อสูญเสียพื้นที่ไร่เหล่าในการรังวัดเมื่อปี ๒๕๓๙ ทำให้รอบหมุนเวียนในการทำไร่ จำกัดอยู่ที่ ๓-๕ ปี เป็นส่วนใหญ่

การทำไร่หมุนเวียนของบ้านแม่อุมพาย ตำบลแม่โถ อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ชาวปกาเกอะญอ เริ่มต้นในเดือนมกราคม ชาวบ้านจะกำหนดพื้นที่สำหรับทำไร่ ก่อนจะเข้าไปแผ้วถางไร่ ตากไร่ จากนั้นทำแนวกันไฟ แล้วจุดเผาเพิ่มธาตุอาหารให้กับดิน จากนั้นจะปลูกข้าวในเดือนเมษายน พร้อมกับพันธุ์พืชอาหารอีกไม่ต่ำกว่า ๓๐ ชนิด หรือเกือบ ๑๐๐ สายพันธุ์ จนถึงช่วงเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนจะเก็บเกี่ยวข้าว และขนข้าวเข้ายุ้งฉาง ช่วงระหว่างเก็บเกี่ยวข้าวก็จะเข้าไปดายหญ้าในไร่เกือบทุกวัน นับตั้งแต่อดีตชาวบ้านจะทำไร่ร่วมกันเป็นผืนใหญ่ในพื้นที่เดียว จนถึงปัจจุบันลักษณะการทำไร่เช่นนี้ยังคงอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนแปลงในรายละเอียด กล่าวคือ จากเดิมที่กลุ่มบ้านหนึ่งจะทำไร่เป็นผืนใหญ่เพียงผืนเดียวร่วมกัน ต่อมาภายหลังประชากรที่เพิ่มมากขึ้นทำให้การซอยแปลงเพื่อรองรับกับชาวบ้านนั้นไม่เพียงพอ ทำให้ชาวบ้านบางคนต้องกลับไปยังไร่เหล่าที่ยังคงมีแปลงใหญ่อยู่ และมีแปลงเล็ก ๆ ร่วมด้วย ในอดีตชาวบ้านแม่อุมพายจะทำไร่ปีหนึ่งแล้วปล่อยให้ฟื้นสภาพตามธรรมชาติ ๘-๑๒ ปี แล้วจึงกลับมาทำใหม่อีกครั้งหนึ่ง ภายหลังจากที่รัฐเริ่มมีนโยบายอนุรักษ์ในช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของประชากร ทำให้ชาวบ้านได้ลดรอบการหมุนเวียนลงมา โดยปล่อยให้เป็นป่าเหล่าเพียง ๗-๑๐ ปีเท่านั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่รอบ ๗ ปี ซึ่งผลของการลดรอบทำให้ปริมาณข้าวลดลงบ้าง รวมถึงความอุดมสมบูรณ์ของพืชอาหารลดลง

ชาวบ้านบ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคา ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ชาวปกาเกอะญอ ส่วนใหญ่ทำไร่หมุนเวียน บางครัวเรือนทำไร่ควบคู่ไปกับการทำนา การปลูกข้าวไร่ผสมผสานกับพืชผักอื่น ๆ ในไร่เพื่อยังชีพ เป็นระบบการผลิตที่เกื้อกูลระบบนิเวศ ชุมชนทั้งสองนี้ยังคงรักษาระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนที่ปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานหลายชั่วคน แต่ปัจจุบันระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของชุมชนบ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคากำลังถูกรบกวน หมู่บ้านตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติสะเมิง เป็นเขตลุ่มน้ำชั้น ๑A และเป็นพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติออบขาน ดังนั้นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ (ช.ม.ที่ ๑๕) คอยจับตามองชาวบ้านทุกปี เพื่อยับยั้งการถางพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่า และหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ลานปลูกป่าทับไร่เหล่าของชาวบ้าน สร้างแรงกดดันต่อการใช้ที่ดิน ส่งผลให้เสถียรภาพของระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนเริ่มลดลง การทำไร่หมุนเวียนของทั้งสองหมู่บ้านใกล้เคียงกัน คือ ชาวบ้านทำไร่ที่มีอายุไร่เหล่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ๘ ปีขึ้นไป โดยรวมทั้งสองชุมชนจะพบว่า ส่วนใหญ่อายุไร่เหล่าอยู่ระหว่าง ๖-๑๐ ปี ที่ผ่านมาการทำไร่จะใช้ขนาดแปลงค่อนข้างกว้าง แต่ปัจจุบันชาวบ้านยืนยันว่า ขนาดแปลงไร่หมุนเวียนลดลง และใช้ปริมาณเชื้อข้าวไร่ลดลงด้วย

ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตอาหารของชาวปกาเกอะญอบ้านห้วยหอย ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่มาช้านาน แต่ปัจจุบันระบบไร่หมุนเวียนของบ้านห้วยหอยกำลังปรับตัวตามเงื่อนไขแวดล้อม เสถียรภาพของระบบไร่หมุนเวียนเริ่มลดลง และเริ่มมีระบบการผลิตแบบอื่น ๆ เสริมขึ้นมาทดแทน คือ ระบบนา และสวน อย่างไรก็ตามชาวบ้านห้วยหอยยังคงรักษาระบบการทำไร่หมุนเวียนเอาไว้ ทั้ง ๆ ที่ถูกกดดันจากอิทธิพลภายนอก ๒ ด้าน คือ ด้านนโยบายของรัฐ และด้านกลไกตลาด พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านห้วยหอยมี ๒ แหล่งใหญ่ ๆ คือ พื้นที่บริเวณรอบ ๆ หมู่บ้านและพื้นที่ไร่เก่าบ้านเดิมของเขตห้วยงู

ในอดีตชาวปกาเกอะญอบ้านขุนแปะ ตำบลบ้านแปะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ทำไร่หมุนเวียนเป็นระบบการผลิตหลัก ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่ข้าวและปลูกพืชผักในไร่ควบคู่กับการทำนา ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๖ โครงการหลวงได้เข้าส่งเสริมและอุดหนุนให้ชาวบ้านปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตด้วยการปลูกพืชทดแทนฝิ่นและการทำไร่หมุนเวียน มาเป็นการเกษตรหมุนเวียนเชิงพาณิชย์ ทำให้พื้นที่ทำไร่ลดลงไปประมาณร้อยละ ๕๐ แรงกดดันและแรงจูงใจทำให้ชาวบ้านปรับพื้นที่ที่เคยใช้ทำไร่หมุนเวียนไปปลูกพืชเศรษฐกิจ จนกระทั่งพื้นที่การทำไร่หมุนเวียนได้หมดไปจากบ้านขุนแปะ กลายเป็นพื้นที่ไร่ถาวรโดยสมบูรณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นต้นมา

บ้านห้วยหกเป็นชาวเขาเผ่าลาหู่ ตำบลศรีถ้อย อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย มีรูปแบบการทำไร่หมุนเวียนแบบหมุนพืชในที่เดิมโดยใช้ที่ดินติดต่อกันอย่างน้อย ๓ ปี กล่าวคือ ปีแรกปลูกข้าว ปีที่สองปลูกข้าวเหนียวดำ หรือปลูกข้าวโพด และปีที่ ๓ ปลูกข้าวโพดหรือปลูกขิง ท่ามกลางแรงกดดันที่เกิดจากเงื่อนไขภายในระบบรูปแบบนี้ ทำให้คุณภาพดินเสื่อมโทรมลงมาก ชาวบ้านบางส่วนจึงปรับตัวครั้งสำคัญได้แก่ การปรับระบบการใช้ที่ดินเพื่อการผลิตจากแบบการหมุนเวียนพืชมาเป็นแบบหมุนเวียนที่ดิน หรือจากการใช้ที่ดินผลิตซ้ำอย่างน้อยติดต่อกัน ๒ ปีมาเป็นเพาะปลูกเพียง ๑ ปี แล้วปล่อยให้ดินฟื้นสภาพ ๖-๗ ปี พร้อมกำหนดให้แต่ละครอบครัวทำแนวกันไฟรอบไร่ก่อนเผาไร่ นอกจากนี้ ชาวบ้านยังลดการปลูกข้าวเหนียวดำ เนื่องจากประสบการณ์การมีข้าวไม่พอกินเพราะปลูกข้าวเหนียวดำ การปรับตัวของชาวบ้านดังกล่าวเป็นการปรับเป้าหมายการผลิต จากที่ปลูกเพื่อขายมาเป็นการปลูกเพื่อบริโภคตลอดปีแทน

ชุมชนชาวปกาเกอะญอบ้านปางอีกา ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงแรกของการตั้งชุมชน ชาวบ้านทำมาหากินด้วยการทำนาและทำไร่ข้าวหมุนเวียนเป็นหลัก นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนลดน้อยลง อันเนื่องมาจากการถูกปลูกป่าสักทับที่และการถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ห้ามเข้าไปแผ้วถางไร่เหล่าที่มีสภาพเป็นป่า ทำให้มีการปรับเปลี่ยนระบบการจัดการพื้นที่ไร่ภายในชุมชน จากเดิมชาวบ้านเคยใช้พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนร่วมกันในลักษณะสิทธิชุมชน เปลี่ยนมาเป็นการจับจองพื้นที่เป็นปัจเจกบุคคล ภายหลังจากการถูกรัฐควบคุมการใช้ที่ดิน ระบบการทำไร่หมุนเวียนของหมู่บ้านปางอีกาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบการหมุนเวียนที่ดิน ระบบการจัดการเมล็ดพันธุ์ หรือระบบการจัดการแรงงาน จากความรู้ในการทำไร่หมุนเวียนที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ทำให้ปัจจุบันชาวบ้านปางอีกายังเห็นความจำเป็นของการหมุนเวียนที่ดินและปล่อยพื้นที่บางแห่งได้พักฟื้นเป็นเหล่า เพื่อให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ และเพื่อป้องกันการเกิดวัชพืชอย่างรุนแรง แต่ด้วยแรงกดดันจากการถูกรัฐควบคุมการใช้ที่ดิน ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถหมุนเวียนที่ดินได้ตามเดิม ปัจจุบันชาวบ้านปางอีกามีที่ดินครอบครัวละ ๑-๓ แปลง โดยเฉลี่ย ๓.๒๔ ไร่/ครัวเรือน ซึ่งเป็นขนาดที่ดินที่น้อยมาก ชาวบ้านพยายามจัดการที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สามารถหมุนเวียนได้ในหลายรูปแบบด้วยกัน

๑) ทำสั้น ทิ้งให้พักสั้น หมายถึง การทำไร่ซ้ำที่เดิม ๑-๓ ปี สลับกับการปล่อยที่ดินให้พัก ๑-๓ ปี

๒) แบ่งซอยที่ดินผืนหนึ่งออกเป็นแปลงย่อย ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ให้หลากหลาย เช่น ทำไร่ข้าวและปลูกถั่ว หรือทำไร่ข้าวและสวนผัก

๓) ปลูกข้าวไร่ระหว่างแถวลำไยหรือลิ้นจี่ ในระยะ ๑-๔ ปีแรกที่ไม้ผลยังไม่เติบโตแผ่กิ่งก้านเต็มที่

๔) ยืมที่ดินของเพื่อนบ้านที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์เพื่อทำการเพาะปลูกในบางปี แล้วปล่อยพื้นที่ของตนให้พักฟื้น

๕) ปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ไร่ ทดแทนหรือสลับกับการปลูกข้าว เช่น ถั่วลิสง แตงกวา ถั่วแขก ข้าวโพด

ชุมชนชาวปกาเกอะญอบ้านแม่ปาคี-ปางเบอะ ตำบลสันทราย อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงแรกของการตั้งชุมชนทำมาหากินด้วยการทำไร่ข้าวหมุนเวียน ซึ่งมีการปลูกธัญพืช และผักต่าง ๆ ผสมผสานอยู่ในไร่ข้าว นอกจากการเพาะปลูกแล้วชาวบ้านยังพึ่งพาผลผลิตจากป่าในการดำรงชีพ เก็บหาอาหาร สมุนไพร ไม้ใช้สอย และล่าสัตว์ป่า ผลผลิตทั้งหมดที่ได้จะเก็บไว้บริโภคภายในครัวเรือนเป็นหลัก และมีการนำไปแลกเปลี่ยนกับคนต่างชุมชน แต่ผลผลิตจากไร่หมุนเวียนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี ชาวบ้านจึงค่อย ๆ เบิกที่นาตามจำนวนแรงงานที่มี ทุกครัวเรือนที่มีนาจะปลูกข้าวได้ผลผลิตเพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี ทั้งโดยการทำนาเพียงอย่างเดียว และทำนาร่วมกับการทำไร่ข้าว ชาวบ้านบางรายพ่นยาฆ่าหญ้ากรัมม๊อกโซน และอัลมิกซ์ในไร่ข้าว เนื่องจากการใช้พื้นที่มีรอบหมุนเวียนสั้นเพียง ๒-๓ ปี ทำให้มีวัชพืชมากจนกระทั่งใช้แรงงานคนถอนหญ้าไม่ไหว

๓.๒ ความหลากหลายการทำไร่หมุนเวียนในชุมชนต่างๆ

งานศึกษาไร่หมุนเวียนตามแนวทางสายนิเวศมนุษย์วิทยา (human ecology) ในยุคต้น ๆ ที่สำคัญในเมืองไทย คือ Farmers in the Forest: Economic Development and Marginal Agriculture in Northern Thailand, (Peter Kunstadter, E.C. Chapman, Sanga Sabhasri edited, ๑๙๗๘) เป็นการศึกษาปัญหาของเกษตรกรรมบนที่สูง โดยพยายามชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายของระบบการทำไร่หมุนเวียนในภาคเหนือของคนไทย ซึ่งไม่ใช่ระบบเกษตรที่จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์บนที่สูงเท่านั้น แต่ชนพื้นราบเองก็มีส่วนสำคัญในการทำไร่บนที่สูง ซึ่งจำแนกระบบการทำไร่หมุนเวียนในภาคเหนือขณะนั้นออกเป็น ๔ ระบบด้วยกัน คือ

๑. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะสั้นและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะสั้น (Short Cultivation-short Fallow ) เช่น การทำไร่ของชาวพื้นราบ

๒. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำพื้นที่ในระยะสั้นและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว (Short Cultivation – Long Fallow) ซึ่งเป็นระบบการทำไร่ของชาวลัวะและปะกาเกอะญอ

๓. ระบบที่ทำการเกษตรซ้ำในพื้นที่ในระยะยาวและทิ้งให้ไร่ฟื้นตัวในระยะยาว (Long Cultivation – Very Long Fallow or Abandonment) ซึ่งจะทำในกลุ่มผู้ปลูกฝิ่น เช่น ม้ง เมี่ยน มูเซอร์ อาข่า

๔. การทำสวนผสมไร่ ของชาวไทยพื้นราบหรือคนเมือง (Permanent Field Tree Crops) เช่น สวนชา และสวนเมี่ยง เป็นต้น

ข้อค้นพบที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งของงานศึกษา Farmers in the Forest มาจากงานศึกษาวิทยาศาสตร์แบบกายภาพของ สง่า สรรพศรีและคณะ เรื่องการจัดการที่ดินในไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงและลัวะ ซึ่งพบว่าหากรักษารอบการหมุนเวียนไว้ได้ระหว่าง ๗-๑๒ปี ธาตุอาหารในดินจะคืนความสมบูรณ์เต็มที่ ให้ผลผลิตที่ดี งานศึกษานี้ยังชี้ให้เห็นถึงบทบาทของทรัพยากรในป่าและพื้นที่เกษตรต่าง ๆ เช่น นาและสวน ในการผลิตอาหารให้กับครัวเรือนที่ทำการผลิตแบบไร่หมุนเวียน

ชาวปกาเกอะญอมักเลือกผืนป่าสำหรับทำไร่ โดยคะเนจากปริมาณข้าวที่คาดว่าน่าจะได้จากไร่แปลงนั้นซึ่งต้องเพียงพอต่อการบริโภคของครัวเรือนไปตลอดทั้งปี การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกยังต้องคำนึงความสามารถหรือแรงงานภายในครอบครัวที่สามารถทำการผลิตข้าวได้ คุณภาพของดินและการเลือกพื้นที่เพาะปลูกไม่ให้อยู่ชิดกับพื้นที่ของครอบครัวอื่นมากเกินไป จนไม่สามารถขยายพื้นที่ได้หากมีความจำเป็นเกิดขึ้นในอนาคต แต่ละครัวเรือนจะมีไร่หลายแปลงเพื่อรอการพักฟื้นของดิน และเลือกใช้ไร่ทีละแปลงหมุนเวียนกัน ชาวปกาเกอะญอยังนิยมบุกเบิกพื้นที่ลุ่มเพื่อทำนาดำ และในบางพื้นที่ยังทำนาแบบขั้นบันไดบนพื้นที่เชิงเขา การทำนาดำและนาขั้นบันไดเป็นระบบการผลิตที่สามารถรักษารักษาระดับของผลผลิตเอาไว้ในปริมาณที่คงที่และสม่ำเสมอมากกว่าการทำข้าวไร่ นอกจากการผลิตข้าวเป็นพืชหลักเพื่อการยังชีพแล้ว ชาวปกาเกอะญอยังนิยมปลูกพืชผักหลายชนิด เช่น มันแกว ฝ้าย ฟักทอง ถั่วดิน ฯลฯ และหมู เป็ด ไก่ เก็บของป่าเพื่อบริโภคภายในครัวเรือนและเพื่อขาย ชาวปกาเกอะญอไม่ปลูกฝิ่นเพื่อขายเหมือนชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อาศัยอยู่บนภูเขาสูง แต่อาจรับจ้างชาวม้งและมูเซอร์ทำไร่ปลูกฝิ่นให้ จนมีการเสพและปลูกตามเป็นบางส่วนและในบางพื้นที่

ผลการศึกษาวิจัยของอานันท์และคณะ (อ้างแล้ว) แสดงให้เห็นว่า ไร่หมุนเวียนมี “ความหลากหลาย ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลง” ระบบไร่หมุนเวียนของแต่ละชุมชนมีการปรับตัวในระดับที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของระบบนิเวศ แรงกดดันจากภายนอก ความเข้มแข็งของชุมชน และทางเลือกอื่นที่มาทดแทน นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบระบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างยั่งยืน และรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างมีทางเลือก ยังคงมีกระบวนการผลิตใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่เป็นประเด็นสำคัญที่สุดของการทำไร่หมุนเวียนมีความแตกต่างกันในแต่ละชุมชน คือ ระบบการเลือกพื้นที่ในการทำไร่หมุนเวียน หรือการจัดการแปลงในระบบการทำไร่หมุนเวียน หากพิจารณาจากระบบการเลือกพื้นที่เพื่อการทำไร่ พบว่ามี ๓ ระบบหลัก คือ ระบบแรก การเลือกพื้นที่เป็นแปลงรวมผืนใหญ่ติดกันทั้งหมู่บ้าน ระบบที่สอง การเลือกพื้นที่เป็นแปลงกระจายแยกกันไป และระบบที่สาม ระบบแปลงรวมผสมแปลงกระจาย

สิ่งที่น่าสนใจในระบบการปลูกพืชไร่ของชาวกะเหรี่ยง คือ เป็นระบบที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชที่ปลูก (Multiple cropping) อันเป็นคุณลักษณะเฉพาะอีกอันหนึ่งของระบบเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม พืชที่ปลูกในไร่มีไม่น้อยกว่า ๔๘ สายพันธุ์ โดยเป็นข้าวถึง ๑๔ สายพันธุ์ พืชที่ถูกหว่านและปลูกในผืนไร่เดียวกัน ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนระเกะระกะขาดการวางแผน แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นระบบการปลูกพืชที่มีการเลือกช่วงเวลา และจัดวางตำแหน่งการปลูกที่สอดคล้องกับชนิดและความชอบของพื้นที่ เช่น ยาสูบ จะหว่านริมซากกอไผ่ ซึ่งมีธาตุอาหารสูง หรือการหว่านงาริมไร่ เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวที่เป็นร่มที่ข้าวมักขึ้นไม่งาม เป็นต้น ชนิดของพืชที่หลากหลายนี้ พบในชนกลุ่มอื่นที่ทำเกษตรกรรมในระบบไร่หมุนเวียนเช่นเดียวกัน ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของ Kunstadter เกี่ยวกับการทำไร่ของชาวลัวะในภาคเหนือ ได้พบว่า พืชที่ปลูกในไร่และในสวนนั้น มีถึง ๘๔ ชนิด ซึ่งความหลากหลายของพืชที่ปลูกในไร่นี้ เป็นระบบที่แตกต่างไปจากระบบการปลูกพืชเศรษฐกิจเพียงชนิดเดียว (Monoculture) ในระบบการผลิตเพื่อขายสมัยใหม่ (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, อ้างแล้ว)

จากการศึกษาการจัดการการใช้ที่ดินบนที่สูงของเกษตรกรในระบบไร่หมุนเวียนอย่างยั่งยืนของชุมชนกะเหรี่ยงในบ้านทิชะ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน (นริศ ยิ้มแย้ม, อ้างแล้ว) ยังคงดำรงวิถีการทำไร่หมุนเวียนระยะการหมุนเวียนของรอบในการปลูกข้าว ๗ ปี โดยทำการปลูกข้าว ๑ ปี และมีการทิ้งแปลง (Fallow) เป็นระยะเวลา ๖ ปี เพื่อให้ป่าพื้นสภาพให้กลับสู่สภาพอุดมสมบูรณ์เพียงพอที่จะตัดและเผาให้ธาตุอาหารแก่พืชในช่วงฤดูกาลปลูกข้าวในรอบใหม่ได้ อย่างไรก็ดี งานศึกษาชิ้นนี้ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าระบบการทำไร่หมุนเวียนที่พบในปัจจุบัน เช่น รอบหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างไร

การใช้ที่ดินเพื่อทำไร่หมุนเวียนครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของพื้นที่ทั้งหมู่บ้าน โดยการถือครองพื้นที่เกษตรกร จะมีการแบ่งพื้นที่ออกเป็นกรรมสิทธ์ของแต่ละครอบครัวต่อเมื่อจะมีการปลูกข้าวไร่เฉพาะในปีนั้นๆ เท่านั้น และเมื่อสิ้นสุดการปลูกคือหลังจากการเก็บเกี่ยวพื้นที่ทั้งหมดก็จะกลับเป็นของชุมชนอีกครั้ง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าเกษตรกรสามารถเป็นเจ้าของร่วมกันในช่วงที่พื้นที่นั้นเป็นป่าเหล่า โดยเกษตรกรทุกคนต้องช่วยกันดูแลรักษาด้วย ส่วนเมื่อถึงฤดูที่จะต้องปลูกข้าวไร่ใหม่ในปีต่อไป ชาวบ้านก็จะประชุมกันเพื่อแบ่งพื้นที่ในการปลูกให้แก่เกษตรกรทุกครัวเรือนที่ต้องการจะปลูก โดยการให้สิทธิแก่ครอบครัวที่เคยทำในรอบก่อนจากนั้นก็จะมีการจัดสรรแบ่งปันให้แก่ครอบครัวที่ตั้งใหม่ หรือครอบครัวที่มีพื้นที่น้อยแต่มีสมาชิกในครัวเรือนมาก ซึ่งนั่นก็เป็นหลักประกันว่าเกษตรกรทุกครัวเรือนในหมู่บ้านจะต้องมีที่ทำกินทุกครอบครัว

นอกจากนั้น ชุมชนแห่งนี้ยังได้ปรับรูปแบบการทำเกษตรผสมกับการทำสวนปลูกไม้ผล เช่น ลิ้นจี่ กาแฟ เสาวรส ซึ่งเป็นการครอบครองและใช้ที่ดินแบบถาวร ทั้งนี้เพราะชุมชนมีพื้นที่ที่สามารถบุกเบิกเป็นพื้นที่นาน้อยมาก (ประมาณ ๑% ของพื้นที่ทั้งหมู่บ้าน)

.๓ บทบาท คุณค่า และความสำคัญของไร่หมุนเวียน

.๓.๑ บทบาทในการสร้างความสมดุล และความมั่นคงของดิน น้ำ ป่า และทรัพยากรชีวภาพ

ประเสริฐ  ตระการศุภกร และคณะ (๒๕๕๒) ศึกษาระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียน: องค์ความรู้และปฏิบัติการของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอในภาคเหนือของประเทศไทย ผลการศึกษาพบว่า การผลิตแบบไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอนั้น เป็นระบบที่พัฒนาขึ้นและดำเนินมาเป็นระยะเวลานานกว่า ๒๐๐ ปี ทำให้ชาวปกาเกอะญอมีระบบการผลิต การอนุรักษ์ดิน น้ำ และผืนป่าต้นน้ำ ตลอดจนมีความเชื่อ จารีตประเพณี และองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ชาวปกาเกอะญอจะทำการจำแนกพื้นที่ป่าออกเป็นประเภทต่างๆ ออกตามลักษณะการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ออกเป็น ๖ ประเภทด้วยกันคือ

(๑) ป่าต้นน้ำหรือป่าอนุรักษ์ เป็นผืนป่าธรรมชาติที่เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำลำธาร เป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดของหมู่บ้าน

(๒) ป่าใช้สอย เป็นพื้นที่ป่ารอบหมู่บ้าน มักใช้เป็นที่สำหรับเก็บฟืน เก็บหาอาหาร และเก็บตองเพื่อใช้มุงหลังคาบ้าน

(๓) ป่าช้า เป็นพื้นที่ป่าใกล้หมู่บ้าน ใช้เป็นที่ฝังศพ

(๔) ป่าศักดิ์สิทธิ์หรือป่าสำหรับประกอบพิธีกรรมตามประเพณี เช่น การเลี้ยงผี เป็นต้น  ป่าบริเวณนี้เป็นสถานที่ต้องห้าม มิให้ใครเข้ามาใช้ประโยชน์

(๕) ป่าสะดือ เป็นป่ารอบหมู่บ้านที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้น นิยมเอาสายสะดือของเด็กทารกใส่กระบอกไม้ไผ่ไปวางอยู่บนต้นไม้ใหญ่  และห้ามตัดต้นสะดือ ถือเป็นกุศโลบายในการถ่ายทอดความรู้สึกผูกพันและห่วงแหนต้นไม้ไปยังคนรุ่นต่อๆไป

(๖) ป่าทำกินหรือไร่หมุนเวียน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ไร่เหล่า”  มี ๒ รูปแบบด้วยกัน แบบแรก เป็นพื้นที่ทำกินร่วมกันของคนทั้งชุมชน พื้นที่ส่วนนี้จะมีการจัดสรรแบ่งปัน และให้ “สิทธิการใช้” แก่ครัวเรือนใดครัวเรือนหนึ่ง ตามความจำเป็นและความเหมาะสม เช่น คู่บ่าวสาวที่เพิ่งแต่งงานใหม่ หรือคนจนไม่มีที่นาเป็นของตนเอง ส่วนป่าแบบที่สอง เป็นการถือครองรายบุคคล เช่นเดียวกับที่นาและสวน ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของครอบครัวที่จะสืบทอดกันไปในแต่ละตระกูล ชาวปากาเกอะญอถือว่าที่ดินทำกินหรือที่ไร่ทั้งหมดเป็นของชุมชน ส่วนระบบการถือครองที่ดินส่วนบุคคลนั้นเพิ่งเริ่มใช้ในช่วงที่มีการบุกเบิกนาดำในระยะหลัง และเริ่มมีการทำสวนและนาไปพร้อมกับการทำไร่ นาและสวน รวมทั้งการปรับเปลี่ยนที่ไร่บางส่วนมาเป็นที่ดินส่วนบุคคลในเวลาต่อมา

ในส่วนของป่าทำกินหรือไร่หมุนเวียนนั้นยังมีการจำแนกพื้นที่ป่าสำหรับทำไร่หมุนเวียนออกเป็น ๒ ลักษณะด้วยกัน

พื้นที่ที่สภาพป่าไม่เหมาะสมกับการทำไร่หมุนเวียน จำแนกพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ ตามระดับความสูง เช่น บริเวณพื้นที่เชิงเขา  เป็นดินลูกรังมีเนื้อกรวดและหินมาก ชาวปากะญอเรียกว่า “แพะโข่” หรือ ป่าแพะ พื้นที่ส่วนนี้ไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูก

พื้นที่ที่สภาพป่าเหมาะสมกับการทำไร่หมุนเวียน พื้นที่แบบแรก ได้แก่ พื้นที่ “ก่อเบโข่” มีลักษณะเป็นป่าเบญจพรรณหรือป่าเต็งรังรวมทั้งป่าไผ่ด้วย ป่าไผ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์นั้นเป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียนที่ดีตามทัศนะของชาวปกาเกอะญอ  ส่วนป่าตอนบนซึ่งเรียกรวมกันว่า “เก่อเนอพา” เป็นส่วนของป่าที่ต่อกับ “ก่อเบโข่” เป็นที่เหมาะสมต่อการทำไร่หมุนเวียนเช่นเดียวกัน ส่วนพื้นที่ที่เหมาะสมสูงขึ้นไปกว่านี้มีลักษณะเป็นป่าดิบเขา มีอากาศเย็นและมีความชื้นสูง  และพื้นที่แบบที่สอง เป็นพื้นที่ที่ที่มีลักษณะเป็นม่อนดอยเชิงเขา มีความสูงไม่มากนัก ส่วนใหญ่มักเป็นป่าไผ่อยู่ติดกับพื้นที่ราบหรือผืนนาของชาวบ้าน พื้นที่แบบนี้ชาวปกาเกอะญอนิยมใช้เป็นที่ไร่หมุนเวียนมากกว่าพื้นที่แบบแรก เพราะสามารถจัดการได้ง่ายกว่าทั้งในแง่การจัดสรรพื้นที่และการทำแนวกันไฟก่อนเผาไร่

นอกเหนือจากนี้  งานศึกษาของ ประเสริฐ ตระการศุภกร (๒๕๔๐) กล่าวถึงองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ของชาวกะเหรี่ยง ในวิถีการผลิตของชาวกะเหรี่ยง ป่ากับการทำกินเป็นเรื่องที่ผูกพันซึ่งกันและกันมาโดยตลอด การมีชีวิตผูกพันกับป่าอย่างใกล้ชิด จนทำให้มีคำกล่าวว่า “ได้กินจากน้ำ ต้องรักษาน้ำ ได้กินจากป่า ต้องรักษาป่า” ดังนั้นจึงมีการจัดการป่าตามระดับความสูง ได้อย่างสอดคล้องกับการจำแนกแบบสากล ได้แก่ บริเวณพื้นที่เชิงเขาเป็นพื้นที่ที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่น ต้นไม้เป็นไม้เนื้อแข็งขนาดเล็ก ส่วนประกอบของดินเป็นดินประเภทลูกรัง มีเนื้อกรวดและหินมาก อากาศแห้งแล้งเรียกว่า “แพะ โข่” ซึ่งตรงกับคำเรียกว่า “ป่าแพะ” ของทางภาคเหนือ สูงจาก “แพะ โข่” ขึ้นไปอีกระดับหนึ่งจัดเป็นป่าที่เรียกว่า “ก่อ เบ โข่” ซึ่งจะเป็นไม้ผลัดใบ (Dipterocarp) จำพวกเต็งรังรวมทั้งป่าไผ่ก็ถูกจัดอยู่ในป่าประเภทนี้ด้วย ทั้ง “แพะ โข่” และ “ก่อ เบ โข่” ถูกจัดรวมอยู่ในประเภท “ก่อ เบ” คือ เป็นป่าในเขตแห้งแล้ง ป่าตอนบนซึ่งเป็นเขตต้นน้ำชั้น ๑ เรียกรวมว่า “เก่อ เนอ” ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ต่ำกว่าเรียกว่า “เก่อ เนอ พา” อาจเทียบเคียงได้กับป่าเบญจพรรณ ซึ่งต้นไม้ที่ขึ้นเป็นลักษณะป่าโปร่ง ป่าสนเกี๊ยะก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้ อากาศจะค่อนข้างอบอุ่นถึงร้อนแห้งแล้ง ส่วนป่าที่อยู่เหนือขึ้นไป เรียกว่า “เก่อ เนอ ข่อ ทิ” ซึ่งมีลักษณะเทียบเคียงได้กับป่าดิบเขา ซึ่งมีลักษณะชุ่มชื้นอากาศเย็นตลอดปี ต้นไม้มีความหนาแน่นปานกลาง กล้วยป่าจะหาพบได้ในป่าประเภทนี้ ส่วนป่าที่อยู่บริเวณต้นน้ำจนถึงยอดดอยเรียกว่า “เก่อ เนอ หมื่อ” เทียบได้กับป่าดิบเขา (Hill Evergreen Forest) มีไม้ประเภทเถาวัลย์ ไม้ชั้นล่างจะเป็นจำพวกมอส เฟิร์น และอื่น ๆ มากมาย ดินในป่าประเภทนี้มีลักษณะเป็นดินที่มีความชื้นสูง

ด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันของป่าเหล่านี้ทำให้การใช้ประโยชน์จากป่าแตกต่างกันไปด้วย ตัวอย่างเช่น พืชสมุนไพรจะมีมากทั้งชนิดและจำนวนในป่าประเภท “เก่อ เนอ” ส่วนพืชอาหารประเภทหน่อไม้และเห็ดมีมากในป่าประเภท “ก่อ เบ” ซึ่งเป็นป่าที่เหมาะแก่การทำไร่ เงื่อนไขลักษณะนิเวศป่าไม้จึงมีส่วนสำคัญในการทำไร่หมุนเวียนของแต่ละพื้นที่

ตัวอย่างเช่น ที่ตั้งของหมู่บ้านทุ่งหลวง จัดอยู่ในเขตป่าประเภท “ก่อ เบ โข่” หรือป่าไม้ผลัดใบติดต่อกับป่า “เก่อ เนอ พา” หรือป่าเบญจพรรณ ซึ่งเป็นป่าในเขตแห้งแล้งจนถึงอบอุ่น ไม่เหมาะกับการทำไร่หมุนเวียนมากนักเพราะจะได้ผลผลิตข้าวน้อย ชาวบ้านจึงนิยมทำไร่หมุนเวียนในช่วงแรก เมื่อมีโอกาสบุกเบิกนาได้ก็จะบุกเบิกเป็นที่นา จึงมีที่นาของตนเกือบทุกหลังคาเรือน ผลผลิตข้าวส่วนใหญ่ของบ้านทุ่งหลวง จึงเป็นผลผลิตจากนา มิใช่จากไร่หมุนเวียน แต่การทำไร่หมุนเวียนนั้นยังมีประปราย

ในกรณีหมู่บ้านห้วยหอย จัดอยู่ในเขตป่าประเภท “เก่อ เนอ พา” ซึ่งเป็นเบญจพรรณ อากาศค่อนข้างอบอุ่นถึงแห้งแล้ง ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนเป็นหลัก ถ้าเปรียบเทียบกับหมู่บ้านทุ่งหลวง หมู่บ้านห้วยหอยจะเหมาะกับการทำไร่หมุนเวียนมากกว่า และผลผลิตข้าวจากไร่จะได้ผลดีกว่าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านห้วยหอยก็มีแรงจูงใจบุกเบิกนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะข้อจำกัดในการทำไร่หมุนเวียนในระยะยาว ส่วนหมู่บ้านขุนวินจัดอยู่ในป่าประเภท “เก่อ เนอ พา” ถึง “เก่อ เขอ ข่อ ทิ” หรือป่าไม้เบญจพรรณ ติดต่อกับป่าดิบเขาซึ่งมีลักษณะชุ่มชื้น อากาศเย็นตลอดปี เหมาะกับการทำไร่หมุนเวียนมากกว่าสองหมู่บ้านที่กล่าวมาแล้ว ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังยึดการทำไร่หมุนเวียนเป็นหลัก และมีการทำนาเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น

ไม่เพียงเท่านี้ชาวกะเหรี่ยงแต่ละหมู่บ้านจะมีเขตป่า เขตหมู่บ้านของตนเอง มีการแบ่งเขตป่า และเขตหมู่บ้านตามลักษณะการใช้ประโยชน์ เขตการดูแลไฟป่า เขตการปล่อยสัตว์เลี้ยง ดังบทลำนำที่ว่า “เอาะ ก่อ เกอะ ตอ เหม่ เซ ตา โดะ เอาะ มอ เกอะ วอ เก” แปลว่า “ถ้าดูแลจัดการใช้สอยป่าได้ดี ในที่สุดกระทิงจะมากินโป่งดินในบริเวณหมู่บ้าน” กระทิงและโป่งดิน เป็นสัญลักษณ์ถึงความอุดมสมบูรณ์ของป่า ดังนั้นจึงมีการจำแนกประเภทป่าในระดับหมู่บ้าน ได้แก่ หมู่บ้านที่ชุมชนอาศัยอยู่ (ดู เตอะ วอ) พื้นที่ทำกิน (ดูหละ) ป่ารอบหมู่บ้าน (ป่าสายสะดือเด็ก) ไร่หมุนเวียนและนา (ชิ เดาะ คึ) ป่าพิธีกรรมตามประเพณี ป่าต้องห้ามทำกินหรือป่าอนุรักษ์ (ดู ตะ)

๑) ป่ารอบหมู่บ้าน ตั้งอยู่รอบหมู่บ้าน นอกจากพื้นที่นี้จะให้ความร่มเย็นแก่หมู่บ้าน คนสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังเป็นที่พำนักของสัตว์ป่าขนาดเล็กรอบหมู่บ้านแล้วยังเป็นแหล่งน้ำดื่มน้ำกินของหมู่บ้านอีกด้วย พิธีสำคัญของหมู่บ้านจะทำที่ป่าพิธีหรือกิ่วดอยใหญ่ ใกล้หมู่บ้านซึ่งร่มรื่นและมีต้นไม้ใหญ่มากมาย และไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง ถัดจากนั้นไกลออกไปเป็นป่าช้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นป่าใหญ่ ห้ามตัดและล่าสัตว์ มีกฏห้ามอย่างเคร่งครัด ชาวบ้านเชื่อถือและกลัวอยู่แล้วจึงไม่เข้าไปรบกวนป่าแถบนั้น

นอกจากนี้ต้นไม้ใหญ่ใกล้บ้านในบริเวณป่าชุมชนนั้น เมื่อแต่ละครอบครัวคลอดลูกออกมาจะหาต้นไม้ไว้ให้ลูก เรียกว่า “เด ปอ ทู่” (ต้นสะดือเด็ก) ต้องเป็นไม้ใหญ่คงทนถาวร หลังจากเด็กเกิดแต่ละครอบครัวจะเอาสายสะดือไปผูกติดกับต้นไม้ใหญ่เรียกว่า “เด ปอ” (สายสะดือใส่ในกระบอกไม้ไผ่) ห้ามคนตัดโค่นเผาเด็ดขาด เชื่อว่าขวัญของเด็กจะอยู่กับต้นไม้ใหญ่นั้น ถ้าใครไปทำอะไรต้นไม้ เด็กจะเสียขวัญ เพราะขวัญจากต้นไม้ถูกรังควานและเด็กจะไม่สบายต้องทำพิธีแก้ บางครั้งเด็กอาจมีอันตรายถึงตายได้ จะเห็นว่ากฏการอนุรักษ์ของชาวกะเหรี่ยง นอกจากอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่แล้ว ยังสร้างแนวความสัมพันธ์ระหว่างคนกับต้นไม้อย่างแนบแน่นตั้งแต่เกิด ขวัญของคนจะอยู่กับต้นไม้ ถ้าต้นไม้ตายไปคนก็จะเกิดความเจ็บป่วย และอาจถึงตายได้ แสดงให้เห็นแนวคิดลึก ๆ ว่าความอยู่รอดของคนและต้นไม้ (ป่า) มีความสัมพันธ์กันอย่างยิ่ง มิใช่อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่รอดได้ แต่ต้องอยู่รอดด้วยกันจึงจะถือว่าเป็นความอยู่รอด นี่คือแนวคิดสมดุลทางธรรมชาติอย่างแท้จริงของชาวกะเหรี่ยง

๒) เขตป่า “ดู หละ” ซึ่งเป็นพื้นที่ไร่หมุนเวียน นาขั้นบันได และสวน พื้นที่ไร่หมุนเวียนจะมีพื้นที่ไร่ซาก (ไร่เหล่า) ถือว่าเป็นพื้นที่ทำกินร่วมกันของคนทั้งชุมชน ส่วนพื้นที่นาขั้นบันไดและพื้นที่สวน จะเป็นการถือครองเป็นรายบุคคลและสืบทอดต่อกันในแต่ละตระกูล จะเห็นว่าสิทธิในการใช้ที่ดิน มีทั้งที่ดินที่สามารถใช้ร่วมกันในพื้นที่ที่เป็นไร่ซาก (Fallow) ของไร่หมุนเวียน และที่ดินส่วนบุคคลในพื้นที่นาและสวน ชนเผ่ากะเหรี่ยงแต่ดั้งเดิมถือครองที่ดินทำกินร่วมกัน กล่าวคือที่ดินทั้งหมดเป็นของชุมชนทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบไร่หมุนเวียน ส่วนระบบการถือครองส่วนบุคคลเพิ่งใช้ในช่วงที่เริ่มมีการบุกเบิกนาขั้นบันไดในระยะหลัง เริ่มมีการทำสวน และนาซึ่งเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลเพราะถ้าต้องการสิทธิทางกฎหมายต้องมีการถือครองแบบส่วนตัว ถึงแม้ชุมชนยังไม่ได้สิทธิทางกฎหมาย ชุมชนส่วนใหญ่ต้องเสียภาษีที่ดินทุกปี จึงเริ่มมีการถือครองที่ดินเป็นส่วนตัวมากขึ้น

๓) “ดู ตะ” แปลว่า ป่าอนุรักษ์ตามประเพณี “ป่าดู ตะ” จะไม่มีการทำกินในบริเวณนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งห้ามบุกเบิกเป็นที่ไร่หมุนเวียนใหม่ ทั้งนี้เนื่องจากตามความเชื่อและประสบการณ์ของชนเผ่ากะเหรี่ยงนั้น พื้นที่ไร่หมุนเวียนต้องเป็นป่าไร่ซาก และหากทำไร่ข้าวในบริเวณป่าดั้งเดิม ข้าวจะงอกงามไม่ดีเพราะมีป่าใหญ่ล้อมไว้ มีร่มไม้มากเกินไปและผิวดินเต็มไปด้วยรากไม้ ดังนั้นป่าดูตะจะไม่ถูกบุกเบิกใหม่โดยระบบการผลิตแบบไร่หมุนเวียนอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ชนเผ่ากะเหรี่ยงยังใช้ประโยชน์จากระบบการหมุนเวียนของไร่หมุนเวียนไปตามปกติ เพื่อคำนวณอายุหมู่บ้าน (แดลอ) แต่ละแห่งว่ายาวนานเพียงใด พร้อมทั้งการนับอายุคนที่อาศัยการนับรอบหมุนเวียนนี้เช่นกัน แต่เมื่อระบบไร่หมุนเวียนไม่เป็นไปตามปกติแล้วหลักคำนวณวัน เดือน ปี ก็หมดวงจรไปด้วย มีลำนำบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ดู เยาะ โปล่ โพ เกอะแร แด เอดะ ควา เหนอะ เจาะ ฉึ่ย บะ แล” แปลว่า “ไร่ซากเป็นพุ่มขึ้นมาอย่างอุดมสมบูรณ์ ทำไมเธอถึงไปทำกินในไร่ (คึ) เดิมได้” ความหมายของลำนำบทนี้ คือ การฝืนระบบการผลิตโดยทำไร่อยู่กับที่และไม่หมุนเวียน หรือ หมุนเวียนแค่ ๒-๓ ปี เนื่องจากหน่วยงานของรัฐที่ดูแลป่าอนุรักษ์ ได้ควบคุมพื้นที่ไร่ซากให้เป็นป่าพื้นที่อนุรักษ์มากขึ้น ฉะนั้นชุมชนไม่สามารถเวียนกลับมาทำไร่ในพื้นที่ไร่ซากที่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียนเป็นอย่างมาก สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมระบบไร่หมุนเวียน คือกระบวนการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน และระบบไร่หมุนเวียน ชนเผ่ากะเหรี่ยงมีบทลำนำมากมายที่แสดงถึงความรัก ความคิดถึง ความเป็นพี่น้อง สิ่งสวยงามทางอารมณ์ จะถูกเปรียบเทียบกับชีวิตในไร่หมุนเวียน ดังบทลำนำว่า

“คี คา โอะ เลอ แด โพ ปู      กว่า เดอะ บือ โพ เกอะ ลี อู”

“สองเราอยู่ในกระท่อมไร่             มองดูต้นข้าวอ่อนที่ลมพัดเอนไปตามสายลม”

“โหม่ สู่ ชู เกอะ เต่อ เส่ พู     มา แน เตอะพู แย เตอะ พู”

“แม่ได้ปลูกว่านหอมตลอดท่อนซุงในไร่ ยกให้เธอหนึ่งท่อน และอีกหนึ่งท่อนเป็นของฉัน”

“เหนอะ เหม่ หยื่อ ยา กว่า เส่ กลอ เส่ กลอ จอ จือ หล่อ โอะ ทอ”

“ถ้าคิดถึงฉันดูที่ต้นไม้ร้างในไร่ซากนั้น คือตัวฉันที่ทิ้งฝีมือเอาไว้ในไร่ของเธอ”

“แล เลอ ฉึ่ย ปู ห่อ วอ พอ     บุ บุ เลอ แหมะ ที เกอะ ลอ”

“ไปเยี่ยมเยียนไร่ซากเก่า ได้เจอต้นกะเพราแดงออกดอกเต็มไปหมด นั่งลงกลางไร่ น้ำตาไหลออกมาเพราะคิดถึงวันคืนที่เราทำงานด้วยกันในไร่นี้”

บทลำนำเหล่านี้ล้วนเป็นตัวอย่างของความผูกพันระหว่างคนกับไร่และไร่ซากของเขาจนกลายเป็นชีวิต ชนเผ่ากะเหรี่ยงกับไร่หมุนเวียนนั้นดูเหมือนควบคู่กันมายาวนานจนกลายเป็นชีวิตที่แยกกันไม่ได้ ขณะเดียวกันชนเผ่านี้ได้สืบทอดการเรียนรู้ระบบธรรมชาติ ระบบนิเวศที่ลึกซึ้งและพัฒนาระบบนี้ให้เอื้อต่อความยั่งยืนของระบบการผลิตอย่างสมดุล ดังบทลำนำที่ว่า

“เดะ ก่อ เกอะ ตอ ก่อ เหม่ เซ ตา โดะ เดะ มอ เกอะ วอ เค”

“ถ้าทำกินในป่า และรักษาได้อย่างดี ในที่สุดฝูงกระทิงจะกลับมากินโป่งดินที่เคยกินมาก่อน”

“กระทิงมากินโป่งดิน” หมายถึงความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง ตราบใดที่ชุมชนสามารถจัดระบบการทำมาหากินได้อย่างยั่งยืน ก็จะทำให้ระบบนิเวศยั่งยืนได้ด้วย

ผู้เฒ่าผู้แก่ทั้ง ๒ ชุมชน ได้ยกตัวอย่างของการสร้างป่าใหม่โดยรูปแบบการ “เจ๊าะฉึ่ย” แปลว่า เวียนทำกินในพื้นที่ป่าหมดสภาพให้กลายเป็นป่าในเวลารวดเร็ว โดยใช้ระบบการปล่อยให้เป็นไร่ซาก ปัจจัยอีกประการของการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในไร่ซากก็คือ วัวควายที่ไปกินหญ้าและวัชพืชในไร่ซาก ทำให้ป่าไร่ซากฟื้นตัวได้รวดเร็ว ฉะนั้นจะเห็นว่าชนเผ่ากะเหรี่ยงมักทำไร่ทำนาควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ เพราะพื้นที่ไร่ซากเป็นพื้นที่สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ดีที่สุด จากปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้ค้นพบว่าระบบไร่หมุนเวียนสร้างป่าไร่ซากนั่นเอง

ทฤษฎีนี้สามารถอธิบายภาพรวมของพื้นที่ป่าในประเทศไทยได้ว่า ที่ใดมีชนเผ่ากะเหรี่ยงและลัวะอาศัยอยู่โดยทำการผลิตแบบไร่หมุนเวียน ย่อมหมายความว่าป่าบริเวณนั้นยังหนาแน่น นับตั้งแต่ทุ่งใหญ่นเรศวรจนถึงป่าในเขตภาคเหนือ ซึ่งเป็นผลจากการกระทำของมนุษย์โดยเฉพาะระบบชีวิตที่ใช้ระบบไร่หมุนเวียนและการเลี้ยงสัตว์ของชุมชนแบบพึ่งตนเอง

นอกจากนั้น ภูมิปัญญาในการบำรุงรักษาต้นข้าวและพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบบไร่หมุนเวียน ได้แก่

ประการที่ ๑ ไร่หมุนเวียนเป็นการผลิตที่เป็นพืชรวม มีพันธุ์พืชหลากหลายดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นความหลากหลายของพันธุ์พืชเอื้ออำนวยกันและกันในการใช้ธาตุอาหาร และผลิตธาตุอาหารให้แก่กันอีกด้วย จึงเป็นแม่แบบของการเกษตรยั่งยืนที่อาศัยธรรมชาติทั้งระบบ และสามารถอธิบายเป็นวิทยาศาสตร์ได้

ประการที่ ๒ ชนเผ่ากะเหรี่ยงมีเครื่องมือ “เกลาะหน่อ” แปลว่า “ถอนหญ้า” โดยใช้ “คละ” (เครื่องมือชนิดหนึ่งใช้ถอนหญ้าในไร่ข้าว) ซึ่งมีลักษณะพิเศษ คือ เหล็กโค้งงอเข้าหาด้ามทำให้เวลาถอนหญ้าจะเข้าไม่ลึก และเป็นการพรวนดินใต้ต้นข้าวโดยไม่กระทบรากของต้นข้าวอีกด้วย ขณะที่ถอนหญ้าจะกองหญ้าที่ถอนเป็นกอง ๆ เพื่อให้เน่าเปื่อยและกลายเป็นปุ๋ยให้กับต้นข้าวต่อไป การถอนหญ้าจะถอนราว ๓ รอบ ก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียกว่า แม่หญ้า และหลานหญ้า ส่วนในพื้นที่อุดมสมบูรณ์ของไร่ซากแก่ที่เรียกว่า “ดู บะ ฉึ่ย เจ๊าะ” จะถอนหญ้าเพียง ๒ รอบ เพราะต้นข้าวงอกงามดีและปกคลุมหญ้าได้หมด ในที่สุดหญ้าจะตายไปเอง และไม่สามารถงอกใหม่ได้อีก

ประการที่ ๓ ภูมิปัญญาในการกำจัดโรคข้าวโดยใช้ระบบธรรมชาติพึ่งพาธรรมชาติดังตัวอย่าง เช่น การเอาหนังของ “พลี” (หมูดิน) มาเผาในไร่ ทำให้ต้นข้าวหายจากโรคใบเหลืองได้และจะงอกงามมากกว่าเดิม เป็นต้น

ภูมิปัญญาเหล่านี้เป็นการอาศัยระบบธรรมชาติให้พึ่งพาธรรมชาติ เช่น การกำจัดวัชพืชโรคต่าง ๆ โดยใช้สมุนไพร ทำให้ไม่กระทบต่อระบบนิเวศ นับว่าเป็นภูมิปัญญาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันได้มีการค้นคว้าเกี่ยวกับการปลูกพืชปลอดสารเคมี ซึ่งชนเผ่ากะเหรี่ยงที่ทำไร่หมุนเวียนได้ปฎิบัติมานานแล้วนับร้อยปี จึงนับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่ามากในการรักษาระบบนิเวศและสร้างความยั่งยืน โดยใช้กระบวนการธรรมชาติทั้งระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ชาวบ้านบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง ยังมีความรู้ในการเลือกข้าวเพื่อปลูกให้เหมาะสมกับระบบนิเวศอีกด้วย ได้แก่ ข้าวฮ้าว ปลูกในที่ชัน ตามเนินเขาที่มีดินแข็ง ข้าวนึ่งปงและข้าวกล่ำปลูกในที่ราบ นอกจากนั้น การหยอดข้าวบางพันธุ์เช่นข้าวฮ้าว ซึ่งแตกกอง่าย ใส่เพียงหลุมละ ๓-๕ เมล็ดก็เพียงพอแล้ว ขณะที่ข้าวปง (ไป่เหล่อ) ต้องใส่มากกว่า เพราะมีกลิ่นหอมทำให้สัตว์ชอบมากิน เป็นต้น

จากคำบอกเล่าของชาวบ้านแม่อุมพาย นาเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาอยู่ในวิถีชีวิตของพวกเขา เมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ทว่าไร่หมุนเวียนเป็นองค์ความรู้ หรือเทคโนโลยีที่อยู่กับพวกเขามาตลอดหลายชั่วอายุคน แสดงให้เห็นว่า ในอดีตชาวบ้านได้พึ่งพาระบบไร่หมุนเวียนในการผลิตอาหารให้กับชุมชนและได้มีการสั่งสมองค์ความรู้ดังกล่าวไว้อย่างเหนียวแน่น ผ่านจารีตประเพณี วัฒนธรรมของตนเอง

ความเข้าใจที่ว่าสามารถปลูกข้าวที่ไหนก็ได้บนภูเขา นับว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดพลาด เนื่องจากพื้นที่ที่เหมาะสมในการเป็นข้าวไร่นั้น มีระบบนิเวศที่เฉพาะเจาะจง เนื่องด้วยภูมิปัญญาที่สั่งสมกันมา ทำให้เกิดกระบวนการสร้างระบบนิเวศที่เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกข้าวในพื้นที่ลาดชันสูง ความอุดมสมบูรณ์ไม่มากนัก ทั้งนี้เนื่องจากในระบบนิเวศที่มีความอุดมสมบูรณ์น้อยเกินไป หรือมีความอุดมสมบูรณ์มากเกินไปจะไม่เหมาะสมกับการเพาะปลูกข้าวไร่ ทั้งนี้เพราะพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากเกินไปจะทำให้ต้นข้าวมีใบมากแต่เมล็ดข้าวลีบ หรือได้ผลผลิตไม่มากนัก เช่นเดียวกับพื้นที่ที่ไม่อุดมสมบูรณ์เลยมักจะไม่ได้ผลผลิตเท่าไรนัก ดังนั้นชาวปกาเกอะญอจึงมีวิธีการคัดเลือกพื้นที่เพื่อเพาะปลูกข้าว ซึ่งจะเรียกพื้นที่ดังกล่าวว่า “ดูละ” ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ที่เหมาะสมในการนำมาเพาะปลูกข้าว เพราะหากน้อยกว่านี้ก็จะเพาะปลูกข้าวไม่ได้มากนัก ในขณะที่หากปล่อยทิ้งไว้ต่อไปความอุดมสมบูรณ์จะมากเกินไปทำให้ไม่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกข้าว ดังนั้น ชาวปกาเกอะญอจึงมีกระบวนการที่สร้างให้เกิดพื้นที่เหมาะสมในการเพาะปลูกข้าว คือ การทำไร่หนึ่งปี แล้วปล่อยให้ไร่ข้าวฟื้นตัว ๗-๑๐ ปี ซึ่งชาวบ้านจะมีวิธีการสังเกตว่าพื้นที่ใดเป็น “ดูละ” แล้ว เช่นเดียวกันกับบ้านแม่อุมพายที่ได้สร้างระบบหรือกระบวนการสร้างพื้นที่ใหม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าวเช่นกัน แต่กระทำในลักษณะเป็น “ผืนใหญ่” กล่าวคือ ชาวบ้านจำนวนมากทำไร่ในบริเวณเดียวกันเป็นบริเวณกว้าง แล้วปล่อยทิ้งให้ฟื้นตัว ๗-๑๐ ปี แล้วจึงกลับมาปลูกข้าวอีกครั้ง

ระบบไร่หมุนเวียนของบ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างการเกษตรกับป่า ระหว่างทำไร่พื้นที่จะถูกเปิดโล่งเพื่อการเพาะปลูก ภายหลังจากสิ้นสุดการทำไร่ พื้นที่ก็จะถูกพักเพื่อให้ต้นไม้ค่อย ๆ ฟื้นตัวตามธรรมชาติ จนกลายเป็นป่าชั้นที่สองที่มีแร่ธาตุสะสม ซึ่งต่อมาก็จะกลายเป็นปุ๋ยให้กับพืชหลังจากตัดและเผาเป็นขี้เถ้า ป่าชั้นที่สองมีคุณค่าต่อระบบนิเวศในด้านของการเป็นป่าปกคลุม (Forest Cover) มีหน้าที่ช่วยในการควบคุมน้ำได้ หรือเป็นแหล่งต้นน้ำ ในขณะเดียวกัน ไร่เหล่าก็มีคุณค่าทั้งต่อชาวบ้าน สัตว์ป่า และระบบนิเวศ ไร่เหล่าอายุแตกต่างกันก็จะปกคลุมไปด้วยพืชแตกต่างกัน เป็นแหล่งอาหารและพืชสมุนไพรของชาวบ้าน ระหว่างที่พักที่ดิน ไร่เหล่าช่วงอายุต่าง ๆ ก็จะมีประโยชน์ต่อสัตว์ป่าต่างชนิดกัน ไร่เหล่าอายุน้อยจะเป็นแหล่งอาหาร ที่พักอาศัยของวัวควาย และเป็นแหล่งอาหารของชุมชน ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งอาศัยและหลบภัยของสัตว์ป่า ต้นไม้ที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ก็ช่วยในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าและสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้สูงขึ้น

ไร่เหล่ามีคุณค่าต่อระบบนิเวศในการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การสงวนและรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และตอบสนองต่อการดำรงชีวิตของชุมชนบนที่สูง แม้ว่าระบบไร่หมุนเวียนมักถูกมองว่าเป็นระบบการผลิตที่เป็นปรปักษ์กับพื้นที่ต้นน้ำ แต่ทว่าลักษณะทางธรรมชาติของไร่เหล่าที่เป็นป่าชั้นสอง (Secondary Forest) ช่วยรักษาระบบนิเวศต้นน้ำอย่างมีนัยสำคัญ สามารถสรุปได้ว่า ระบบไร่หมุนเวียนในวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านเป็นกระบวนการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าว และเก็บรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชีวิตชุมชน การดำรงอยู่ของระบบไร่หมุนเวียนไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวระบบไร่อย่างเดียว แต่ต้องอาศัยและเกื้อกูลกับระบบอื่น ๆ ทั้งระบบนิเวศ ระบบสังคม ความหลากหลายของพืชอาหารนอกจากเกิดจากตัวระบบไร่เองแล้ว ยังเกิดจากการและเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว ทั้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และระหว่างกลุ่มชุมชนต่าง ๆ ทั้งในภูมินิเวศเดียวกันหรือต่างภูมินิเวศ ทำให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น ฉะนั้น การรักษาสายพันธุ์ข้าวและความหลากหลายของพืชอาหาร หรือการสูญหายของพันธุ์ข้าวและพืชอาหาร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหลัก ๒ ประการ คือ ประการแรก การเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ประการที่สอง เงื่อนไขของการรบกวนระบบไร่หมุนเวียน จากนโยบายรัฐและการพัฒนา

ในประเด็นปัญหาความสมดุลของระบบนิเวศกับการทำไร่หมุนเวียน ชาวบ้านหินลาดในยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนจะช่วยสร้างความสมดุลของระบบนิเวศลุ่มน้ำ ในระบบความรู้ของชาวบ้าน หากให้ความหมายต่อสิ่งที่เรียกว่า “ป่า” หรือ “ปก่า” ในภาษาของชาวบ้านสิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องมองพื้นที่ป่าอย่างมีชีวิต หมายความว่า ต้องมองว่าโดยกฏของธรรมชาติแล้วพื้นที่ป่าย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้แก่การเกิด แก่ เจ็บ ตาย พื้นที่บางส่วนอาจเป็นป่าที่กำลังเกิด ป่าบางพื้นที่กำลังเติบโต ป่าบางแห่งกำลังอยู่ในวัยฉกรรจ์ และป่าบางแห่งกำลังอยู่ในวัยชรา ชาวบ้านเข้าใจว่าระบบการทำไร่หมุนเวียนเป็นการกระทำที่ทำให้ระบบป่ามีชีวิตที่สมบูรณ์ เพราะว่าการทำไร่หมุนเวียนช่วยทำให้พืชพันธุ์ไม้ที่เติบโตในผืนป่าของหมู่บ้านมีการปรับเปลี่ยนอายุและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน พืชพันธุ์ไม้เหล่านั้นมีความแตกต่างหลากหลายของอายุ ทั้งในส่วนที่อยู่ในช่วงวัยทารก วัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ และวัยชรา หากสภาพป่าอยู่ในลักษณะนี้ กล่าวได้ว่าเป็นผืนป่าที่สมบูรณ์

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี (อ้างแล้ว) การปลูกข้าวให้พอกิน ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนกะเหรี่ยงแต่การที่จะปลูกข้าวให้พอกินนั้น ไม่ได้อาศัยลำพังความรู้ในเรื่องการทำไร่ (เฉ่อสึย่าหม่องอองขะ) เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะต้องมีความรู้ที่สำคัญในทางนิเวศวิทยาอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ในเรื่องป่า อันเป็นพื้นที่ใช้ในการทำไร่หมุนเวียน ความรู้ในเรื่องภูมิอากาศโดยเฉพาะเรื่องฝนอันเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญยิ่งในระบบการทำไร่หมุนเวียน เป็นต้น

องค์ประกอบของความรู้ต่าง ๆ มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน การแปรผันของปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งจะมีผลกระทบต่อระบบการผลิตโดยรวมความรู้นิเวศวิทยาของชุมชนซึ่งใช้ในการจัดการระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนนี้จึงถือเป็นหัวใจของการดำรงชีวิตในชุมชน

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นคุณลักษณะพิเศษของระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงที่แตกต่างจากชนกลุ่มอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตป่าเหมือนกัน คือ การเลือกทำเลที่ตั้งถิ่นที่อยู่อาศัย ซึ่งรวมทั้งการตั้งบ้านและพื้นที่ในการทำไร่ ผู้เฒ่าของหมู่บ้านเกริงบอกล่าวว่า จุดที่เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านในปัจจุบันมีความเหมาะสมทั้งนี้เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบ มีความลาดชันไม่มาก มีแม่น้ำไหลผ่านและไม่อยู่ติดภูผา คนกะเหรี่ยงจะไม่อยู่ในที่สูงหรือป่าใหญ่ซึ่งมีไม้ใหญ่ สภาพป่าในบริเวณที่ตั้งของหมู่บ้านเกริงบอจึงเป็นป่าไม้เบญจพรรณซึ่งมีไม้ไผ่เป็นไม้หลักสลับกับป่าเต็งรัง ซึ่งมีไม้พลวงเป็นไม้หลัก

ภายใต้ระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวเกริงบอ ที่เลือกใช้ป่าไม้เป็นที่ดินในการปลูกข้าวแปลงหนึ่งในระยะเวลา ๑ ปี แล้วทิ้งให้พื้นที่ป่ามีการพักและฟื้นตัวขึ้นในระยะเวลา ๗-๑๐ ปี แล้วจึงวนกลับมาใช้พื้นที่อีกครั้งหนึ่งเป็นระบบที่มีความซับซ้อน และจำเป็นต้องอาศัยความรู้หลายประเภทเกี่ยวกับเรื่องป่า เรื่องภูมิอากาศ เรื่องพืช เรื่องสัตว์ เรื่องสิ่งคุ้มครองธรรมชาติ เป็นต้น ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้จะถูกนำมาใช้ผสมผสานเกี่ยวโยงกันตลอดช่วงเวลาของการผลิต ดังจะได้จำแนกลำดับ ๕ ขั้นตอนของการทำไร่หมุนเวียนต่อไปนี้

๑) การเลือกพื้นที่ (ช่วงเดือนมกราคม) ป่าไผ่ถือเป็นป่าที่มีความเหมาะสมที่สุดในการทำไร่ข้าว ชาวกะเหรี่ยงถือเป็นชนชาติที่มีความรู้เกี่ยวกับป่าไผ่ และนิเวศวิทยาของป่าชนิดนี้ดีที่สุดชนชาติหนึ่ง ความเหมาะสมของป่าไผ่ในการทำไร่ข้าว เนื่องจากเหตุผล ๒-๓ ประการ คือ (๑) ดินในบริเวณป่าไผ่เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นดินสีดำที่มีธาตุอาหารสูง ปลูกข้าวแล้วงอกงามดี (๒) ป่าไผ่เป็นป่าที่มีอายุของการฟื้นตัวเร็ว ภายในระยะเวลาเพียงไม่ถึง ๑๐ ปี และ (๓) ไม้ใหญ่ในป่าไผ่มีอยู่ไม่มากนัก เนื่องจากชนิดไม้ที่มีสัดส่วนมากที่สุด คือ ไม้ไผ่ ทำให้ขั้นตอนของการถางไร่ ตลอดจนรื้อไร่ และเผาไร่ เป็นขั้นตอนที่ใช้แรงงานไม่มาก ชนิดของป่าจึงเป็นปัจจัยอันหนึ่งในการกำหนดลักษณะการทำไร่ ชาวกะเหรี่ยงจะไม่ทำไร่ในป่าดงดิบ ทั้งนี้คนกะเหรี่ยงมักให้เหตุผลว่าไม่สามารถทำงานหนักในการถางไร่ในป่าใหญ่อย่างนั้นได้ เพราะมีมีดและขวานเท่านั้น และหากคนกะเหรี่ยงทำไร่ในเขตที่สูงอันเป็นพื้นที่ป่าดงดิบ ย่อมหมายถึงว่า คนกะเหรี่ยงเองจะต้องเปลี่ยนแบบแผนการผลิตจากที่เคยทำไร่หมุนเวียนแบบ Short cultivation – Long fallow มาเป็นการทำไร่แบบ Long cultivation – Short fallow ซึ่งเป็นระบบผลิตที่คนกะเหรี่ยงไม่คุ้นเคย

ป่าไผ่ที่นิยมใช้ในการทำไร่มากที่สุดคือ ป่าไผ่ปล้องยาว ถือกันว่าดินในป่าไผ่ปล้องยาวเป็นดินที่มีคุณภาพดีที่สุด ป่าไผ่ที่ใช้ในการทำไร่มักมีอายุไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ในช่วง ๑๐-๑๕ ปี พื้นที่ ๆ จะใช้ในการทำไร่ข้าวจะต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นที่ราบ ไม่ลาดชันจนเกินไปนัก เนื่องจากจะช่วยรักษาคุณภาพของดินไม่ให้ถูกชะล้างทำลายไปในช่วงฤดูฝน

๒. การถางที่ ตากไร่ และเผาไร่ (เดือน ก.พ.-พ.ค.)จะทำภายหลังจากการเลือกพื้นที่แล้ว ชาวบ้านจะต้องกะระยะเวลาของการถางไร่และตากไร่ไม่ให้อยู่ในช่วงที่ฝนตก เพราะจะทำให้ไร่ชื้นแฉะและเผายาก ขั้นตอนการเผาไร่ถือว่ามีความสำคัญ เพราะการเผาไร่ที่ดี จะทำให้ดินมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์จากเถ้าถ่านของต้นไม้ที่ถูกเผา ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและงอกงามดี หากไร่ที่ผ่านการเผาที่ไม่สมบูรณ์นอกจากจะทำให้ต้นข้าวขาดธาตุอาหารที่เพียงพอแล้ว ยังทำให้หญ้าอันเป็นวัชพืชเจริญเติบโตขึ้นแข่งกับต้นข้าวอีกด้วย การเผาไร่ของระบบเกษตรกรรมในที่สูงนั้น ได้รับการยืนยันว่าเป็นขั้นตอนเดียวที่จะนำเอาธาตุอาหารจากพืชกลับลงสู่ดิน

๓. การหยอดข้าว (เดือนมิถุนายน) จะเริ่มเมื่อฝนแรกเริ่มตกติดต่อกันมาจนดินชุ่มชื้นในราวเดือนมิถุนายน หากหยอดข้าวก่อนที่ฝนจะเริ่มตก เมล็ดข้าวที่หยอดไว้จะถูกนก และสัตว์ต่าง ๆ มากัดกินเสียหายได้ ในพื้นที่ไร่นั้นจะมีการวางผังการเพาะปลูกเป็นอย่างดี เพื่อให้ข้าวแต่ละชนิดเจริญเติบโตในที่ดินที่เหมาะสม และเพื่อให้มีพืชผักเป็นอาหารตลอดช่วงฤดูฝน และฤดูหนาว ข้าวแต่ละพันธุ์จะมีลักษณะของต้นข้าว เมล็ด และอายุการเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการวางผังการหยอดข้าวไร่ นอกจากจะปลูกข้าวไร่พันธุ์ที่ตนเองชอบและถือว่ามีรสอร่อยแล้ว จะต้องเลือกปลูกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพของที่ดิน ทั้งนี้อายุของข้าวที่แตกต่างกันจะทำให้เจ้าของไร่สามารถจัดวางเวลาและแรงงานที่เหมาะสมในการเกี่ยวข้าวได้ ไม่ทำให้งานหนักเกินไปในช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว

การปลูกข้าวหลายชนิดในแปลงเดียวกัน มีประโยชน์ในแง่ที่เป็นหลักประกันว่าจะมีข้าวพอกินในแต่ละฤดูกาลผลิตอีกด้วย เพราะหากข้าวพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งต้องประสบกับปัญหาศัตรูพืชรบกวน หรือเป็นโรค ทำให้ได้ผลผลิตไม่ดีนัก ก็ยังมีข้าวพันธุ์อื่น ๆ เหลืออยู่ เพราะปกติปัญหาโรคพืช หรือเพลี้ยที่เกิดกับข้าวมักเป็นกับสายพันธุ์ใดสายพันธุ์หนึ่ง การใช้พันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลายของสายพันธุ์จึงเป็นการควบคุมและป้องกันศัตรูพืชและโรคพืชไปในตัว

๔. การควบคุมวัชพืช และโรค การกำจัดวัชพืช หรือ ที่เรียกกันว่า เสียหญ้า นั้นถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากอันหนึ่ง เพราะไร่ข้าวที่มีหญ้าขึ้นมากย่อมทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดี การเสียหญ้า ถือเป็นขั้นตอนปลายสุดของการควบคุมวัชพืชแล้ว ทั้งนี้การที่จะป้องกันไม่ให้ไร่ข้าวของตนมีหญ้าขึ้นมากจนเกินไป จะต้องเอาใจใส่ตั้งแต่ขั้นตอนในตอนต้น นั่นคือการเลือกพื้นที่ และการเผาไร่การเลือกไร่ซากที่มีอายุมากจะเป็นการป้องกันวัชพืชในเบื้องต้น เพราะในป่าไผ่ที่มีอายุมากไม้ใหญ่จะขึ้นปกคลุมอาณาบริเวณและไม่ค่อยมีหญ้า นอกจากนี้ ดินในป่าแก่จะนิ่ม ซึ่งทำให้ข้าวแตกกอดี ขึ้นเร็ว ปกคลุมหญ้าได้ ในขณะที่ป่าที่มีอายุอ่อนและไม้ใหญ่ยังไม่ขึ้นมาก จะปรากฏว่ามีหญ้าวัชพืชอยู่มากมาย ดินมีสภาพแข็งข้าวแตกกอได้ไม่ดี ไร่ข้าวที่เลือกพื้นที่ป่าที่มีอายุมาก เจ้าของไร่จะเบาแรงในการเสียหญ้าได้มาก

การเผาไร่ก็เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญต่อการควบคุมวัชพืช ไร่ที่เผาไม่ดีจะมีผลต่อธาตุอาหารในดิน และทำให้เชื้อของวัชพืชต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ ถูกทำลายไปหมด และเติบโตแข่งขันกับข้าวในเวลาต่อมา ชาวกะเหรี่ยงมีวิธีการป้องกันแมลงในไร่ข้าวด้วยวิธีทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน เช่น หลังจากอธิษฐานแก่ซ่งธะรีและพิบุ๊โย เจ้าของไร่ที่แมลงมารบกวนต้นข้าวจะนำเอาเปลือกไม้ประดู่แช่น้ำ นำไปเทและโรยใส่บริเวณตอนบนของไร่ เพื่อให้น้ำและยางไม้ประดู่ไหลซึมไปสู่ลำต้นและใบของข้าว เป็นการป้องกันมิให้แมลงศัตรูพืชมาทำลายต้นข้าว

๕. การเกี่ยวข้าว ตีข้าว และนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง (พ.ย.-ธ.ค.) ช่วงสุดท้ายของการเจริญเติบโตของข้าว คือการเริ่มตั้งท้อง และออกรวง ปัจจัยทางธรรมชาติที่มีความสำคัญมากในช่วงนี้ คือ ฝน โดยที่เมื่อข้าวเริ่มออกรวงในเดือนกันยายน หากได้รับน้ำฝนอย่างพอเพียงก็จะทำให้เมล็ดข้าวงอกงามดีสมบูรณ์ ในทางตรงข้ามหากฝนไม่ตก เมล็ดข้าวที่ออกมาจะมีลักษณะลีบเล็ก และปริมาณไม่มาก น้ำค้างในยามเช้าของต้นฤดูหนาวอาจช่วยได้บ้าง ฝนที่ตกในตอนกลางคืนจะมีผลดีมากกว่าฝนที่ตกในตอนกลางวันในช่วงนี้เนื่องจากในตอนกลางวันจะเป็นช่วงเวลาที่ดอกข้าวเปิดกลีบ การที่ฝนตกหนักจะทำให้ชะเอาเกสรของดอกข้าวไปจนหมด ทำให้ผึ้งไม่สามารถช่วยผสมเกสรได้ดีเท่าที่ควร

ชาวบ้านบ้านสเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขะบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวรเช่นกัน เลือกทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากที่จะต้องทิ้งไว้ไม่ต่ำกว่า ๕ ปี เพราะหญ้าใต้ต้นไม้ค่อนข้างโปร่ง ลำไม้ไผ่มีขนาดพอเหมาะ ดินมีความอุดมสมบูรณ์ มีไม้ล้มลุกประเภทว่าน เช่น ว่านพุช่องเกาะ ว่านพุเคว่ ว่านลากือชอง ว่านลากือชา ที่บอกถึงความเย็นของดิน และต้องเป็นป่าไผ่ ซึ่งป่าไผ่ที่มีอยู่มีหลายชนิดด้วยกัน เช่น วากรือ, วาซู, วาหมี่, วาผะดู, วาป่วย, วาเหล่, วาพร่อง, วาชองคี, วากลี, วาบ่อง, และวาจั่ว ไผ่แต่ละชนิดจะขึ้นอยู่ในพื้นที่ที่แตกต่างกันและจะไม่ขึ้นปะปนกัน เช่น วาตู และวาช่องคีจะอยู่บนยอดเขา บนหน้าผาที่มีหินซึ่งชาวบ้านจะไม่เลือกทำไร่ วาพร่องขึ้นบนที่ราบ ทำไร่ได้แต่ได้ผลผลิตไม่ดีเพราะเนื้อดินแห้ง เป็นดินร่วน ดังนั้นชนิดของป่าไผ่ที่ทำไร่ได้ดี เช่น วากรือ, วาหมี่, วาผะดู, วาป่วยและวาเหล่ เพราะดินดีมีความชื้นและไม่ร่วน (ส่วยจีโหม่ง สังขวิมล และคณะ, ๒๕๕๔)

ทัศนีย์ หิรัญวงษ์ (๒๕๔๖) ศึกษาเรื่องการถ่ายทอดภูมิปัญญาด้านนิเวศวิทยาของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ผลการศึกษาในประเด็นเรื่องการประกอบอาชีพ พบว่าอาชีพหลักของชาวกะเหรี่ยงคือการทำไร่ ชาวกะเหรี่ยงทุกคนต้องทำไร่ นอกจากข้าวแล้วยังมีพืชผักสวนครัวอีกมากที่ปลูกปนอยู่กับข้าว ถือว่าเป็นสวนที่มีพืชผักบริโภคมากมาย ซึ่งจะทยอยให้ผลผลิตทีละชนิดไม่พร้อมกัน การทำไร่หมุนเวียนของไร่ชาวกะเหรี่ยงใน ๑ รอบนั้นจะประกอบไปด้วยพื้นที่ ๕ ลักษณะคือ

๑. ดูละ เป็นป่าพื้นที่ป่า ฟื้นตัวจากการทำไร่แล้วและเหมาะแก่การหวนกลับมาตัดฟันเพื่อเปิดพื้นที่ทำไร่ใหม่

๒. คึ เป็นพื้นที่ที่ได้ทำกิจกรรมในปีนั้น ๆ โดยจะเริ่มตั้งแต่การตัดฟันไม้ในไร่นา ถางที่ เผา เพาะปลูกข้าว จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วเสร็จ

๓. ฉกี่วา เป็นพื้นที่หลังการเก็บเกี่ยวที่ถูกทิ้งไว้ รอเวลาให้ฟื้นตัว ในช่วง ๑-๒ ปี ซึ่งต้นไม้ยังไม่เติบโตมากนัก แต่ยังพอมีผลผลิตที่เหลือจากการทำไร่หลงเหลือให้เก็บกินอยู่ได้ เช่น ข่า ขมิ้น เผือก มัน พื้นที่ลักษณะนี้จะใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ด้วย

๔. ฉกี่ยะ เป็นพื้นที่ป่า ฟื้นตัวจากการทำไร่เป็นปีที่ ๔ ขึ้นไป ไม้ในป่าเริ่มเติบโตใหญ่กลายเป็นป่าขนาดเล็ก สามารถนำไม้มาซ่อมแซมบ้านเรือน ทำรั้วหรือทำฟืนได้และถ้าหากเจ้าของไร่พิจารณาเห็นว่าสมควรกลับมาทำกินอีก ก็จะเข้าสู่ช่วง ดูละ ใหม่อีกครั้งหนึ่ง

๕. ปกา คือฉกี่บะที่ปล่อยให้เติบโตโดยไม่ตัดฟัน ก็จะเริ่มกลายสภาพเป็นป่า หรือป่าที่โตเต็มที่แล้ว

งานศึกษาของประเสริฐ ตระการศุภาร (อ้างแล้ว) อธิบายถึง ภูมิปัญญาในการจัดการระบบไร่ซากในการทำไร่หมุนเวียนว่าหมายถึง วิธีการทำไร่ข้าวและพันธุ์พืชอื่น ๆ โดยวิธีการโค่นหรือเผาในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลเพาะปลูก แล้วย้ายไปปลูกในพื้นที่อื่นในปีถัดไป และจะปล่อยให้พื้นที่ไร่เก่าฟื้นตัว เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจใช้เวลา ๖-๘ ปีขึ้นไปจึงจะเวียนกลับมาทำไร่ในพื้นที่เดิม โดยหมุนเวียนต่อเนื่องกันไป หรือระบบนี้เรียกว่า การทำไร่ในเวลาอันสั้น ทิ้งป่าให้ฟื้นตัวในระยะยาว (Short Cultivation Long Faloow) (Kunstadter, ๑๙๗๘)

ในระบบไร่หมุนเวียนจะมีคำว่า “คึ” แปลว่า “ไร่ปัจจุบัน” และ “ฉึ่ย” แปลว่า “ไร่ซาก” หรือ “ไร่เหล่า” (ภาษาเหนือ) ซึ่งชนเผ่ากะเหรี่ยงจะไม่เรียกแยกทีละคำ แต่จะเรียกติดกันคือ “ฉึ่ย-คึ” แปลว่าไร่ซาก-ไร่ปัจจุบัน หรือ ไร่ที่มีระบบไร่ซาก

ภูมิปัญญาในการจัดการระบบไร่ซากมีความสัมพันธ์ในการสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ ชนเผ่ากะเหรี่ยงมีคำพูดหนึ่งที่ว่า “ดู บะ ฉึ่ย เจ๊าะ” แปลว่า “ไร่ซากที่เหมาะสมและอุดมสมบูรณ์” ซึ่งถือเป็นคำพูดที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของไร่ซากที่กะเหรี่ยงทุกคนใฝ่ฝันอย่างสูงสุดที่จะทำกินในไร่ซากประเภทนี้และเพื่อที่จะได้มาซึ่งไร่ซากที่มีความสมบูรณ์แบบนี้ จำเป็นต้องพึ่งพารูปแบบการหมุนเวียนที่พัฒนาตามหลักธรรมชาติของระบบนิเวศดังต่อไปนี้ เริ่มต้นด้วย “คึ” เป็นไร่ข้าวปีที่ทำกิน ซึ่งจะเต็มไปด้วยต้นข้าวและพันธุ์พืชหลากหลายที่อยู่ในระบบการทำมาหากินของไร่หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า ๔๐ ชนิด งอกงามขึ้นเต็มไปหมดในผืนไร่หมุนเวียน จากนั้นพอหมดปีการผลิตจะเปลี่ยนคำเรียก “คึ” เป็น “ฉึ่ย” ซึ่งหมายถึง “ไร่ซาก” หรือ “ไร่เหล่า”

ฉึ่ยหรือไร่ซากปีที่ ๑ นั้น ปกาเกอะญอจะเรียกว่า “ฉึ่ย เอาะ เม” หรือ “หล่อ ข่อ ปู” เป็นไร่ซากปีแรกที่เจ้าของไร่ยังมีความผูกพันมาก ต้องเวียนกลับมาเก็บผลผลิตที่ยังมี พร้อมทั้งจะแวะกลับมากินข้าว เพราะยังมีพืชพันธุ์ธัญญาหารในไร่ซากอยู่จึงเรียก “ฉึ่ย เอาะ เม” แปลว่า ไร่ที่แวะกินข้าวหรือ “หล่อ ข่อ ปู” แปลว่ากองฟางตรงที่นวดข้าวบริเวณนี้จะมีสัตว์ต่าง ๆ เช่น หนูป่า นกกระทา ไก่ป่า มาอาศัยและคนสามารถดักจับได้ไม่ยาก

ไร่ซากปีที่ ๒ เรียกว่า “ฉึ่ย วา” แปลว่า ไร่ซากข้าว ซึ่งหมายถึง ถ้ามองจากที่ไกลจะเห็นไร่ซากเป็นสีขาว เพราะยังมีตอข้าวและฟางข้าวรวมทั้งตอไม้และท่อนไม้เป็นสีขาวเต็มไปหมด ในฉึ่ยวา นี้เรายังสามารถเก็บผลผลิตที่เหลือไว้ เช่น พริก มะเขือ เผือก มัน ถั่ว เป็นต้น

ไร่ซากปีที่ ๑ และปีที่ ๒ เป็นแหล่งอาหารของชุมชนและสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่บริเวณรอบไร่ เช่น นก หนู ชนิดต่าง ๆ สัตว์เหล่านี้จะออกมาหากินและอาศัยอยู่ในบริเวณไร่นี้ ส่วนชุมชนนั้นนอกจากได้เก็บพืชพันธุ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในไร่แล้ว ยังถือโอกาสดักสัตว์มาเป็นอาหารด้วย เช่น นกกระทา และหนูป่า เป็นต้น ชนเผ่ากะเหรี่ยงผูกพันกับไร่ซากมากจนร้องออกมาเป็นบทลำนำว่า

“แล เลอะ ฉึ่ย ปู ห่อ วอ พอ โดะ ดอ เออ บุ เลอะ แหมะ ที เกอะ ลอ” แปลว่า “กลับไปดูไร่ซากเจอดอกกะเพราแดงบานสะพรั่งทำให้คิดถึงวันคืนที่ผ่านมาจนน้ำตาเกือบไหลออกมา”

ไร่ซากปีที่ ๓-๔ เรียกว่า “ฉึ่ย เบาะ ปู” แปลว่า ไร่ซากที่ไม้เริ่มงอกงามใหม่ จะมีทั้งหญ้าและต้นไม้หลากหลายชนิด ในช่วงนี้หญ้า เถาวัลย์ ต้นไม้จะขึ้นเต็มไปหมด รวมทั้งสัตว์ประเภทต่าง ๆ เข้ามาอาศัยหากินใน ฉึ่ย เบาะ ปู ซึ่งมีระยะเวลาราว ๒ ปี

“ฉึ่ย เบาะ ปู” เป็นป่าบริเวณที่หญ้ารกมากที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงมีความหลากหลายของพันธุ์หญ้าและพันธุ์พืชมากมาย รวมทั้งสัตว์นานาชนิดทั้งเล็กและใหญ่พากันมาอาศัยและขยายพันธุ์ในไร่ซากช่วงระยะปีที่ ๓-๔ นี้ นับว่าเป็นระบบที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์พืชและสัตว์ซึ่งในป่าดั้งเดิมนั้น พันธุ์พืชและสัตว์เหล่านี้ไม่สามารถงอกงามและขยายพันธุ์ได้

ดังนั้นจะเห็นว่าระบบไร่ซาก เป็นแหล่งที่ช่วยเพาะพันธุ์พืชและสัตว์ สร้างความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากมาย อีกทั้งชุมชนสามารถอาศัยพืชหลายชนิดในไร่ซากมาทำเป็นยาสมุนไพรซึ่งหาไม่ได้ในป่าดั้งเดิม

ไร่ซากปีที่ ๕-๖ เรียก “ฉึ่ย ลุ ถ่อ” จะเป็นช่วงที่ต้นไม้เริ่มสูงกว่าหญ้าบริเวณใต้ต้นไม้ที่เป็นเถาวัลย์และหญ้าจะโปร่งขึ้น สัตว์ปีกประเภทต่าง ๆ เช่น นก ไก่ป่า รวมทั้งกระรอก มักจะแวะเวียนมาอาศัยนอนในเวลากลางคืน ในไม้ในหญ้าที่คลุมหน้าดินเริ่มเน่าเปื่อย ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ จากนั้นราว ๑-๒ ปี ก็เปลี่ยนเป็นอีกประเภทหนึ่ง

ไร่ซากปีที่ ๕-๖ จะเปลี่ยนจากหญ้ารกเป็นป่าใหญ่ที่สูงโปร่ง มีพันธุ์ไม้พันธุ์พืชต่างกันออกไปจากไร่ซากปีที่ ๓-๔ พันธุ์ไม้ที่ขึ้นเป็นป่าใหม่นี้จะกลายเป็นป่าสมบูรณ์ต่อไปในช่วงเวลานี้มีสัตว์ปีกและสัตว์บกอีกประเภทหนึ่งเข้ามาอาศัยอยู่ เช่น ไก่ป่า นกเขา ฯลฯ ไร่นี้เต็มไปด้วยความร่มเย็น ปิวดินเริ่มฟื้นตัวใบหญ้ามากมายทับถมกลายเป็นปุ๋ยให้หน้าดิน ขณะเดียวกันต้นไม้เริ่มเจริญเติบโต อุดมไปด้วยธาตุอาหารมากมายมีไนโตรเจนคาร์บอนและฟอสฟอรัส (Kunstadter, ๑๙๗๘)

ไร่ซากปีที่ ๗-๘ ขึ้นไปเรียกว่า “ดู เยาะ โปล่” เป็นไร่ซากที่ต้นไม้เริ่มโตขึ้นมาก ดินจะอุดมสมบูรณ์เต็มที่เหมาะแก่การเพาะปลูกใหม่ บางครั้งเราจะเรียกไร่ซากระยะนี้ว่า “ดู หละ” (Doo Lax) ซึ่งหมายถึง ไร่ซากที่เวียนกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำไร่ใหม่อีกครั้ง ถ้าไร่ซากมีอายุตั้งแต่ ๘ ปีขึ้นไป เรียกว่า “ดู บะ ฉึ่ย เจ๊าะ”  ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และปกาเกอะญอ ถือว่าเป็นที่อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูกมากที่สุดและมีรอบปีที่เหมาะสมราว ๘ ปีขึ้นไป เป็นต้น

ระบบไร่ซากกลายเป็นส่วนหนึ่งของการนับจำนวนปีของกะเหรี่ยง เช่น การนับอายุลูกจะนับจากลูกเกิดตอนที่ทำไร่อยู่ตรงไหน จากนั้นก็นับจำนวนปีของไร่ซากนั้นว่าเวียนกลับมากี่ครั้งแล้ว จำนวนปีการเวียนกลับมาแต่ละครั้งทิ้งไร่ซากให้ฟื้นตัวจำนวนกี่ปี หรือนับการทำไร่แต่ละปีไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบัน ก็จะรู้อายุของลูก เป็นต้น มีบทลำนำมากมายที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างคนกับไร่ซากและคนกับคนในช่วงทำมาหากินซึ่งสร้างความทรงจำจากการทำไร่บริเวณต่าง ๆ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงระบบแลกเปลี่ยนแรงงาน และความสัมพันธ์ระหว่างคนกับความหลากหลายทางชีวภาพ

งานศึกษาของประเสริฐ ตระการศุภกร (อ้างแล้ว) กล่าวถึงประเด็นของความหลากหลายทางชีวภาพว่า นอกจากพูดถึง “คึ” (ไร่) แล้วก็จำเป็นต้องพูดถึง “ฉึ่ย” (ไร่ซากหรือไร่เหล่า) ซึ่งเป็นพื้นที่พักดินให้เป็นป่าฟื้นตัว เพื่อจะได้เวียนกลับทำมาหากินอีก ในระบบไร่ซากนั้น นอกจากปล่อยทิ้งที่ดินไว้เพื่อเป็นการพักดินและปล่อยให้ป่าฟื้นตัวเพื่อเป็นการพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ของดินแล้ว ยังสร้างความหลากหลายให้กับชีวภาพของระบบนิเวศอีกด้วย ป่าไร่ซากที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเป็นแหล่งสร้างความหลากหลายทางชีวภาพมากมาย ซึ่งไม่สามารถงอกงามขึ้นได้ในป่าใหญ่ ดังที่สมศักดิ์ สุขวงศ์ (อ้างแล้ว) ได้กล่าวไว้ว่า “ความเชื่อที่ว่าหากไม่มีกิจกรรมของคนความหลากหลายทางชีวภาพของป่าจะสูงนั้นไม่เป็นความจริงเสมอไป” ตัวอย่างเช่น ในประเทศเคนยา เมื่อมีการขับไล่ชนเผ่ามาไซ (Masai) ออกจากป่าอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทุ่งหญ้ากลับลดลง ระบบนิเวศทุ่งหญ้าเปลี่ยนไปก็คือ กลับถูกพืชจำนวนไม้พุ่มเข้ามาแทนที่ สัตว์จำพวกเก้งที่มีเขาเป็นเกลียว (antelope) ขาดอาหาร (Adams and Mcshane, ๑๙๙๒) ทุ่งหญ้าอุดมสมบูรณ์นี้ดำรงอยู่ได้ก็โดยกิจกรรมของชนเผ่ามาไซและสัตว์เลี้ยงจำพวกวัวของพวกเขา

ไร่ซากปีที่ ๕-๖ ปีขึ้นไป ต้นไม้สูงขึ้น ใต้ต้นไม้จะโปร่งมากขึ้นเหมาะกับพื้นที่หากินของสัตว์ใหญ่ และเป็นที่อยู่อาศัยของนกหนูประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสัตว์จำพวกหากินตอนกลางคืน เป็นต้น ชนเผ่ากะเหรี่ยงเชื่อว่าป่าไร่ซากตั้งแต่ปีที่ ๘ ขึ้นไปเรียก “ดู หละ” หรือ “ดู หล่อ” ซึ่งแปลว่า พื้นที่พร้อมที่จะทำไร่ใหม่ พื้นที่แห่งนี้เป็นป่าไร่ซากที่อุดมสมบูรณ์ ย่อมเป็นที่ใฝ่ฝันของคนทำไร่ซากทุกคนที่อยากได้เพื่อทำมาหากิน ฉะนั้นจะเห็นว่า นอกจากชนเผ่ากะเหรี่ยงจะรอคอยพื้นที่ไร่ซากที่เป็น “ดู บะ ฉึ่ย เจ๊าะ” หรือพื้นที่ไร่ซากที่เหมาะแก่การเพาะปลูกแล้ว ความต้องการแฝงก็คือ ต้องการสร้างระบบนิเวศให้เอื้อต่อพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ เพื่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ทั้งดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า และระบบนิเวศเพื่อเกิดความยั่งยืนตลอดไป ขณะเดียวกันมนุษย์จะเก็บเกี่ยวพืชเหล่านั้นเป็นอาหาร เพื่อก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ การแพร่พันธุ์และการใช้ประโยชน์จะหมุนเวียนกันไปอย่างไม่รู้จบ

นอกจากนี้ระบบไร่ซากยังช่วยสร้างความหลากหลายทางชีวภาพที่ไม่สามารถแพร่พันธุ์และเติบโตในป่าดั้งเดิม ป่าไร่ซากยังเป็นพื้นที่ของสมุนไพรนานาชนิด ผลผลิตที่ตกค้างอยู่สามารถนำไปใช้เลี้ยงและเป็นป่าใช้สอยได้อีกด้วย ความสำคัญอีกประการหนึ่งของป่าไร่ซาก คือเมื่อป่าฟื้นตัวจะช่วยสร้างคุณภาพให้ดินมีปุ๋ยและแร่ธาตุอาหารต่าง ๆ เพื่อการเพาะปลูกได้ผลดีและงอกงาม ดังนั้นจะเห็นว่าป่าไร่ซากเป็นระบบที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพช่วยให้ พืช สัตว์ และมนุษย์สามารถจะอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ความหลากหลายของพืชพันธุ์ทั้งที่เป็นพืชหลักและพืชแซม ก่อให้เกิดการเกื้อกูลกันทางชีวภาพ นั่นคือ พืชต่างชนิดกันย่อมต้องการสารอาหารในดินที่ไม่เหมือนกัน มีรากที่หยั่งลึกในระดับที่ต่างกัน จึงไม่เพียงรบกวนซึ่งกันและกันเท่านั้นแต่ยังส่งเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย

เมื่อกล่าวถึงความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียนที่มีความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ของชาวกะเหรี่ยงแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับความหลากหลายทางชีวภาพที่ประเสริฐ ตระการศุภกร ได้กล่าวถึง ก็คือไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งสะสมพันธุ์พืชที่ยั่งยืนโดยผู้หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่ง สมศักดิ์ สุขวงศ์ (อ้างแล้ว) เองก็ได้กล่าวถึงว่า “จากการศึกษาพบว่า ชนชั้นดั้งเดิมช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพไว้ได้ตั้งแต่ระดับพันธุกรรม (Genetic) ชนิด (Species) และระบบนิเวศ (Ecosystem)”

๑) ชนเผ่ากะเหรี่ยงได้สะสมพันธุ์พืชในลักษณะต่าง ๆ อย่างยั่งยืนนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

๑.๑ บ้านและยุ้งข้าว แหล่งสะสมเมล็ดพันธุ์ในขั้นต้น

ดังคำพังเพยของชนเผ่ากะเหรี่ยงกล่าวไว้ว่า “เพาะ หมื่อ ลา เดอะ เพาะ ควา ลา เบลาะ” แปลว่า “ผู้หญิงเป็นศรีแก่บ้าน ผู้ชายเป็นศรีให้ศาลาหมู่บ้าน” หมายถึงผู้หญิงเป็นผู้ดูแลจัดการบ้านและผู้ชายเป็นผู้ดูแลจัดการชุมชน นับว่าเป็นการแบ่งบทบาทที่ชัดเจนระหว่างหญิงและชาย ดังนั้นการดูแลบ้านและยุ้งข้าวติดกับบ้านจึงเป็นงานของผู้หญิงเกือบทั้งหมด

ความสำคัญของห้องครัวในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์พืช ห้องครัวของกะเหรี่ยงถูกออกแบบให้เหมาะสมสำหรับการเก็บรักษาพันธุ์พืช เตาไฟมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มีเสาตั้งอยู่แต่ละมุม และมีชั้นวางของบนเตาไฟอยู่ ๒-๓ ชั้นด้วยกัน สาเหตุที่ต้องเก็บรักษาพันธุ์พืชในห้องครัว เพราะเป็นห้องที่มีไออุ่นจากเตาไฟตลอด ฉะนั้นสัตว์ต่าง ๆ เช่น มอด หนูและแมลงต่าง ๆ จึงไม่สามารถเข้ามากินหรือทำลายเมล็ดพันธุ์ได้ อีกทั้งห้องครัวเป็นห้องที่ไม่ชื้น เมล็ดพันธุ์ที่เก็บรักษาจะไม่ขึ้นรา

นอกจากครัวแล้ว ยุ้งข้าวก็เป็นที่เก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ประเภทที่ทนทานต่อภูมิอากาศและแมลงต่าง ๆ เมล็ดพันธุ์ชนิดเหล่านี้สามารถเก็บรักษาไว้ได้เหมือนข้าวที่อยู่ในยุ้ง ผู้หญิงแม่บ้านกะเหรี่ยงนั้นมีความสำคัญมาก เพราะเป็นผู้รู้เรื่องเมล็ดพันธุ์พืชและการเก็บรักษาอย่างดี ถ้าไม่มีพันธุ์พืชใดก็จะตระเวนไปเยี่ยมพี่เยี่ยมน้องและขอมา

๒) พื้นที่ไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งสะสมพันธุ์พืชที่ยั่งยืน

ผู้หญิงชนเผ่ากะเหรี่ยงนั้น นอกจากรู้จักเมล็ดพันธุ์เป็นอย่างดีแล้วยังรู้จักการจัดระบบการปลูกพืช กล่าวคือพืชชนิดใดชอบดินอะไร และพืชชนิดใดควรปลูกตรงไหน เพื่อมิให้กระทบต่อพืชอื่น ๆ ในไร่ข้าวหมุนเวียน ดังนั้นผู้หญิงกะเหรี่ยงจะจำแนกดินในไร่ ดังต่อไปนี้คือ

๒.๑ ห่อ โข่ เบลอะ หมายถึง ดินจอมปลวก เป็นดินที่เป็นจอมปลวกเก่า มีลักษณะนูนขึ้นเป็นกองโต เจ้าของไร่จะเก็บเศษไม้เศษหญ้าไปเผาที่ห่อโข่เบลอะ ดินประเภทนี้เหมาะแก่การปลูกพืชบางชนิด เช่น มันเทศ พริก ฯลฯ

๒.๒ ห่อ โข่ อู ลอ กุ๊ หมายถึง ดินบริเวณที่ตอไม้ถูกเผาลงถึงราก จนบริเวณนี้กลายเป็นหลุม ดินเป็นสีแดงอมชมพูและเหมาะกับพืชจำพวก เผือก

๒.๓ ห่อ โข่ จือ ยุ หมายถึง ดินที่มีการเผาเศษไม้กิ่งไม้ต่าง ๆ ซึ่งช่วงที่มีการแผ้วถางไร่ จะเก็บเศษไม้มากองแล้วเผา ดินนี้เหมาะแก่การปลูกพริก มะเขือ เป็นต้น

๒.๔ ห่อ โข่ ชอ เช วุย หมายถึง ดินที่เปื่อยเป็นเม็ด ๆ เมื่อเราเหยียบดินจะจมลง ลักษณะเหมือนมีโพรงอากาศอยู่ในดิน ดินลักษณะนี้ไม่เหมาะแก่การปลูกพืชใด ๆ ถ้าปลูกข้าวจะงอกงามในระยะแรก แต่เมื่อต้นข้าวเติบโตได้ประมาณครึ่งฟุตก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

๒.๕ ห่อ โข่ เหล่อ บอ เบะ เกล๊ะ หมายถึง ดินที่ผสมก้อนกรวด หิน ทราย ไม่เหมาะแก่การปลูกพืชใด ๆ แม้แต่ต้นข้าวก็ไม่งอกงามในดินชนิดนี้

๒.๖ ห่อ โข่ ซู หมายถึง ดินดำมีอยู่บริเวณริมห้วย ดินชนิดนี้เหมาะแก่การปลูกพืชทุกชนิด แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะปลูกพืชจำพวกพริก มะเขือ ข้าวโพด ห่อวอ (กะเพราแดง) ผักชี ฯลฯ

๒.๗ ห่อ โข่ ที นี ทิ คือ ดินที่อยู่ติดลำห้วย อยู่ใกล้ลำห้วยมากกว่าห่อโข่ซู เหมาะแก่การปลูกอ้อย

การจำแนกดินให้เหมาะสมกับพันธุ์พืชแต่ละชนิดได้นั้น ต้องใช้ประสบการณ์ที่ยาวนานในการสรุปบทเรียนออกมาเป็นหลักปฏิบัติของชุมชน นอกจากนี้ดังที่กล่าวมาแล้ว การจัดปลูกพืชในพื้นที่ที่เหมาะสมในไร่เพื่อมิให้กระทบต่อพืชอื่น และง่ายต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และยังมีการแบ่งพันธุ์พืชในไร่หมุนเวียนตามลักษณะการปลูกดังต่อไปนี้ คือ

๑) พืชที่ปลูกริมรั้ว ได้แก่ ฟักทอง มันแกว น้ำเต้า เป็นพืชประเภทเลื้อยเกี่ยวพันตามไม้ จึงปลูกไว้ริมรั้ว เพื่อไม่ให้เลื้อยพันในไร่ จะทำให้ยุ่งยากตอนเก็บเกี่ยว

๒) พืชที่ใช้เมล็ดพันธุ์ผสมกับเมล็ดพันธุ์ข้าวแล้วหยอดในหลุมพร้อมกัน ได้แก่ แตง และถั่วชนิดต่าง ๆ ซิโพเด (มะห่อย) เป็นพืชเลื้อยตามดิน จึงไม่เกี่ยวพันตามต้นไม้ให้เกิดความยุ่งยากเวลาเกี่ยวข้าว

๓) พืชซึ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ ใช้เสียบไว้ในรูที่เจาะไว้ตรงด้ามเสียม เมล็ดพันธุ์ดอกไม้เป็นสีแดง สีเหลือง หรือเป็นกะเพราแดง (ห่อวอ) ในขณะที่ใช้เสียมกระทุ้งหลุม เมล็ดพันธุ์จะปลิวร่วงลงดิน ดอกไม้ก็จะงอกงามในยามเก็บเกี่ยวพืชผล เป็นการแต่งแต้มสีสันให้กับไร่และชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของเสียม

๔) พืชที่ปลูกห่าง ๆ กันในไร่ เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวโพด ข้าวตอก จะปลูกห่างกันในไร่ เพราะพืชจำพวกนี้ขึ้นง่าย ถ้าปลูกติดกันจะแย่งอาหารกัน ทำให้ต้นไม้ไม่แข็งแรง

๕) พืชที่ปลูกโดยใช้เมล็ดหว่านบริเวณใกล้ตอไม้หรือเศษไม้ที่ถูกเผา หรือบริเวณใกล้จอมปลวกเก่า ได้แก่ มะเขือ พริก ผักกาด ยาสูบ และเผือก เป็นต้น พืชเหล่านี้จะงอกงามดีในดินที่มีขี้เถ้ามาก ๆ

๖) พืชที่ปลูกให้เลื้อยพันตามต้นไม้แห้งในไร่ ได้แก่ บวบ ถั่วพลู และถั่วชนิดต่าง ๆ โดยหว่านเมล็ดไว้รอบ ๆ ไม้แห้งเหล่านั้น

สรุปได้ว่า ไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งสะสมพันธุ์พืชที่ยั่งยืน ในขณะที่ผู้หญิงกะเหรี่ยงก็มีค่าควรกับคำพังเพยที่ว่า “ไร่หมุนเวียนนั้น เจ้าของเป็นผู้หญิง” ผู้หญิงเป็นเสมือนแหล่งขยายเผ่าพันธุ์นานาชนิด ให้มีความหลากหลายทางชีวภาพที่ยั่งยืนควบคู่กับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ ดังนั้นไร่หมุนเวียนและผู้หญิงกะเหรี่ยงจึงเป็นรากฐานสำคัญในการอยู่รอดของความหลากหลายทางชีวภาพนั่นเอง

นอกเหนือจากนี้แล้ว ศิริณทิพย์ หมั้นทรัพย์ (๒๕๔๓) ศึกษากระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์และการปรับเปลี่ยนบทบาทหญิงชายในชุมชนปกาเกอะญอ ได้กล่าวถึงความหลากหลายทางชีวภาพที่มีอยู่ในไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอะญอนั้น ทำให้ชาวปกาเกอะญอไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงในไร่เลย ทั้งนี้เป็นเพราะว่า พืชที่หลากหลายจะมีหน้าที่ช่วยป้องกันอันตรายจากศัตรูพืชให้กันเอง เช่น พืชจำพวกดอกหงอนไก่ หรือ ดอกเหลืองดอกแดง (พอกอ พอบอ) จะทำหน้าที่เป็นตัวล่อให้แมลงไปหามัน โดยมิต้องรบกวนข้าวและผักอื่น หรือพืชกลิ่นฉุนจำพวกกะเพราแดง (ห่อวอ) จะมีหน้าที่ไล่แมลงไปเสียไกล ๆ

งานศึกษาของ อานันท์ กาญจนพันธุ์ (อ้างแล้ว) ได้กล่าวถึงในระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนซึ่งยังคงเน้นเป้าหมายทางการผลิตเพื่อการยังชีพนั้นจะให้ความสำคัญกับระบบการปลูกพืชที่มีลักษณะหลากหลาย (multiple cropping) โดยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพต่อพื้นที่การผลิตที่สูงมาก (high level of biodiversity per unit of production) อันถือเป็นลักษณะที่เด่นของระบบไร่หมุนเวียน ซึ่งถือเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สมบูรณ์ที่สุด โดยเฉพาะข้าว ตลอดจนพืชอาหารชนิดต่าง ๆ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อหมู่บ้านเซโดซา ที่ถึงแม้ว่าผลผลิตข้าวจะไม่ได้พอเพียงเพื่อเลี้ยงทุกครัวเรือนตลอดทั้งปี ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดในเรื่องขนาดของพื้นที่และจำนวนแรงงาน พืชอาหารที่เก็บกินได้ตลอดปีในไร่ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงชีวิตของครัวเรือนในหมู่บ้าน

ชาวบ้านจะพึ่งพิงอาหารจากไร่หมุนเวียนในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวเป็นสำคัญ โดยที่พืชอาหารจำนวนมากสามารถเก็บกินได้จากที่นาในช่วงหลังเก็บเกี่ยว (บอน ผักไผ่ สะระแหน่ ผักตบ ผักชีฝรั่ง ผักกำปึน ผักกูด ผักแว่น ฯลฯ) ในขณะที่ฤดูแล้ง พืชอาหารจะได้จากป่าทั้งบริเวณริมลำห้วย ป่าทั่วไป และสวนผักใกล้บ้าน พันธุ์พืชอาหารที่ปลูกในไร่หมุนเวียนมีจำนวนรวมกันประมาณ ๑๒๒ ชนิด โดยแบ่งเป็นข้าว (บือ) ๑๑ ชนิด ข้าวเหนียว (ปิ๊อิ๊) ๗ ชนิด ข้าวฟ่าง (เป่) ๓ ชนิด ฟัก (เหล่ส่า) ๖ ชนิด มันสำปะหลัง (หน่อยเซ) ๑๐ ชนิด เผือก (ขื่อ) ๙ ชนิด แตง (ดี) ๘ ชนิด ถั่ว (เป่อเทาะ) ๖ ชนิด ถั่วพู (บ๊อบะ) ๔ ชนิด เช่อญ้า ๒ ชนิด ซุ้ย ๒ ชนิด ชอคาส่า ๒ ชนิด มะเขือ (เส่อกอ) ๖ ชนิด ผักกาด (เซอะบะเด๊าะ) ๔ ชนิด งาขาว (นี่โซ) ๒ ชนิด งาดำ (นอ) ๑ ชนิด ลูกเดือย (เบอะ) ๓ ชนิด พริก (มึสะ) ๖ ชนิด เตอโกส่า ๒ ชนิด หอม ๙ ชนิด ซีโพเด ๑ ชนิด และดอกไม้ (พอ) ๑๑ ชนิด

ชาวบ้านบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นชาวกะเหรี่ยงโปว์ที่นิยมบริโภคทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า โดยในช่วงเช้าและกลางวันจะกินข้าวเหนียว ช่วงเย็นจะกินข้าวเจ้า ทั้งนี้ในไร่และนาจะเลือกปลูกข้าวทั้งสองชนิด โดยมีพันธุ์ข้าวที่ปลูกอยู่ในปัจจุบัน ๑๖ สายพันธุ์ แบ่งเป็นข้าวเหนียว ๘ สายพันธุ์ และข้าวเจ้า ๘ สายพันธุ์ การปลูกข้าวแตกต่างกันในแต่ละครัวเรือนทำให้ความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน ชาวบ้านบอกว่าหากต้องการพันธุ์ข้าวอื่นที่ตนเองไม่มี สามารถเอาข้าวเชื้อแลกเปลี่ยนกันได้ โดยอัตราแลกข้าวเท่ากับ ๑: ๑ นอกจากข้าวหลากหลายสายพันธุ์แล้ว ยังมีพืชอื่น ๆ ที่ปลูกในไร่อีก รวมทั้งสิ้น ๖๔ สายพันธุ์

การทำไร่หมุนเวียนของบ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคามีผลอย่างมากในการรักษาและสืบทอดสายพันธุ์ข้าวและพืชอาหาร บ้านแม่ลานคำมีสายพันธุ์ข้าวไร่ซึ่งเป็นที่นิยมของชาวบ้านจำนวน ๒๘ สายพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า ๒๔ สายพันธุ์ และข้าวเหนียว ๔ สายพันธุ์ บ้านป่าคามีสายพันธุ์ข้าว ๓๖ สายพันธุ์ เป็นข้าวเจ้า ๒๔ สายพันธุ์ และข้าวเหนียว ๑๒ สายพันธุ์ โดยมีบางพันธุ์ที่กำลังจะสูญหายไป เนื่องจากระบบไร่หมุนเวียนถูกรบกวน ความสามารถในการรักษาสายพันธุ์ข้าวที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษของชุมชนจึงลดลง เหตุปัจจัยหลัก คือ นโยบายการอนุรักษ์ของรัฐ เจ้าหน้าที่ป่าไม้บังคับและห้ามชาวบ้านถางไร่เหล่าเดิม จึงทำให้พื้นที่ไร่เหล่าลดน้อยลงอย่างมาก ชาวบ้านต้องทำไร่ในพื้นที่ไร่เหล่าที่มีอายุสั้นลง ทำให้สภาพพื้นที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ให้ผลผลิตดีในไร่เหล่าที่มีอายุ ๑๐-๒๐ ปี นอกจากนี้ไร่หมุนเวียนของบ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคา ยังเป็นการรักษาและปรับปรุงทั้งพันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน การแลกเปลี่ยนสายพันธุ์ข้าวก็เป็นกระบวนการในการรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์เช่นกัน

เช่นเดียวกันในระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนของบ้านหินลาดใน มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การปลูกพืชที่หลากหลายชนิดพันธุ์ในแปลงเดียวกัน ซึ่งเป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืช และแปลงปรับปรุงพันธุ์พืชที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของชาวบ้าน การปรับปรุงข้าว พบว่า ในไร่หมุนเวียนแต่ละแห่งจะมีพันธุ์ข้าวแปลก ๆ แทรกตัวอยู่มากมาย พันธุ์ข้าวบางชนิดไม่เคยนำไปเพาะปลูกเลย แต่เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็จะเห็นพันธุ์ข้าวเหล่านี้ขึ้นกระจายอยู่ทั่วไร่ ในบางปีพันธุ์ข้าวที่นำไปปลูกประสบปัญหามากมาย และให้ผลผลิตตอบแทนต่ำ แต่สำหรับพันธุ์ข้าวแปลก ๆ เหล่านี้กลับไม่มีปัญหา บางพันธุ์กลับให้ผลผลิตที่สมบูรณ์จนเห็นได้ชัด ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากว่าข้าวชนิดนั้นเป็นการผสมของพันธุ์ข้าวป่า ซึ่งเชื้อพันธุ์เดิมฝังตัวอยู่ในดิน เมื่อมีเงื่อนไขที่เหมาะสมก็งอกงามขึ้นมา แล้วผสมกับพันธุ์ข้าวที่เอาไปเพาะปลูก จนเกิดข้าวพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในแง่ของการต้านทานโรคแมลง และการให้อัตราผลผลิตตอบแทนที่เหมาะสม

นอกจากนี้พืชแต่ละชนิดในไร่หมุนเวียนอาจเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เช่น การปลูกดอกทานตะวันเพื่อล่อแมลง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการผสมเกสรของพันธุ์ข้าว หรือการปลูกข้าวฟ่าง ที่เรียกว่า “สุ่ย” เพื่อเป็นอาหารของนก หนู และกระรอก ฯลฯ ซึ่งทำให้สัตว์เหล่านั้นไม่รบกวนผลผลิตข้าว เป็นต้น

ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวและพืชผักพื้นบ้านของชาวปะกาเกอะญอ คือ หัวใจสำคัญของระบบการทำไร่หมุนเวียนแบบยั่งยืน  นริศ ยิ้มแย้ม (อ้างแล้ว) ศึกษาประเด็นการจัดการในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่า เกษตรกรมีการปลูกพืชและการอนุรักษ์พืชที่หลากหลายทั้งจำนวนชนิด (Species) และจำนวนพันธุ์ (varieties) โดยมีพืชที่รวบรวมจากการสำรวจทั้งในแปลงเกษตรกรจริง และจากการสัมภาษณ์ได้มากกว่า ๕๖ ชนิด ในขณะที่พันธุ์ข้าวที่พบมากถึง ๑๒ สายพันธุ์ สำหรับดัชนีความหลากหลายที่พบก็มีแตกต่างกันทั้งในระหว่างเกษตรกรเองและช่วงระยะเวลาระหว่างฤดูกาลที่ปลูก

.๓.๒ บทบาทในการเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำและช่วยลดโลกร้อน

การศึกษาไร่หมุนเวียนและป่าชุมชนช่วยลดก๊าชเรือนกระจกของชุมชนห้วยหินลาด โดยมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและชุมชนห้วยหินลาด (๒๕๕๓) เป็นงานศึกษาแรกๆ ที่ศึกษาศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนจากป่าชุมชนและระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนปะกาเกอะญอห้วยหินลาด ซึ่งประกอบด้วย บ้านหินลาดใน, บ้านผาเยือง และบ้านหินลาดนอก งานศึกษานี้ค้นพบว่า การจัดการป่าอย่างมีประสิทธิผลและการใช้ประโยชน์จากป่าของชุมชนห้วยหินลาด สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง ๖๖๑,๓๗๒ ตัน ซึ่งเมื่อรวมกับขีดความสามารถในการเก็บกักคาร์บอนของป่าชุมชนจะทำให้ทั้งชุมชนสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากถึง ๗๒๐,๖๒๗ ตัน ในขณะที่มีคาร์บอนสูญเสียไปกับกิจกรรมการผลิตของชุมชน รวม ๕๔๔ ตันต่อปี หากคำนวณออกมาในรูปของปริมาณก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปีแล้ว กิจกรรมทางการผลิตของชุมชนมีส่วนทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศเทียบเท่า ๒,๐๔๒.๔๖ ตันต่อปี ดังนั้น กิจกรรมการผลิตของชุมชนจึงทำให้เกิดการปลดปล่อยหรือเกิดการสูญเสียคาร์บอนในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนโดยรวมของระบบนิเวศโดยชุมชน

ทั้งยังพบว่าไร่หมุนเวียน (ไร่ข้าวปีปัจจุบัน+ไร่เหล่าที่พักไว้ ๑-๑๐ ปี) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ ๑,๕๙๐ ไร่ สามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง ๑๗,๖๔๓ ตัน ในขณะที่ทำให้เกิดการสูญเสียคาร์บอนจากการเผาไร่หมุนเวียนเพียง ๔๗๖ ตัน การพักฟื้นในระบบไร่หมุนเวียนที่ยาวนานขึ้นก็ส่งผลให้ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนมีมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้น มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือยังได้ศึกษาเพิ่มเติมกรณีชุมชนปกาเกอะญอบ้านกลาง ตำบลบ้านดง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และบ้านแม่อมกิ ตำบลแม่วะหลวง อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก (๒๕๕๕) พบว่า กรณีบ้านกลาง มีพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนทั้งหมดประมาณ ๑,๖๓๒ ไร่ มีไร่หมุนเวียนอยู่ระหว่าง ๔-๗ ปี โดยแต่ละปีชาวบ้านจะใช้พื้นที่ไร่หมุนเวียนสำหรับเพาะปลูกโดยเฉลี่ยร้อยละ ๗ ของพื้นที่ไร่หมุนเวียนทั้งหมด ในปี ๒๕๕๔ ชาวบ้านกลางใช้พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนรวมทั้งหมด ๑๒๓.๕ ไร่ ในกระบวนการเผาไร่ทำให้สูญเสียคาร์บอนรวม ๙๓๐ ตันคาร์บอน ในขณะที่พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่เหลือ (ไร่เหล่า) สามารถเก็บกักคาร์บอนได้ถึง ๓๕,๕๖๗.๒๗ ตันคาร์บอน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านกลางในรอบหนึ่งปีปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงร้อยละ ๒.๖๑ ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถดูดซับไว้ได้

กรณีบ้านแม่อมกิ มีพื้นที่ไร่หมุนเวียนทั้งหมดประมาณ ๑,๗๓๕ ไร่ มีรอบหมุนเวียนอยู่ระหว่าง ๑-๕ ปี ในปี ๒๕๕๔ ชาวบ้านแม่อมกิใช้พื้นที่ทำไร่หมุนเวียนทั้งหมด ๔๔๔ ไร่ ในกระบวนการเผาไร่ทำให้สูญเสียคาร์บอนรวม ๑,๒๐๔.๔๕ ตันคาร์บอน ในขณะที่พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่เหลือ (ไร่เหล่า) สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง ๓๓,๑๖๕.๑๗ ตันคาร์บอน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้านแม่อมกิในรอบหนึ่งปีปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงร้อยละ ๓.๖๓ ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่สามารถดูดซับไว้ได้

การจัดการป่าของชุมชนยังช่วยอนุรักษ์พื้นที่สำหรับดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ กรณีชุมชนบ้านกลางมีพื้นที่ป่าชุมชน ๑๖,๗๒๗ ไร่ พื้นที่ทำกิน ๒,๐๖๒ ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัย ๘๖ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๘๘.๖ คิดเป็นร้อยละ ๘๘.๖, ๑๐.๙ และ ๐.๕ ของพื้นที่ชุมชนทั้งหมดตามลำดับ ป่าชุมชนบ้านกลางสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง ๕๗๓,๓๑๕.๙๐ ตัน นอกจากนั้นพื้นที่ทำกินซึ่งจำแนกเป็นนา ไร่หมุนเวียน และสวนไม้ยืนต้น ยังสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง ๔๒,๐๔๒.๖๗ ตัน เมื่อรวมศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชุมชนและพื้นที่ทำกินแล้วพบว่าทั้งชุมชนสามารถกักเก็บคาร์บอนได้มากถึง ๖๑๕,๓๕๘.๕๗ ตัน คิดเป็นความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ๒,๒๕๖,๓๑๔.๖๕

ชุมชนบ้านแม่อมกิ มีพื้นที่ป่าชุมชน ๒,๗๓๒ ไร่ พื้นที่ทำกิน ๒,๗๓๘ ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัย ๑๓๔ ไร่ คิดเป็นร้อยละ ๔๘.๘, ๔๘.๙ และ ๒.๔ ของพื้นที่ชุมชนทั้งหมดตามลำดับ ป่าชุมชนบ้านแม่อมกิสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ ๑๒๓,๗๐๔.๔๘ ตัน พื้นที่ทำกินจำแนกเป็น นา ไร่หมุนเวียน และสวนไม้ยืนต้น สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ ๔๖,๒๒๐.๓๑ ตัน เมื่อรวมศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนของป่าชุมชนและพื้นที่ทำกินแล้วพบว่าทั้งชุมชนสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ถึง ๑๖๘,๔๕๐.๘๕ ตัน คิดเป็นความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ๖๑๗,๖๕๓.๑๒ ตัน

การจัดการทรัพยากรป่าของชุมชนบ้านกลางและบ้านแม่อมกิช่วยอนุรักษ์พื้นที่สำหรับดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หากเปรียบเทียบว่า รถยนต์ ๑ คัน ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ๐.๙๙ ตันต่อปี นั่นเท่ากับว่าการจัดการป่าของชุมชนบ้านกลางช่วยให้มีพื้นที่ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ได้ถึง ๒,๒๗๙,๑๐๖ คันต่อปี และการจัดการป่าของชุมชนบ้านแม่อมกิช่วยให้มีพื้นที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากรถยนต์ได้ถึง ๖๒๓,๘๙๒ คันต่อปี ด้วยเช่นกัน

และในงานศึกษาเดียวกัน ยังได้ทำการศึกษารอยเท้านิเวศ ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดภาพรวมการใช้ทรัพยากร การบริโภค และการสร้างของเสียของบุคคล ชุมชน หรือ สังคมกับขีดความสามารถของชุมชนหรือสังคมที่จะตอบสนองได้ โดยอุปมาเปรียบเทียบปริมาณการใช้ทรัพยากร การบริโภค และการสร้างของเสียออกมาเป็นขนาดของพื้นที่[1] พบว่าชุมชนมีการบริโภคทรัพยากรน้อยมาก จากการคำนวณขนาดของรอยเท้านิเวศ [2] ของทั้งชุมชนห้วยหินลาด ชุมชนบ้านกลาง และชุมชนบ้านแม่อมกิ พบว่า

กรณีชุมชนบ้านหินลาด (หินลาดใน ผาเยือง และหินลาดนอก) ใช้พลังงานเพื่อบริโภคในครัวเรือน ได้แก่ การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ การใช้ไม้สร้างบ้านและไม้ฟืน มีขนาดรอยเท้านิเวศเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓.๘๐, ๓.๓๕ และ ๒.๖๕ ไร่ต่อคน ตามลำดับ ในขณะที่ พื้นที่ที่สามารถตอบสนองการบริโภคของชุมชนอยู่ที่ประมาณ  ๑๑๒.๓๒, ๑๓๙.๖๗ และ ๔๙.๒๘ ไร่ต่อคน ตามลำดับ ด้วยเหตุนี้ ชุมชนจึงบริโภคทรัพยากรน้อยกว่าขีดความสามารถที่ทรัพยากรจะรองรับได้ ดังนั้น อัตราการบริโภคของชุมชนจึงไม่เป็นอันตรายต่อสมดุลทางนิเวศวิทยา ในขณะที่รอยเท้านิเวศของคนไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๑๐.๖๓ ไร่ต่อคน แต่พื้นที่ของประเทศสามารถตอบสนองการบริโภคได้เฉลี่ยเพียง ๖.๘๘ ไร่ต่อคน (ข้อมูลปี ๒๕๕๓)

ส่วนกรณีชุมชนบ้านกลาง และบ้านแม่อมกิ เมื่อนำรอยเท้าทางอาหาร รอยเท้าพลังงาน และรอยเท้าผลิตภัณฑ์จากไม้มารวมกัน เรียกว่า “ร้อยเท้านิเวศ” พบว่า ประชากรบ้านกลาง และบ้านแม่อมกิ มีขนาดรอยเท้านิเวศ หรือขนาดพื้นที่ของการใช้ทรัพยากรการบริโภค และการสร้างของเสียเท่ากับ ๔.๔๕ และ ๒.๓๒ ไร่ต่อคน ตามลำดับ ในขณะที่พื้นที่ที่สามารถตอบสนองการใช้ประโยชน์ได้มีมากถึง ๗๐.๑๖ และ ๑๒.๒๖ ไร่ต่อคน ตามลำดับ แสดงให้เห็นว่า ชุมชนบ้านกลางและชุมชนบ้านแม่อมกิเป็นชุมชนที่มีอัตราการบริโภคน้อยกว่าขีดความสามารถของชุมชนที่จะตอบสนองได้ ดังนั้น การบริโภคของคนในชุมชนจึงไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศ ในขณะที่รอยเท้านิเวศเฉลี่ของคนไทยเท่ากับ ๑๕ ไร่ต่อคน ในขณะที่พื้นที่ที่สามารถจะตอบสนองได้มีเพียง ๗.๕ ไร่ต่อคน (ข้อมูลปี ๒๕๕๕)

.๓.๓ บทบาทในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร และความหลากหลายของพันธุ์พืชอาหาร

จากการศึกษาของอานันท์และคณะ (อ้างแล้ว) ในประเด็นความสำคัญของการผลิตในระบบไร่หลัก เพราะชุมชนส่วนใหญ่จะปลูกข้าวไร่ผสมผสานกับพืชอาหารจำนวนมาก ซึ่งมีความหลากหลายของพันธุ์พืชสูงสุดถึง ๒๐๗ สายพันธุ์ในพื้นที่ไร่ที่มีรอบหมุนเวียนยาว แต่จะเหลือเพียง ๔๐ สายพันธุ์ในกรณีที่ไร่นั้นถูกเปลี่ยนไปเป็นไร่ถาวรแล้ว และเปลี่ยนเป้าหมายการผลิตไปในเชิงพาณิชย์

ส่วนความมั่นคงของระบบไร่หมุนเวียนต่อความมั่นคงทางอาหารนั้น ขึ้นอยู่กับระดับความสำคัญของระบบไร่หมุนเวียน ในฐานะที่เป็นระบบหลัก ระบบรองหรือระบบเสริม เมื่อเปรียบเทียบกับระบบการผลิตอื่น ๆ ในชุมชนนั้น ๆ เพราะระบบไร่หมุนเวียนไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่จะผสมผสานอยู่กับระบบการผลิตอื่น ๆ ด้วยเสมอ ในกรณีที่ระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบหลักและมีที่นาน้อย การถูกจำกัดพื้นที่ทำไร่จะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารอย่างมาก สำหรับชุมชนที่มีที่นามากและมีระบบไร่หมุนเวียนเป็นระบบรองหรือระบบเสริม อาจจะมีความมั่นคงมากกว่าเล็กน้อย แต่ชุมชนบนที่สูงส่วนใหญ่มีนาเพียงเล็กน้อย จึงมักต้องการพื้นที่ไร่ไว้สำหรับสร้างหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร ทั้งนี้เพราะชุมชนบนที่สูงมักจะเผชิญกับปัญหาการมีข้าวไม่เพียงพอต่อการบริโภคตลอดทั้งปี ดังจะพบว่าชุมชนในพื้นที่ศึกษาของอานันท์และคณะ ๑๑ แห่ง จะมีเพียง ๔ ชุมชนเท่านั้นที่มีครัวเรือนกว่าครึ่งหนึ่งของหมู่บ้านที่มีข้าวบริโภคตลอดทั้งปี ส่วนหนึ่งเพราะมีนามากและอีกส่วนหนึ่งเพราะมีรอบหมุนเวียนยาวและพื้นที่ยังสมบูรณ์

ชุมชนบ้านกลาง อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เป็นหนึ่งในชุมชนที่มีความเชื่อว่า ข้าวมีความหมายลึกซึ้งกว่าอาหารที่เพียงเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ข้าวผูกพันกับวิถีชีวิตมายาวนาน มีความเชื่อในเรื่องขวัญข้าวที่ผูกโยงอยู่กับชีวิต มีคำสอนให้เคารพนับถือข้าวเป็นสิ่งสูง ห้ามเหยียบย่ำ แม้กระทั่งคำสอนที่ว่า ทำไร่ทำนาห้ามอารมณ์ไม่ดี เพราะเสมือนว่าดูถูก ไม่เคารพข้าว ทำให้ผลผลิตข้าวต่ำ

นอกจากนี้จากงานศึกษาของ ยศ สันตสมบัติ (อ้างแล้ว) ยังชี้ให้เห็นว่า ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ได้ใช้ประโยชน์จากพืชผักพื้นบ้านที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ ตั้งแต่ในสวนหลังบ้าน ตามหนองน้ำ ริมห้วย ไปจนถึงราวป่าใกล้หมู่บ้าน มีพืชผักขึ้นตามฤดูกาล ตั้งแต่เห็ด หน่อไม้ พืชล้มลุก ดอกไม้ ใบและดอกของไม้พุ่ม ไปจนถึงยอดไม้หลากหลายชนิด ระบบนิเวศเชื่อมโยงวิถีชีวิต และระบบการผลิตของผู้คนในชนบทตั้งแต่การทำงานในไร่ นา สวน ไปสู่การเก็บอาหารที่ขึ้นตามธรรมชาติบริเวณลำห้วยและผืนป่าซึ่งเป็นเสมือนดังตลาดสดที่ชาวบ้านสามารถเลือกเก็บอาหารประจำวันได้ตามฤดูกาล มีพืชผักบริโภคตลอดปีโดยไม่จำเป็นต้องปลูก ยิ่งไปกว่านั้น วงจรอาหารที่ทำจากพืชผักพื้นบ้านยังสอดคล้องกับสภาวะสุขภาพอนามัยของชาวบ้าน ดังเช่น ในชนบทภาคเหนือและภาคอีสานในช่วงต่อระหว่างปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว ดอกแคจะออกดอก และเป็นช่วงที่เด็กๆ มักป่วยเป็นไข้หัวลม อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ผู้ใหญ่จึงมักเก็บดอกแคมาลวกจิ้มน้ำพริก หรือทำกับข้าวให้เด็กกิน โดยเชื่อว่าดอกแค มีสรรพคุณในการตัดไข้หัวลมได้ พืชผักพื้นบ้านในลักษณะเช่นนี้มีอยู่ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น ขี้เหล็ก มะระขี้นก หรือพืชผักพื้นบ้านอื่นๆ ซึ่งมีสรรพคุณเป็นยาตามฤดูกาลไปด้วยในตัว

ปฎิสัมพันธ์ระหว่างคนและชุมชนกับธรรมชาติ ไม่เพียงสร้างสรรค์รสนิยมในการบริโภค วิธีคัดเลือกพืชผัก การเลือกสรรอาหารที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับวิถีชีวิต ตัดทอนพืชบางชนิดที่เกิดโทษออกไป และยังพัฒนาเทคนิควิธีในการนำเอาสมุนไพรเครื่องเทศมาใช้ชูรสรวมทั้งประกอบอาหารตามฤดูกาลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ภูมิปัญญาเหล่านี้ผ่านการกลั่นกรองจนตกผลึก และกลายมาเป็นวัฒนธรรมการบริโภคที่แตกต่างกันออกไปตามภูมิภาคและกลุ่มชาติพันธุ์

ประเด็น ความมั่นคงทางอาหาร พบว่า พิจารณาอัตราส่วนของแหล่งอาหารในครัวเรือน จะเห็นได้ว่าชุมชนนิยมอาหารที่ผลิตในท้องถิ่นมากกว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตเพื่อการค้า อาหารและพืชผักส่วนใหญ่เพาะปลูกในท้องถิ่นด้วยระบบไร่หมุนเวียนและแบบอื่น ๆ ในไร่หมุนเวียนมีพืชพันธุ์ที่แตกต่างหลากหลาย

จากการศึกษาของสมบัติและคณะ (๒๕๔๗)ไร่หมุนเวียนได้ส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงทางอาหารของประชาชนบนพื้นที่สูงใน ๓ ด้าน คือ ด้านที่หนึ่ง ไม่มีการใช้สารเคมีในไร่หมุนเวียน พืชทุกชนิดล้วนปลูกตามธรรมชาติ ดังนั้น ผลผลิตอาหารจากไร่นาเหล่านี้จึงปลอดภัยสำหรับการบริโภคและทั้งยังบำรุงสุขภาพมากกว่า ด้านที่สอง ช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตที่แตกต่างกันของพืชที่แตกต่างกันไร่หมุนเวียน ทำให้มั่นใจว่าครอบครัวจะมีอาหารที่เพียงพอตลอดทั้งปี และด้านที่สาม ไร่หมุนเวียนเป็นระบบแบบพอเพียง ชุมชนสามารถผลิตอาหารได้ด้วยตนเองและลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารลง ดังนั้น ไร่หมุนเวียนจึงเป็นวิถีทางสู่ความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดแจ้งและได้รับการมองเห็นคุณค่าอย่างยิ่งจากชุมชนบนพื้นที่สูง

งานศึกษาล่าสุดของมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและชุมชนห้วยหินลาด บ้านกลาง และแม่อมกิ (อ้างแล้ว)  ยืนยันบทบาทความสำคัญด้านความมั่นคงทางอาหารจากไร่หมุนเวียน ซึ่งเป็นข้อค้นพบที่ตรงกับงานศึกษาจำนวนมากที่ผ่านมา จากข้อมูลการบริโภคอาหารภายในครัวเรือนของชุมชนห้วยหินลาด แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ ๙๒ ของอาหารที่ชาวบ้านบริโภคได้มาจากการผลิตของครัวเรือนและทรัพยากรธรรมชาติ  ชุมชนสามารถผลิตข้าวได้เพียงพอทั้งจากนาและไร่ ส่วนพืชผักต่างๆ ที่นำมาบริโภค พบว่ามีมากกว่า ๑๐๐ ชนิด ในจำนวนนี้  ๙๐ ชนิดได้มาจากไร่หมุนเวียน และจากการรวบรวมข้อมูลแหล่งที่มาของพืชอาหารผักและข้าว พบว่าร้อยละ ๕๓ มีแหล่งที่มาจากพื้นที่นา ร้อยละ ๓๔ มาจากไร่หมุนเวียน ส่วนที่เหลือได้มาจากป่าและสวนชา

จากข้อมูลการบริโภคอาหารภายในครัวเรือนของชาวบ้านกลาง แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ ๖๘ ของปริมาณอาหารที่ชาวบ้านนำมาบริโภคส่วนใหญ่ได้มาจากการเพาะปลูกหรือผลิตเองได้ ร้อยละ ๑๖ หาได้ภายในชุมชน และร้อยละ ๑๖ ได้มาจากตลาดภายนอก เมื่อจำแนกแหล่งที่มาของอาหาร พบว่า อาหารประเภทพืชผักและผลไม้ร้อยละ ๔๒ ได้มาจากป่า ร้อยละ ๓๓ ได้มาจากสวน ร้อยละ ๒๒ ได้มาจากไร่หมุนเวียน และร้อยละ ๓ ได้มาจากนา ส่วนการบริโภคเนื้อสัตว์ ร้อยละ ๖๑ ได้มาจากตลาดภายนอก ร้อยละ ๒๘ หาได้ในชุมชน และร้อยละ ๑๑ เป็นเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

กรณีบ้านแม่อมกิ จากข้อมูลการบริโภคอาหารภายในครัวเรือน แสดงให้เห็นว่า ร้อยละ ๖๙ ของปริมาณอาหารที่ชาวบ้านนำมาบริโภคส่วนใหญ่ได้มาจากการเพาะปลูกหรือผลิตเองได้ ร้อยละ ๑๑ หาได้ภายในชุมชน และร้อยละ ๒๐ ได้มาจากตลาดภายนอก เมื่อจำแนกแหล่งที่มาของอาหาร พบว่า อาหารประเภทพืชผักและผลไม้ร้อยละ ๕๙.๗ ได้มาจากไร่หมุนเวียน ร้อยละ ๒๔.๓ ได้มาจากสวน ร้อยละ ๑๕.๕ ได้มาจากป่า และร้อยละ ๐.๕ ได้มาจากสวน ส่วนการบริโภคเนื้อสัตว์ ร้อยละ ๖๙ ได้มาจากตลาดภายนอก ร้อยละ ๒๖ หาได้ในชุมชน และร้อยละ ๕ เป็นเนื้อสัตว์ที่เลี้ยงไว้เอง

ในการพิจารณาระบบเกษตรแบบไร่หมุนเวียนกับความมั่นคงทางด้านอาหาร ในที่นี้ได้กำหนดฐานคิดเพื่อการพิจารณาใน ๓ เรื่อง (๑) ความเป็นธรรมชาติและปลอดสารเคมี ชาวบ้านสามารถยืนยันอย่างมั่นใจได้ว่า ผลผลิตที่ผลิตด้วยระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนเป็นผลิตผลที่มีคุณภาพใกล้เคียงกับผลิตผลจากธรรมชาติ และปลอดสารเคมีมากที่สุด ยิ่งกว่านั้น ยังมั่นใจได้อีกว่า การบริโภคอาหารที่ผลิตด้วยกระบวนการและเทคนิคทางการผลิตแบบไร่หมุนเวียน ยังเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอีกด้วย (๒) ความพอเพียงและระยะเวลาในการบริโภค หมายความว่า การผลิตอาหารด้วยระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนสามารถตอบสนองต่อความต้องการบริโภคของครอบครัวเป็นระยะเวลายาวนาน และมีความเพียงพอต่อความต้องการของครอบครัวมากกว่าการผลิตด้วยระบบการเกษตรแบบอื่น ในประเด็นนี้จะพิจารณาอย่างเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ผลผลิตที่ได้รับจากการทำไร่หมุนเวียนปีที่ ๑ จนถึงไร่เหล่าปีที่ ๒-๓ ซึ่งยังคงให้ผลผลิตอาหารแก่ชุมชน (๓) การพึ่งตนเองด้านอาหารของครอบครัวและชุมชน หมายความว่า ชุมชนที่ผลิตอาหารด้วยระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนเป็นชุมชนที่สามารถพึ่งตนเองทางด้านอาหารได้ ไม่ต้องพึ่งพาหรือเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อหาอาหารจากตลาดภายนอก

อย่างไรก็ดี หากพิจารณาถึงเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร กับระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนในมุมมองของชาวบ้าน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจำแนกไร่หมุนเวียนออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงไร่หมุนเวียนที่ยังคงทำการเพาะปลูกข้าว หรือที่ภาษาปกาเกอะญอเรียกว่า “คึ” และช่วงไร่หมุนเวียนที่ปล่อยพักที่ดิน หรือที่เรียกว่า “ไร่เหล่า” หรือภาษาปกาเกอะญอเรียกว่า “ฉกี่” เพราะการจำแนกเช่นนี้จะช่วยให้เกิดจินตนาการถึงระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนได้อย่างแจ่มชัด ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึงระบบการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนได้ดีมากขึ้น

ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านสะเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอ สังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี พบความหลากหลายของพันธุ์ข้าวซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ปลูกสืบทอดกันในชุมชนมาจนถึงปัจจุบันและพันธุ์ข้าวที่แลกเปลี่ยนมาจากหมู่บ้านอื่นๆ สำหรับพันธุ์ข้าวดั้งเดิมของท้องถิ่น ได้แก่ ๑) พันธุ์ข้าวเจ้าอ่อน ปลูกได้ทั้งป่าอ่อนและป่าแก่ เช่น บือโบไคล่, บือกูกลี, บืออีวงบ่อง, บือเลได่ และบือเถ่อ (ต้องเป็นป่าอ่อน ๓ ปีขึ้นไปจึงปลูกได้) ปลูกได้เฉพาะป่าแก่ เช่น บือบ่องยูแย่, บืออั่วพู, บืออีวงเซ่อหนุ และบือไป่โล่ง ๒) พันธุ์ข้าวเจ้าแข็ง ปลูกได้ทั้งที่ไร่และที่นา เช่น บือพูไก, บือเบโหว่, บืออิไกล่ และบือหย่องไห่ ๓) พันธุ์ข้าวเหนียว เช่น ไอ่งไว่เบ, ไอ่งเซ่อพู (ข้าวเหนียวดำ) และไอ่งคองเหล่อ

ส่วนพันธุ์ข้าวใหม่ที่แลกเปลี่ยนมาจากญาติพี่น้องหมู่บ้านอื่น เช่น บือพะเพอ, บือโท่คอง, บือเน่อเม่อ, บือบีคลี่, บือคูกี, บืออองเจ่อ, บือบ่องทู่แผะ, บือพูอั่ว, บือโท่คู, บืออีวงพะดู และบือโปวโลว พันธุ์ข้าวเหนียว เช่น ไอ่งเซ่อ (ดำทั้งต้นและใบ) ไอ่งกะช่องแม, ไอ่งสะเท่, ไอ่งภูผา และไอ่งพ่อไซ

และความหลากหลายของพันธุ์พืชที่ปลูกในไร่ ประมาณ ๘๐ ชนิด เช่น บือแค่ (พันธุ์ข้าวโพด) มี ๖ ชนิด ได้แก่ บือแค่เชอ (ข้าวโพดหวาน) บือแค่ไอ่ง (ข้าวโพดข้าวเหนียว) บือเค่กีไก่ย (ข้าวโพดลาย) บือแค่พู (ข้าวโพดเล็ก) บือเค่พะดู (ข้าวโพดใหญ่) บือเค่กะตี (ข้าวโพดม้า) โลเค่ซา (พันธุ์ฟักทอง) มี ๗ ชนิด ได้แก่ โล่เค่พู, โลเค่พะดู, โลเค่เชอเอาะหนู (ฟักทองนมลิง) โลเค่ดีซู (ฟักทองคางคก) โลเค่กะช่องแม (ฟักทองงาช้าง) โลเค่กะช่องที เป็นต้น คู้ถี (พันธุ์เผือก) มี ๑๐ ชนิด เช่น คู้อาดี (เผือกลูกเยอะ) คู้โผ่ซา (เผือกมะพร้าว) เป็นต้น เหล่อซา (พันธุ์ฟัก) มี ๔ ชนิด เช่น เหล่อชี้หน่อ, เหล่อพะท่อ เป็นต้น ถู่ซา (พันธุ์ถั่วฟักยาว) มี ๖ ชนิด เช่น ถู่บุบือ, ถู่กิไก่ย เป็นต้น (ส่วยจีโหม่ง สังขวิมล และคณะ, อ้างแล้ว)

งานศึกษาพันธุ์ข้าวของชุมชนกะเหรี่ยงในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (ฐิรวุฒิ นาคำ และพรพนา ก๊วยเจริญ, ๒๕๓๘) ใน ๔ ชุมชน ได้แก่ ๑.บ้านจะแก ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขะบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ๒.บ้านแม่จันทะ ๓.บ้านเกริงบอ และ ๔.บ้านตะละค่อง ตำบลแม่จันทะ อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก พบว่า ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวจำนวน ๕๕ สายพันธุ์ แต่ละชุมชนปลูกข้าวสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน โดยพบว่า ชุมชนบ้านจะแกมีพันธุ์ข้าว ๓๖ สายพันธุ์ บ้านแม่จันทะ ๒๒ สายพันธุ์ บ้านเกริงบอ ๒๐ สายพันธุ์ และบ้านตะละค่องซึ่งเป็นบ้านขนาดเล็ก ๘ สายพันธุ์

พันธุ์ข้าวที่ปลูกในหมู่บ้านจะแก แบ่งเป็นข้าวเจ้า ๒๒ สายพันธุ์ ได้แก่ ๑.บือจ่องผ่อง (ข้าวนา) ๒.บือบ่องทุแพละ ๓.บือบ่องยุแย ๔.บือแขะ (ข้าวนา) ๕.บือเลแดะ ๖.บือบ่องไส้ลา ๗.บือเถิ่ง ๘.บือผ่องอว่า ๙.บืออีโว้ง ๑๐.บือบ่องน้อย (ข้าวนา) ๑๑.บือไป๋ล่อง ๑๒.บือผ่องไป๋ล่อง ๑๓.บือบ่องพู้ ๑๔.บือไกว่คู้  ๑๕.บืออีโว้งอว่า ๑๖.บือพู้ ๑๗.บือวาบอ่ง ๑๘.บือลาฉ่อง ๑๙.ข้าวหอมมะลิ (ข้าวนา) ๒๐.บืออ่องเจิ่ง ๒๑.บือจองอว่า ๒๒.บือทิไล่ป้า และข้าวเหนียว ๑๔ สายพันธุ์ ได้แก่ ๑.ไอ่ยโผล่วส้า ๒.ไอ่ยเสิ้ง ๓.ไอ่ยโพล่ววี ๔.ไอ่ยเข้าเลอ ๕.ไอ่ยโหว่ ๖.ไอ่ยเตาะโว้ง ๗.ไอ่ยทู้ ๘.ไอ่ยเป๋อเลอ ๙.ไอ่ยติไยเธ่ ๑๐.ไอ่ยเลี้ยว (ข้าวนา) ๑๑.ไอ่ยหม่องโพล่ะ ๑๒.ไอ่ยเบ๊ ๑๓.ไอ่ยบื๊อ ๑๔.ไอ่ยโหว่เบ๊

พันธุ์ข้าวในบ้านแม่จันทะ บ้านเกริงบอ และบ้านตะละค่อง แบ่งเป็นข้าวเจ้า ๒๕ สายพันธุ์ ได้แก่ ๑.บือพูท่อง ๒.บือแขะ(ข้าวนา) ๓.บือเส้ยน่า ๔.บือบ่องท่อง ๕.บือบ่องจี่ ๖.บือไกว่คู้ ๗.บือกี๊ ๘.บือโหว่ ๙.บือเลี้ยว(ข้าวลาว) ๑๐.บืออองเจิ่งโหว่ ๑๑.บือบ่องอว่า ๑๒.บืออีโว้งหรือข่องคี่ ๑๓.บือบ่องทุแพละ ๑๔.บือบ่องยุแย ๑๕.บือโตว่เตี๊ยบ่อง ๑๖.บือเหลียวไห้ ๑๗.บือเถิ่ง ๑๘.บือผงโหว่  ๑๙.บืออว่าพู้ ๒๐.บือเสิ่งค่อง ๒๑.บือบ่องหล่องล้วย ๒๒.บือเหยาไห้ ๒๓.บือจ่องผ่อง(ข้าวนา) ๒๔.บือโว้ง ๒๕.บือเหลียวอ่ง และข้าวเหนียว ๙ สายพันธุ์ ได้แก่ ๑.ไอ่ยเข้าเลอ ๒.ไอ่ยเสิ้ง ๓.ไอ่ยเข้าเพล ๔.ไอ่ยโหว่เบ๊ ๕.ไอ่ยโพล่วส้า ๖.ไอ่ยยาลี (ข้าวนา) ๗.ไอ่ยช่องแม๊ ๘.ไอ่ยไส้ลา ๙.ไอ่ยติไยเธ่

พันธุ์ข้าวที่ปลูกใน ๓ บ้านของตำบลแม่จันทะมีพันธุ์ที่ไม่ได้ปลูกในบ้านจะแก ๑๙ สายพันธุ์ (พันธุ์ข้าวที่มีสัญลักษณ์ *) แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าวอย่างมาก ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่อนุรักษ์และพัฒนาพันธุ์ข้าวดังกล่าวเกี่ยวข้องกับปัจจัยทั้งด้านนิเวศและปัจจัยทางวัฒนธรรมและสังคมก็ได้เข้ามามีบทบาทในกาค้ำจุนการดำรงอยู่อย่างหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว โดยแบ่งได้เป็น ๔ ปัจจัย ดังนี้

  • ปัจจัยของระบบนิเวศเกษตร การมีระบบนิเวศหลายแบบทำให้

ชุมชนต้องเลือกหาและพัฒนาพันธุ์ข้าวที่สามารถเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ในระบบนิเวศที่แตกต่างกัน การปลูกข้าวแต่ละหมู่บ้าน โดยเฉพาะข้าวไร่จะปลูกข้าวโดยเฉลี่ยต่อครอบครัว ๓-๔ ชนิด ครอบครัวหนึ่งจะปลูกทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า ซึ่งอาจจะปลูกข้าวเจ้า ๒ พันธุ์ ข้าวเหนียว ๒ พันธุ์ หรือข้าวเจ้า ๓ พันธุ์ ข้าวเหนียว ๑ พันธุ์ เป็นต้น การปลูกข้าวในลักษณะนี้เพื่อลดความเสี่ยงหรือเป็นหลักประกันผลผลิตจากสภาพดินฟ้าอากาศ

  • ปัจจัยด้านเป้าหมายการผลิต ชุมชนกะเหรี่ยงในเขตป่าทุ่งใหญ่

เป็นชุมชนที่พึ่งตนเองสูง การปลูกข้าวเพื่อตอบสนองต่อการบริโภคเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การพัฒนาพันธุ์และการปลูกข้าว จึงขึ้นอยู่กับความต้องการของคนในชุมชนเป็นหลัก ซึ่งยังผันแปรไปตามความชอบและไม่ชอบอีกด้วย เช่น สีของข้าว ความเหนียวนุ่ม และรสชาติ รสนิยมในการบริโภคแตกต่างกันในแต่ละครอบครัว โดยผู้เฒ่าผู้แก่จะเป็นฝ่ายกำหนดพันธุ์ที่จะเพาะปลูก โดยจะมีการปลูกพันธุ์ข้าวหลักหรือพันธุ์แม่ของครอบครัว ที่ใช้ปลูกข้าว ๙ กอ ส่วนข้าวอื่นที่ปลูกนั้นแต่ละครอบครัวจะเลือกตามความต้องการของคนในครอบครัว ซึ่งท้ายสุดแต่ละครอบครัวจะปลูกข้าวที่แตกต่างกันไป เช่น ชุมชนเกริงบอ ซึ่งมีเพียง ๑๔ ครอบครัว แต่ความแตกต่างของความชอบไม่ชอบทำให้พวกเขามีการปลูกข้าวถึง ๒๒ สายพันธุ์

  • ปัจจัยด้านพิธีกรรมและความเชื่อ พิธีกรรมได้เข้ามามีบทบาท

ในการกำหนดความหลากหลายของสายพันธุ์ข้าว ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มที่บริโภคข้าวเจ้า แต่พวกเขาต้องปลูกข้าวเหนียวเพื่อใช้ในพิธีกรรม คนกะเหรี่ยงมีความเชื่อว่า ข้าวเจ้าเป็นข้าวหลัก แต่ละครอบครัวผู้ที่เป็นหัวหน้าทำไร่ คือ “เกบือคู” มีหน้าที่เลือกพันธุ์ข้าวหลักของครอบครัว โดยเลือกเมล็ดข้าวที่ให้ผลผลิตดี ลำต้นแข็งแรงไม่ล้มเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว เมล็ดข้าวที่จะนำมาทำแม่ข้าวจะต้องคัดเลือกจากรวงที่สมบูรณ์ รวงใหญ่ เมล็ดไม่ลีบ ไม่เป็นโรค ผู้ที่จะเป็นเกบือคูนั้นจะต้องเป็นคนที่มีดวงสมพงษ์กับข้าว หมายความว่าเป็นคนที่ทำไร่ได้ข้าวมาก เมล็ดใหญ่ ถ้าปลูกแล้วข้าวขึ้นไม่ดีเป็นโรคหรือเมล็ดลีบ แสดงว่าดวงของเกบือคูไม่ถูกกับข้าวพันธุ์นั้น ต้องเปลี่ยนพันธุ์อื่นมาปลูกเป็นแม่ข้าวแทน คนเฒ่าคนแก่มักสั่งสอนลูกหลานให้รักษาพันธุ์ข้าวดั้งเดิมเอาไว้ ข้าวที่มีอยู่ก่อนต้องรักษา ถ้าต้องการปลูกพันธุ์ใหม่ซึ่งอาจเกิดขึ้นในไร่ตนเองหรือขอพันธุ์จากหมู่บ้านอื่น ข้าวเดิมต้องเอาเชื้อ เพราะถ้าทิ้งพันธุ์เดิม หากวันหนึ่งข้าวที่นำมาปลูกใหม่ไม่ได้ผลจะย้อนไปปลูกพันธุ์ดั้งเดิมก็จะหาเชื้อไม่ได้

  • ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ สิ่งที่พบเห็นในการปลูกข้าวของกะเหรี่ยง

ทุ่งใหญ่นเรศวรก็คือ การปลูกข้าวที่ให้ผลผลิตในช่วงระยะเวลาที่ต่างกัน คือ การปลูกข้าวทั้งข้าวหนักและข้าวเบา การปลูกในลักษณะนี้เพื่อแก้ปัญหาแรงงาน และเพื่อให้มีข้าวบริโภคเพียงพอ หากข้าวหมดเร็วก็จะได้กินข้าวที่สุกก่อน

ประเสริฐ ตระการศุภกร (อ้างแล้ว) กล่าวถึง ไร่ หรือ “คึ” คือที่ทำกินปัจจุบันของระบบไร่หมุนเวียน เป็นระบบการผลิตแบบพึ่งตนเอง จึงมีพันธุ์พืชมากมายที่ปลูกในไร่นอกเหนือจากข้าวไร่ซึ่งเป็นพันธุ์พืชหลัก ดังนั้น “คึ” จะมีผักเป็นอาหารได้ตลอดปี นอกจากนี้ยังสามารถเก็บเกี่ยวพืชผักในไร่ซากได้อีกอย่างน้อย ๑-๒ ปี

จากการสำรวจใน ๓ หมู่บ้านที่ศึกษา หมู่บ้านขุนวินยังคงมีพันธุ์พืชในไร่มากกว่า ๔๐ ชนิด เช่น แตงกวา (ดี) ผักกาด (เสอบะเดาะ) ข้าวโพด (บือเคส่า) เผือก (ขื่อ) มัน ฟักทอง (หลู่เคส่า) ข้าวตอก (เปอะ) อ้อย (เกอะที) ฝ้าย (แบ) ถั่วแดง (เสอะเบคลีก) ฯลฯ นอกจากนี้พันธุ์ข้าวยังมีมากกว่า ๑๐ ชนิด เช่น บือเปอะเหลอะ บือพะโดะ บือกอ บือชอมี บือหน่อบะ บือโพปริ บือว่า บือซู ฯลฯ พันธุ์ข้าวและพันธุ์พืชเหล่านี้สามารถขึ้นงอกงามได้ดีในไร่หมุนเวียนที่เรียกว่า “คึ” มิใช่ไร่ผสมผสานหรือไร่ทำอยู่กับที่หรือสวน พันธุ์พืชบางชนิดเช่น ห่อวอ (กะเพราแดง) ขึ้นเฉพาะในที่ดินที่เป็นไร่ซากมีรอบหมุนเวียน ๖-๘ ปีขึ้นไปเท่านั้น ส่วนในหมู่บ้านทุ่งหลวงนั้น พันธุ์พืชต่าง ๆ ในไร่เกือบไม่มีอีกแล้วเพราะการทำไร่หมุนเวียนหยุดชะงักลง และหมู่บ้านห้วยหอยก็เช่นกัน พันธุ์พืชหลายชนิดหายไป เพราะรอบหมุนเวียนของไร่เหลือเวลาเพียง ๓-๕ ปีเท่านั้น แม้จะดูแลสภาพดีอย่างดี แต่พืชบางชนิดก็ไม่ขึ้นอีก เช่น กะเพราแดงและแตงกวาบางชนิด

พาตี่วะเจ๊ะ แตะแคระ แห่งหมู่บ้านห้วยหอยได้เล่าว่า ตนเองได้ทดลองปลูกห่อวอ (กระเพราแดง) ในไร่ที่มีรอบหมุนเวียนแค่ ๓ ปี และดูแลเป็นพิเศษ แต่ไม่มีห่อวอขึ้นเลยแม้แต่ต้นเดียว จะเห็นว่าพันธุ์พืชเหล่านี้ดูเหมือนจะต้องขึ้นคู่กับระบบไร่หมุนเวียนที่แท้จริง ซึ่งยังมีรอบหมุนเวียนตามปกติ มิฉะนั้นจะเรียกว่าเป็น “คึ” ไม่ได้ เพราะถ้าเป็น “คึ” ต้องมีระบบหมุนเวียน ๕-๖ ปีขึ้นไป หากชุมชนต้องการรักษาความหลากหลายของพันธุ์พืชในไร่ไว้ ก็จำเป็นต้องรักษาระบบไร่หมุนเวียนที่เป็นรูปแบบปกติ จึงเรียกว่า “คึ” หรือ ไร่หมุนเวียนที่แท้จริง

สมศักดิ์ สุขวงศ์ (๒๕๓๘) ได้ยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่ง คือ เมื่อมีการค้นพบข้าวโพดป่าใน Siera de Manatlan ของเม็กซิโก ข้าวโพดพันธุ์นี้มีอายุได้หลายปี ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า zeo diploperennis ต่อจากนั้นก็มีการประกาศจัดตั้งเป็นเขตสงวนชีวาลัย (biosphere reserve) เพื่อรักษาข้าวโพดป่าและระบบนิเวศที่พบพืชชนิดนี้ แต่ก็เจอปัญหา เพราะว่าข้าวโพดป่านี้เป็นพืชเบิกนำ (secondary species) ชอบขึ้นในไร่ข้าวโพดที่ทิ้งร้างไว้ ฉะนั้นจะรักษาข้าวโพดป่าก็ต้องใช้วิธี การทำไร่เลื่อนลอย อันเป็นวิธีการเลียนแบบการเกษตรแบบดั้งเดิม เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่มันต้องการ ดังนั้นถ้าไม่มีคนทำเกษตรแบบนี้มาก่อน มันก็คงสูญพันธ์ไปนานแล้ว การอนุรักษ์ในแนวนี้ก็ถูกมองข้ามเสมอ

นอกจากนี้ในงานศึกษาของ อานันท์ กาญจนพันธ์ (อ้างแล้ว) ที่ศึกษาบ้านแม่อุมพาย ยังได้กล่าวถึงการจัดการเมล็ดพันธุ์พืช (ข้าวและพืชอาหารชนิดต่าง ๆ) ทั้งการเก็บรักษา คัดเลือก และแลกเปลี่ยนพันธุ์พืช เพื่อให้ได้พันธุ์พืชที่สามารถให้ผลผลิตได้สูงในพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งการจัดการกับปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนคำนึงถึงความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชน ความเป็นธรรมของสังคม และความยั่งยืนของระบบนิเวศ

ไร่หมุนเวียนมีฐานะเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหาร ชาวบ้านแม่อุมพายมักกล่าวว่า “ไร่หมุนเวียนเป็นแหล่งอาหาร” ด้วยเหตุผลที่ว่า นอกจากข้าวแล้ว พืชอาหารที่ปลูกพร้อมกับข้าว (เช่น ฟักทอง ฟักหม่น แตงกวา เป็นต้น) พืชอาหารที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ และสัตว์ป่านานาชนิดที่พบในไร่  เป็นแหล่งที่มาของอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นให้กับชาวบ้านเป็นอย่างดี ความหลากหลายทางอาหารในไร่หมุนเวียนยังมีความสัมพันธ์กับช่วงเวลาของรอบปีในการผลิต นอกจากในไร่ข้าวแล้ว แหล่งอาหารธรรมชาติทั้งพืชและสัตว์ยังได้จาก “ไร่เหล่า” (ไร่เหล่าและไร่ปัจจุบันยังเป็นหลักประกันของแหล่งเชื้อเพลิง เช่น ไม้ฟืน เพราะการทำไร่ทำให้มีไม้ฟืนจำนวนมากที่เผาไหม้ไม่หมด)

ความหลากหลายทางชีวภาพในไร่ข้าวเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความมั่นคงทางอาหารได้เป็นอย่างดี ความหลากหลายยิ่งมีมากเพียงใด ความมั่นคงทางอาหารยิ่งสูงมากขึ้นเพียงนั้น จากการศึกษาพบว่า ความหลากหลายในไร่หมุนเวียนไม่เพียงแค่ชนิดพันธุ์พืชเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความหลากหลายของสายพันธุ์พืชด้วย ความหลากหลายของพันธุ์ข้าวในไร่หมุนเวียนพบมากถึง ๑๓ สายพันธุ์ (พันธุ์ข้าวที่สูญหายไปจำนวน ๙ สายพันธุ์) พืชอาหารอื่นอีกจำนวน ๓๘ ชนิด ๘๖ สายพันธุ์ (เช่น เผือกจำนวน ๗ สายพันธุ์ แตงกวา ๘ สายพันธุ์)

จากการศึกษา พบว่า แม้ชาวบ้านบางคนจะมีที่นา ผลิตข้าวได้พอกิน หรือเหลือกิน แต่ก็ยังทำไร่ เพราะไร่ให้พืชอาหารด้วย ไม่ได้ให้เพียงแค่ข้าว ซึ่งแตกต่างจากนาที่ให้เพียงแค่ข้าวเท่านั้น ดังนั้นระบบนิเวศแบบนา จึงมีข้อจำกัดด้านอาหารมากกว่าระบบนิเวศแบบไร่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยืนยันถึงหลักความมั่นคงทางอาหาร ไม่ใช่เพียงความหลากหลายของชนิดและสายพันธุ์ของพืชและสัตว์เท่านั้น ทว่าการจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมที่ทำให้ทุกคนมีข้าวและอาหารกิน ไม่อดอยาก นับเป็นหลักประกันความมั่นคงทางอาหารที่สำคัญอีกประการหนึ่ง หลักการนี้แสดงออกในรูปของ “การปันที่ดิน” ให้ทำไร่เพื่อให้ได้ข้าวและอาหารมาบริโภค

เช่นเดียวกับที่บ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคา ความหมายทางอุดมการณ์ของไร่หมุนเวียน ก็คือความมั่นคงทางด้านอาหารที่เน้นเรื่องความหลากหลายของพันธุกรรมข้าวและพืชอาหารเป็นหลัก ควบคู่กับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางธรรมชาติ ไร่หมุนเวียนเป็นฐานความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชน ตราบเท่าที่ไร่หมุนเวียนยังคงความหลากหลายของพืชอาหารไว้ได้ นั่นคือ ชาวบ้านสามารถพึ่งพิงอาหารจากการผลิตในระบบไร่หมุนเวียนตลอดปี และพึ่งพิงอาหารบางส่วนและน้ำจากป่าช่วยให้ชุมชนลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกลง

บทบาทที่สำคัญของระบบการปลูกพืชอันหลากหลายต่อสังคมกะเหรี่ยงคือ การสร้างความมั่นคงในการพึ่งพาตนเองให้กับชุมชนที่มีวิถีการผลิตแบบยังชีพ โดยเฉพาะการพึ่งตนเองด้านอาหาร เนื่องจากพืชเกือบทั้งหมดที่ปลูกในไร่ล้วนเป็นพืชอาหารซึ่งจะเพียงพอแก่การดำรงชีพไปตลอดปี โดยไม่ต้องพึ่งพิงจากภายนอก พืชหลากชนิดที่เหลือจากการบริโภค เช่น พริก ยาสูบ ถูกนำไปแลกเปลี่ยนกับผลผลิตจากชุมชนใกล้เคียง เช่น หมาก โดยที่ไม่ผ่านระบบเงินตรา ระบบเศรษฐกิจภายใต้การการผลิตเช่นนี้จึงทำให้ชุมชนอยู่ในภาวะที่ขึ้นต่อสังคมภายนอกน้อยมาก หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นระบบที่ทำให้ชุมชนสามารถกำหนดแบบแผนการดำรงชีวิตได้อย่างมีอิสระ (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, อ้างแล้ว)

.๓.๔ บทบาทในเชิงสังคมและวัฒนธรรม

ความเชื่อและพิธีกรรมของชาวปกาเกอะญอในส่วนที่เกี่ยวข้องกับไร่หมุนเวียน เป็นรูปแบบการจัดความสัมพันธ์ทางการผลิตระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่เคารพบูชาของคนในสังคม ชาวปกาเกอะญอเริ่มปีการผลิตด้วยการจัดพิธีขึ้นปีใหม่ เป็นการขจัดความขัดแย้งและสิ่งอัปมงคลที่มีอยู่ในชุมชนให้หมดสิ้นไป สร้างเสริมความรักใคร่ปรองดองและความสามัคคีภายในชุมชนเพื่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการทำการผลิตร่วมกันในปีต่อไป พิธีขึ้นปีใหม่ยังเป็นการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการจัดการผลิตและการคัดเลือกที่ไร่สำหรับทำการผลิตในปีต่อไป รวมทั้งการจัดแบ่งที่ดินให้กับผู้ยากไร้ที่ไม่มีนาหรือที่ดินเป็นของตนเอง พิธีขึ้นปีใหม่จึงเป็นการใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ของผีในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างคนกับกับคนในลักษณะถ้อยทีถ้อยอาศัย และเน้นความเป็นธรรมของระบบการผลิต อีกทั้งเป็นการตอกย้ำบทบาทของคนเฒ่าคนแก่และขี่โห่หรือผู้นำทางศาสนาในฐานะเป็นผู้มีภูมิปัญญาความรู้เกี่ยวกับจารีตประเพณีวิถีปฏิบัติและหน้าทีเป็นผู้ให้คำปรึกษาในกิจการต่างๆ ของชุมชน

พิธีแทงแม่ข้าว ๗ หลุม และการเชิญนกขวัญข้าวมาลงมาจากฟ้า หรือ “โถ่บีข่า” ถือเป็นการตอกย้ำอุดมการณ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของเจตนารมณ์และหลักการจัดการไร่หมุนเวียนนั่นคือ การแบ่งปันและการสร้างความเป็นธรรมทางสังคม การสั่งสอนให้ชุมชนต้องดูแลผู้ด้อยโอกาส เช่น เด็กกำพร้าและหญิงแม่หม้าย ให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ชุมชนต้องแบ่งที่ดินทำกินให้กับคนจนเพื่อให้โอกาสได้ลืมตาอ้าปากและสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในโอกาสต่อไป และอุดมการณ์ความเป็นธรรมต่อระบบนิเวศ หากปราศจากเสียซึ่งความเป็นธรรมทางสังคม คนยากจน ผู้ด้อยโอกาสและไร่ที่ทำกินย่อมช่วยตนเองด้วยการออกไปตัดไม้ในป่าธรรมชาติ ออกล่าสัตว์และเบียดเบียนธรรมชาติแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น และทำให้ชุมชนไม่อาจรักษาความมั่นคงและความเป็นธรรมทางนิเวศ หรือความสมดุลของสภาพแวดล้อมได้อีกต่อไป ซึ่งความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมย่อมส่งผลกระทบต่อระบบการผลิตและความมั่นคงของผลผลิตของชุมชนในโอกาสต่อไป

ความรักและความผูกพันธุ์ต่อป่า ซึ่งได้รับการสืบทอดตอกย้ำผ่านความเชื่อและพิธีกรรมนานาชนิด มิได้เกินขึ้นลอยๆ หากเกิดขึ้นจากความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับนัยสำคัญของธรรมชาติแวดล้อมที่มีต่อการผลิตและความมั่นคงของชีวิต ความรู้และภูมิปัญญาดังกล่าวได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยผ่านภาษาพิธีกรรมและอำนาจทางศีลธรรมของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่มาของความเชื่อต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อเรื่องผีที่สามารถให้คุณให้โทษต่อระบบการผลิตและชีวิตทางสังคมของมนุษย์ ในพิธีกรรมทางการผลิตต่างๆ หากพิจารณาเพียงผิวเผินอาจเห็นว่า มีองค์ประกอบหลักอยู่ที่การบวงสรวงอ้อนวอนต่อผี แต่โดยเนื้อแท้ความจริงแล้ว ชาวปกาเกอะญอกำลังสื่อสารกับลูกหลานผ่านภาษาของพิธีกรรม เกี่ยวกับการจัดระเบียบสังคมและหลักการพื้นฐาน

อานันท์ กาญจนพันธุ์ (อ้างแล้ว) กล่าวถึงแนวคิดหลักที่กำกับระบบการทำไร่หมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงว่าคือ การสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับชุมชน ดังปรากฏในตำนานหรือเรื่องเล่าว่าด้วย “นกขวัญข้าว” เรื่องเล่านี้มีอยู่ว่า

กษัตริย์องค์หนึ่งกีดกันไม่ให้เด็กกำพร้าใช้ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ และให้ทำมาหากินบริเวณที่เป็นหินตามเนินเขา นกขวัญข้าวเห็นความไม่เป็นธรรมนี้เข้า จึงแปลงร่างเป็นหญิงชราหม้ายลงมาช่วยเหลือ โดยให้ตนเองนั้นติดอยู่ในดงไผ่หนาม แล้วร้องขอให้ผู้คนที่ผ่านไปมาช่วยเหลือ แต่ทุกคนที่ผ่านไปบริเวณนั้นก็ไม่มีใครยอมลงช่วยเหลือ นอกจากเด็กกำพร้า เมื่อหญิงชราหม้ายหลุดพ้นออกจากดงหนามไผ่ ได้ขออาศัยอยู่ด้วยและรับที่จะช่วยเหลือเด็กกำพร้า เมื่อเด็กกำพร้าเห็นพื้นที่ไร่ของตนเองมีสภาพเป็นหินก็ท้อใจ หญิงชราหม้ายจึงบอกให้นำดินมากลบหินและตัดไม้มาวางตากให้แห้งแล้วเผา จากนั้นให้เด็กกำพร้าไปเก็บข้าวมาจากไร่นาของคนอื่น เด็กกำพร้าเก็บมาได้เพียงเมล็ดเดียวแล้วนำไปปลูกในไร่ของตนเอง เมล็ดข้าวดังกล่าวได้แตกออกมาจำนวนมาก ข้าวแต่ละกอให้ผลผลิตมากมาย เด็กหนุ่มกินข้าวอย่างไรก็ไม่หมด จึงนำข้าวที่เหลือไปแบ่งปันให้กับคนที่ไม่มีข้าวกิน หรือมีข้าวที่ไม่พอกิน เมื่อหญิงชราหม้ายเสร็จสิ้นหน้าที่ของตนก็แปลงกลายเป็นนกบินกลับสู่สวรรค์

ตำนานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ที่ทำดีย่อมได้รับผลดีตอบแทน ผลดีที่ว่าคือความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร การทำความดีของเด็กชายกำพร้า คือ การช่วยเหลือผู้อื่น แบ่งปันข้าวให้กับผู้ที่อดอยากกว่า ตำนานเรื่องนี้จึงสอนให้ชาวปกาเกอะญอรู้จักการเสียสละ การให้ และช่วยเหลือผู้อื่น และการให้นั้นก็จะยังผลให้ตนเองได้รับความอุดมสมบูรณ์ที่ไม่รู้จักหมดสิ้น

นอกจากนี้ ชาวปกาเกอะญอยังได้นำเอาอุดมการณ์ว่าด้วย “ความอุดมสมบูรณ์” ไปเชื่อมโยงกับการทำความดีอื่น ๆ และสร้างเป็นกฎเกณฑ์ของชุมชน เช่น การห้ามสมาชิกในหมู่บ้านกระทำผิดศีลธรรม เพราะจะมีผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน โดยเฉพาะไร่หมุนเวียน ดังนั้นเมื่อมีการทำผิดศีลธรรม เช่น ผิดลูกผิดเมียคนอื่น ชาวบ้านเชื่อว่าจะทำให้ผลผลิตเสียหาย ทำลายความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน ถึงกับมีคำกล่าวที่ว่า “การละเมิดทางเพศ เป็นการผิดผี ที่ทำให้เกิดหายนะต่อชุมชน และความอุดมสมบูรณ์ถูกทำลาย”

ตัวอย่างเช่น ในปีหนึ่งบ้านแม่อุมพายมีตั๊กแตนระบาด ทำให้ผลผลิตข้าวเสียหายจำนวนมาก ชาวบ้านตรวจสอบพบว่า มีการทำผิดลูกเมียคนอื่น ต้องทำพิธีขอขมา เพื่อร้องขอให้ความอุดมสมบูรณ์กลับมาอีกครั้ง พิธีกรรมและกฎเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นถึงนัยยะสิทธิที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและมนุษย์ว่า ประการแรก ผลผลิตหรือ “ความอุดมสมบูรณ์” ไม่ได้เป็นของมนุษย์ หากแต่เป็นของ “ผี” หรือ “สิ่งสูงสุด”  ดังนั้นหากต้องการที่จะให้เกิดความอุดมสมบูรณ์จะต้องกระทำ “ความดี” เป็นการแลกเปลี่ยน ประการที่สอง การทำดีเพียงรายบุคคลนั้นไม่เพียงพอ แต่ต้องร่วมแรงร่วมใจกันทั้งชุมชน หมายถึง สังคมจะต้องช่วยกันควบคุมดูแลสมาชิกด้วยกัน ดังนั้น การผิดลูกผิดเมียคนอื่นจึงไม่เพียงมีผลกระทบในระดับครอบครัว หากแต่กระทบในระดับชุมชนด้วย เพราะมีผลทำให้พืชผลของชุมชนเสียหาย ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้จำกัดแค่เพียงผู้กระทำผิดเท่านั้น ประการที่สาม เมื่อมีการทำผิดศีลธรรมหรือละเมิดกฎเกณฑ์ของหมู่บ้าน จะต้องมีการประกอบพิธีกรรมในระดับชุมชน ไม่ใช่พิธีกรรมในระดับครอบครัว หรือเครือญาติ แม้ว่าการละเมิดกฎเกณฑ์นั้นจะเกิดจากคนเพียง ๒ คนเท่านั้น ทั้งนี้ ทุกคนในชุมชนจะร่วมกันประกอบพิธีกรรมเพื่อขอขมาต่อผี โดยผู้กระทำผิดจะถูกปรับเป็นควายตัวใหญ่ ๑ ตัว นำมาเลี้ยงผี หญิงชายที่ทำผิดร่วมกันจะจูงควายเดินรอบหมู่บ้าน ๓ รอบ จากนั้นจึงฆ่าควายเลี้ยงผี ผู้กระทำผิดจะต้องนำควายมาแบ่งให้กับสมาชิกของชุมชนเท่ากันทุก ๆ คน โดยนำเนื้อควายนั้นไปมอบให้ถึงบ้านทุกหลังคาเรือน เป็นการแสดงการสำนึกในความผิด และขอขมาลาโทษ

ปัจจุบัน แม้ว่าชาวบ้านได้เปลี่ยนจากการนับถือผีไปเป็นคริสต์กันหมดแล้ว แต่วิธีคิดเรื่อง “ความอุดมสมบูรณ์” ยังไม่เปลี่ยนแปลง มีการเปลี่ยนรูปแบบจากการประกอบพิธีกรรมเพื่อขอขมา มาเป็นการทำพิธี “มิสชา” ระลึกถึงพระเจ้า เพื่อให้พระเจ้าล้างบาปให้กับมนุษย์ ก่อนจะประกอบพิธีกรรมดังกล่าวชาวบ้านทุกคนจะต้องสารภาพบาปต่อพระเจ้า (ผ่านทางบาทหลวง) พิธีกรรมดังกล่าวนี้ ชาวบ้านจะร่วมกันบริจาคเงินถวายแด่พระเจ้า

ตำนาน “นกขวัญข้าว” ที่แสดงถึงการเสียสละ การแบ่งปัน การให้กับผู้ที่ยากไร้หรือขาดแคลน โดยมีเป้าหมายเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของชุมชน การที่ทุกคนไม่อดข้าว สะท้อนให้เห็นว่า ระบบไร่หมุนเวียน เป็นระบบที่เชื่อมโยงระบบการผลิต ระบบเศรษฐกิจ และสังคมเข้าด้วยกัน ภายใต้ความสัมพันธ์ระหว่างไร่-ป่า-คน-ผี-พระเจ้า ก่อเกิดอุดมการณ์ทางสังคม วัฒนธรรม และศีลธรรม ซึ่ง Jame C. Scott (๑๙๗๖) เรียกความสัมพันธ์นี้ว่า “Moral Economy” หรือเศรษฐกิจศีลธรรม ที่ระบบการผลิตผูกติดกับจริยธรรมการยังชีพในการดำเนินชีวิตของคนในชุมชน และความสัมพันธ์ทางสังคม ความสัมพันธ์นี้เองที่ก่อเกิดรูปแบบที่อาจเรียกว่าเป็น “สิทธิในการยังชีพ” ที่แฝงอยู่ในแนวทางในการปฏิบัติตามอุดมการณ์ ดังเช่น การดูแลชาวบ้านที่ยากไร้ และด้อยโอกาส เช่น เด็กกำพร้า หญิงหม้าย เป็นต้น ซึ่งระบบคุณค่าหรืออุดมการณ์นี้ได้พัฒนาเป็นทั้งกลไกเชิงสถาบัน และอำนาจที่มีผลบังคับใช้ภายในชุมชน และแม้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงความเชื่อทางศาสนาจากผีเป็นคริสต์แล้วก็ตาม

นัยที่สำคัญของความอุดมสมบูรณ์ที่แฝงมากับตำนาน “นกขวัญข้าว” คือการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นได้จาก “ปฏิบัติการ” ที่เป็นรูปธรรมได้อย่างน้อย ๓ ประการ ดังนี้

ประการแรก การแบ่งปันที่ดิน โดยชุมชนจะให้โอกาสกับคนไร้ที่ดินทำกิน ให้สามารถเข้าถึงที่ดินก่อนเป็นอันดับแรก แล้วจึงตามมาด้วยผู้ที่มีที่ดินทำกินไม่เพียงพอ

ประการที่สอง การแบ่งปันผลผลิต ชาวบ้านที่ทำไร่จะเชิญชวนผู้ที่ไม่ได้ทำไร่ หรือสมาชิกในชุมชนของตนเข้าไปเก็บผลผลิตที่เป็นพืชอาหาร เช่น แตงกวา ฟักทอง ฟักหม่น เผือก เป็นต้น ภายหลังจากที่เจ้าของไร่เก็บผลผลิตไว้แล้ว

ประการที่สาม การช่วยเหลือผู้ยากไร้ ชุมชนได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมหลากหลายรูปแบบ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ภายในชุมชน เช่น คนชราที่ไม่มีลูกหลาน ผู้ป่วยหรือผู้พิการ เป็นต้น ดังเช่นในกรณีบ้านกลาง มีพะตีบุญมาซึ่งอายุมากแล้ว และต้องดูแลภรรยาที่ป่วยมานานกว่า ๕ ปี จนไม่มีเวลาไปทำไร่นา ชุมชนประชุมกันที่โบสถ์และลงมติรวมกันว่าจะช่วยกันลงแขกโดยที่พะตีไม่ต้องใช้แรงงานคืนตามหลักการของการเอามื้อเอาวัน เพื่อให้พะตีมีข้าวกิน และมีเวลาสำหรับดูแลภรรยาที่เจ็บป่วย หรือกรณีการตั้ง “กองทุนข้าว” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ผลผลิตข้าวไม่พอกิน ให้สามารถเข้ามากู้ยืมข้าวไปใช้ก่อน และนำข้าวมาคืนพร้อมดอกเบี้ยในปีต่อไป ซึ่งดอกเบี้ยกำหนดไว้ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ กล่าวคือ หากยืมข้าวไป ๑๐ ถัง ก็ต้องส่งคืน ๑๒ ถัง โดยทั่วไปแล้วเกือบทุกหมู่บ้านจะมีกองทุนข้าว ซึ่งในบางแห่งจะเรียกว่า “ธนาคารข้าว”

นอกจากนี้การช่วยเหลือผู้ยากไร้กระทำในรูปของการตั้ง “กองบุญข้าว” เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ กองบุญข้าวจะรับบริจาคข้าวจากคนภายในและภายนอกชุมชน แล้วนำข้าวไปมอบให้กับผู้เจ็บป่วย พิการ ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ หมู่บ้านที่ใช้ระบบนี้ส่วนมากจะนับถือศาสนาคริสต์นิกาย “คาทอลิก” เช่น บ้านแม่อุมพาย บ้านขุนแปะ เป็นต้น

ความเชื่อทางศาสนา ยังได้มีส่วนสร้างระบบการช่วยเหลือเกื้อกูล ดังเช่น การสร้างกฎเกณฑ์ “ระบบสิบลด” ซึ่งเกิดจากหลักคำสอนในพระคัมภีร์คริสต์ ที่ระบุว่า สรรพสิ่งบนโลกเป็นของพระเจ้า

ดังนั้น เมื่อทำไร่ได้ผลผลิตมาแล้วต้องถวายคืนแก่พระองค์ แล้วขอให้พระองค์ประทานพรให้ เช่น ในกรณีบ้านกลาง ชาวบ้านจะนำข้าวถังแรกที่เก็บเกี่ยวได้มามอบให้กับพระเจ้า และเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้วจะนำข้าวอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์มามอบให้พระเจ้าอีก ซึ่งทางองค์กรคริสต์จะนำผลผลิตนี้ไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ในหมู่บ้าน และชุมชนใกล้เคียงที่นับถือคริสต์เช่นกัน นอกจากผลผลิตจากไร่และนา ที่จะต้องเข้าสู่ “ระบบสิบลด” แล้วก็จะใช้ระบบนี้เข้าไปรวบรวมเงินเพื่อเข้ากองทุนหมู่บ้านเพื่อใช้ในงานส่วนรวมของหมู่บ้านต่อไป หมู่บ้านที่ใช้ “ระบบสิบลด” นี้มักจะนับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์ เช่น บ้านกลาง บ้านแม่ลานคำ บ้านป่าคา เป็นต้น

เช่นเดียวกับงานศึกษาของประเสริฐ ตระการศุภกร (อ้างแล้ว) ที่ได้กล่าวถึงองค์ความรู้ในการทำไร่หมุนเวียนที่เกี่ยวข้องในมิติวัฒนธรรมความเชื่ออย่างลึกซึ้ง

ปรัชญา ความเชื่อ อุดมการณ์ในการทำไร่หมุนเวียนของชนเผ่ากะเหรี่ยง สามารถอธิบายโครงสร้างและแบบแผนทางสังคม วัฒนธรรมที่สัมพันธ์กับระบบนิเวศ ที่มิได้มีการเขียนหรือบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่เป็นสิ่งที่อยู่ในความคิด สำนึกของชาวบ้านและจะถ่ายทอดจากชนรุ่นหนึ่งไปยังชนอีกรุ่นต่อ ๆ ไปด้วย การสอนโดยตรงปากต่อปาก (Mundey and Compton, ๑๙๙๑)

ตำนาน “โถ่ บี ข่า” หรือ “นกขวัญข้าว” เป็นตำนานที่เล่าต่อ ๆ กันมา โดยมีแบบแผนความเชื่ออยู่ในขั้นตอนของการผลิตไร่หมุนเวียน และการปฏิบัติก็อยู่ในวิถีชีวิตของชุมชน ในการจัดการระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนในเรื่องการลงแขกและเปลี่ยนแรงงานกันโดยมีจิตวิญญาณของความเอื้ออาทรต่อกัน “แบบพี่แบบน้อง” และมีแบบแผนความเชื่อพิธีกรรมอยู่ใน “พิธีสู่ลอบือโหม่ปก่า” แปลว่า “พิธีปลูกแม่ข้าว ๗ หลุม” และ “พิธี เกาะ ถ่อ โถ่” แปลว่า “พิธีเรียกนกกลับฟ้า” ทั้ง ๒ พิธีนี้อยู่ในตอนต้นและตอนท้ายของการผลิตแบบไร่หมุนเวียน

ตำนาน “โถ่ บี ข่า” กลายเป็นปรัชญาความคิดความเชื่ออุดมการณ์ในการทำไร่หมุนเวียน โดยมีสัญลักษณ์คือ โถ่บีข่า หรือ นกขวัญข้าว ในตำนานนั้น “โถ่บีข่า” ก็คือ “แม่หม้าย” ที่หนุ่มกำพร้าช่วยเหลือออกมาจากกอหนามหวาย และดูแลเลี้ยงดูจนผ่านพ้นฤดูกาลผลิต เมื่อหนุ่มกำพร้าได้ช่วยเหลือหญิงแม่หม้าย ทำให้ข้าวไร่ที่ปลูกมากมายจนกินไม่หมด เรียกว่า “บือ ปะ จะ แน” แปลว่า “ข้าวทิพย์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์นั่นเอง

นอกจากนี้ตำนาน โถ่ บี ข่า ยังได้สร้างอุดมการณ์ในเรื่องการช่วยเหลือเกื้อกูลกันโดยมี “หนุ่มกำพร้า” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงจิตใจที่เอื้ออาทรต่อกัน เป็นพี่น้องและรู้จักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ชุมชนกะเหรี่ยงที่ทำไร่หมุนเวียนโดยใช้วิธีลงแขกแลกเปลี่ยนแรงงานนั้น ย่อมต้องมีหัวใจแห่งความเป็นพี่น้องช่วยเหลือกันและกัน และช่วยเหลือคนด้อยโอกาสหรือคนที่อ่อนแอ เช่น แม่หม้ายและเด็กกำพร้า เป็นต้น เมื่อกระทำเช่นนี้จะทำให้ผลผลิตข้าวไร่เป็นเสมือน “บือปะจะแน” ซึ่งหมายถึงข้าวทิพย์ หรือข้าววิเศษที่กินไม่มีวันหมด

พิธีนี้มีความหมายถึงการขอบคุณนกขวัญข้าว ที่ลงมาเป็นขวัญข้าวให้กับไร่หมุนเวียนตลอดทั้งปี จึงทำพิธีเลี้ยงส่งเพื่อบินกลับไปยังฟากฟ้าและจะเชิญลงมาใหม่ในปีการผลิตต่อไป นับว่าเป็นพิธีที่ตอกย้ำคุณค่าของระบบไร่หมุนเวียนที่มีจิตวิญญาณเป็นโถ่บีข่า หรือนกขวัญข้าว เพื่อให้ระบบทั้งระบบมีคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์เกิดการสืบทอดกันอย่างต่อเนื่องตลอดไป

เนื่องจากชนเผ่ากะเหรี่ยงมีประวัติศาสตร์มากมายเพื่อตรวจสอบระบบการทำไร่หมุนเวียนให้เกิดความยั่งยืนทั้งคน ชุมชน และระบบนิเวศทั้งระบบ กฎเกณฑ์เหล่านี้จะควบคุม ติดตาม ตรวจสอบการคัดเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนให้เป็นไปตามระบบ และมีรูปแบบเชิงอนุรักษ์ การคัดเลือกพื้นที่ไร่หมุนเวียนเชิงอนุรักษ์ แบ่งเป็น ๓ รูปแบบ ดังต่อไปนี้ คือ รูปแบบที่ ๑ รูปแบบที่ผ่านระบบความเชื่อหรือลางบอกเหตุ รูปแบบที่ ๒ รูปแบบที่ผ่าน “ต่าดื้อ” ซึ่งแปลว่า ข้อห้ามทำกินในป่าต้องห้ามหรือป่าอนุรักษ์ตามประเพณี รูปแบบที่ ๓ รูปแบบการจัดการพื้นที่ทำกินแต่ละปีโดยมีรูปแบบเชิงอนุรักษ์

รูปแบบที่ ๑ รูปแบบที่ผ่านระบบความเชื่อ หรือ สัญลักษณ์ที่เป็นลางบอกเหตุ ดังบทลำนำที่ว่า “ฉ่า ลอ ดู คี จอ เกอะ แพะ ตา โฮ เต่ บอ แปล บอ แปล” แปลว่า “กำลังจะหมายที่ถางไร่อยู่แล้ว เก้งสีเหลืองแดงวิ่งสวนออกมา มือที่จับมีดอยู่ต้องชะงักลง” จากบทลำนำนี้สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อชุมชนจะไปหมายไร่ต้องคำนึงลางบอกเหตุต่าง ๆ เช่น เก้ง วิ่งออกมาให้เห็นเวลาไปสำรวจพื้นที่ไร่ใหม่ ในกรณีที่เข้าไปในไร่ซากนั้น หากพบเก้ง งูเหลือม รังผึ้ง หรือ นกแสกร้อง ถือว่าเป็นสิ่งไม่ดี เป็นลางบอกเหตุมิให้ทำกินในบริเวณนั้น ฉะนั้นชุมชนจะหยุดสำรวจพื้นที่นั้นทันที และไปสำรวจที่ใหม่ในวันต่อไป เชื่อกันว่า สัญลักษณ์ต่าง ๆ นี้เกิดขึ้น เนื่องจากเจ้าป่าเจ้าเขาไม่อนุญาตให้ทำกินบริเวณนั้น อธิบายได้ว่า ความเชื่อนั้นเป็นการปลูกฝังให้ชุมชนให้ความสำคัญต่อสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในไร่ซาก นอกจากนี้การทำไร่ต้องไม่กระทบระบบวงจรในการอาศัยและการแพร่พันธุ์ของสัตว์ป่า เพื่อสัตว์เหล่านั้นจะอาศัยในป่าได้อย่างสงบและร่มเย็น

โดยสรุปแล้วการเลือกพื้นที่ทำกินใหม่แต่ละปีต้องไม่กระทบกับระบบชีวิตของสัตว์ป่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์ประเภทที่หายาก เช่น นกสาลิกาดง งูใหญ่ชนิดต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีระบบตรวจสอบดินและความชื้นในป่าไร่ซากซี่ความอุดมสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด หลังจากสำรวจพื้นที่ไร่ใหม่แล้ว กลับบ้านนอนฝันถึงสิ่งไม่ดี เช่น ไฟไหม้ เห็นเลือด ถือว่าเจ้าป่าเจ้าเขาไม่อนุญาต แต่ถ้าฝันว่าน้ำท่วม เห็นช้าง ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่ดี ขวัญข้าวจะมาหา สามารถทำกินบริเวณนั้นได้และจะได้ผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

ในกรณีเช่นนี้สามารถอธิบายได้ว่า ในการทำไร่หมุนเวียนนั้น นอกจากไม่ให้กระทบระบบนิเวศและสัตว์ป่าแล้ว ยังต้องไม่ให้มีผลกระทบต่อคนในครอบครัวหรือชุมชน มิให้เกิดความเดือดร้อน หากฝันไม่ดีแล้วฝืนทำกินเชื่อว่าอาจเกิดอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยของคนในครอบครัว ดังนั้นกฎข้อห้ามลางบอกเหตุนี้ จึงเป็นการจัดระบบให้เอื้อต่อความดีงามทั้งครอบครัวรวมทั้งชุมชนและระบบนิเวศด้วย

รูปแบบที่ ๒ รูปแบบที่ผ่าน “ต่าดื้อ” แปลว่ากฎต้องห้ามในพื้นที่ซึ่งหมายถึงป่าต้องห้ามประเภทต่าง ๆ หรือป่าอนุรักษ์ตามประเพณี การเลือกพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนใหม่ต้องไม่ล้ำเขตป่าอนุรักษ์ตามประเพณีหรือไม่เปิดป่าใหม่อย่างเด็ดขาด ตัวอย่างของป่าอนุรักษ์ตามประเพณี เช่น “เดะหมื่อเบอ” แปลว่า “เขียดแลวกกไข่” คือบริเวณเนินเขาเล็ก ๆ ที่รอบล้อมด้วยห้วยหนองบึง “นา อุ๊ หรู่” แปลว่า ป่าน้ำผุด “ต่าเดโดะ” แปลว่า ป่ากิ่วลมใหญ่ “แดวะเก๊าะ” แปลว่า แหล่งของห้วยสองห้วยมาบรรจบกัน “ปกาโลปู” แปลว่า ป่าช้า “ต่าหลื่อหล่อ” แปลว่า ป่าพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น

ป่าต่าง ๆ เหล่านี้ชุมชนเชื่อว่าเป็นป่าที่มีผีแรงหรือผีดุมากใครไปยุ่งเกี่ยวจะเกิด การเจ็บป่วยและตาย จึงเคารพยำเกรงกันมาก และกลายเป็นเขตป่าอนุรักษ์ตามประเพณีในที่สุด

การที่ผู้เฒ่าผู้แก่ให้ป่าเหล่านี้เป็นป่าอนุรักษ์ตามประเพณีก็เพราะรู้ว่าพื้นที่เหล่านี้ล่อแหลมต่อการเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศทั้งระบบคือ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่าและคน ทั้งยังสร้างกฎข้อห้ามทางความเชื่อว่า ผีดุ ผีแรง แท้ที่จริงแล้วต้องการอนุรักษ์พื้นที่เหล่านี้มิให้คนมาทำมาหากินหรือทำลาย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของระบบนิเวศต่อไปนั่นเอง

นอกจากนี้การเลือกพื้นที่ทำกินใหม่แต่ละปี ยังมีการสรุปบทเรียน จากพื้นที่ไร่ซากเก่า ที่ทำกินแล้วด้วย เช่น ถ้ามีคนตายติดต่อกันถึง ๓ ปีจะประกาศให้บริเวณนั้นเป็นป่าอนุรักษ์ที่เรียกว่า “ดูเกอะแม” แปลว่า “ไร่ซากที่เป็นหม้าย” และเชื่อกันว่ามีผีดุและผีกินคนด้วย ส่วนไร่ซากอีกประเภทหนึ่งคือ ไร่ซากที่มีต้นไทรขึ้นมามาก และมีการนำเด็กที่เกิดแล้วตายไปทิ้งไว้ในโพรงต้นไทรเรียกว่า “ดูต่าเออ” แปลว่า “ไร่ซากชั่ว” ซึ่งหมายถึงการประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ตามประเพณี ในความเชื่อตามประเพณีนั้น หากเด็กเกิดมาแล้วตายทันที หรือเด็กคลอดก่อนกำหนดจะถูกนำไปฝังไว้ในโพรงต้นไทร เพราะเชื่อว่าจะได้เกิดใหม่ เนื่องจากบนต้นไทรนี้มี “หมื่อคาเขล่อ” แปลว่า เทพารักษ์ของต้นไทรซึ่งเป็นผู้ให้คนมาเกิดอาศัยอยู่

จะเห็นว่า ชุมชนจะไม่บุกเบิกป่าใหม่แล้ว และขณะเดียวกันยังมีการตรวจสอบไร่ซากเก่าตลอดเวลาว่าเหมาะสมที่จะทำกินได้อยู่หรือเปล่า ถ้าไม่เหมาะสมก็ควรอนุรักษ์ไว้ โดยประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ตามประเพณีทันที เช่น “ดูเกอะแม” และ “ดูต่าเออ” เป็นต้น นอกจากนี้ผู้เฒ่าผู้แก่จากขุนวินได้เล่าว่า ป่าเปิดใหม่ไม่เหมาะสมกับการทำไร่หมุนเวียน ถ้าจะทำไร่ข้าวจริง ๆ แล้วต้องถางทิ้งไว้ถึง ๓ ปี จึงจะทำมาหากินได้ เพราะผิวดินจะถูกปกคลุมด้วยรากไม้เต็มไปหมด เป็นการยากที่ต้นข้าวจะแทงทะลุไปในดินได้ ยิ่งกว่านั้นการเปิดป่าใหม่ทำให้ไร่ถูกบังด้วยร่มไม้รอบ ๆ และต้นข้าวรับแสงแดดได้ไม่เพียงพอ ฉะนั้นต้นข้าวอาจงอกงามแต่เมล็ดข้าวจะลีบเกือบหมด บทเรียนเหล่านี้เป็นการตอกย้ำว่าจะไม่ใช้ระบบไร่หมุนเวียนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือป่าใหญ่ที่มิใช่ไร่ซากอย่างเด็ดขาด ผู้เฒ่าผู้แก่จะสำรวจถึงความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ ตลอดเวลา หากเห็นว่าควรอนุรักษ์ไว้เมื่อใดก็จะประกาศเป็นป่าอนุรักษ์ตามประเพณีทันที

รูปแบบที่ ๓ รูปแบบการจัดการระบบการหมุนเวียนแต่ละปี โดยมิให้กระทบคน ชุมชน ระบบนิเวศและมีระบบเชิงอนุรักษ์ รูปแบบกฎเกณฑ์ของการจัดระบบการหมุนเวียนแต่ละปี ได้มาจากบทสรุปที่ยาวนานของวงจรการทำกินแบบไร่หมุนเวียนนั่นเอง กล่าวคือ การทำไร่หมุนเวียนนั้นต้องมิให้มีผลกระทบกับความสัมพันธ์ในชุมชนเดียวกัน ระหว่างชุมชน รวมทั้งระบบนิเวศและสัตว์ป่าด้วย ดังจะแบ่งได้ต่อไปนี้คือ

๑) การจัดระบบไร่หมุนเวียนมิให้กระทบคนและชุมชน

๒) กฎเกณฑ์การจัดระบบไร่หมุนเวียนโดยมิให้เกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในระดับชุมชน

๓) การจัดระบบไร่หมุนเวียนเพื่อมิให้กระทบความหลากหลายทางชีวภาพ

การตั้งกฎเกณฑ์ข้อห้ามในการทำไร่หมุนเวียน เป็นการสรุปบทเรียนที่ยาวนานของชุมชนว่า ปรากฏการณ์ที่อยู่ในกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่พึงละเว้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาหรือผลกระทบที่ตามมา เช่น ผลกระทบที่อาจเกิดระหว่างคนกับคนในชุมชน หรือคนในชุมชนกับโครงสร้างของชุมชนและระหว่างชุมชน รวมทั้งผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศ ดิน น้ำ และสัตว์ป่า โดยพัฒนาเป็นรูปแบบการจัดการที่ยั่งยืนทั้งกับชุมชน ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

การจัดการองค์กรในการทำไร่หมุนเวียน

ในการผลิตแบบไร่หมุนเวียนนั้น นอกจากมีการจัดการด้านการผลิตแล้วยังมีการจัดการในลักษณะความสัมพันธ์กับธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และการจัดการระหว่างคนกับคน คนกับชุมชน ซึ่งการจัดการองค์กรแบ่งออกเป็น ๒ ระดับ ดังต่อไปนี้

๑) การจัดองค์กรในระดับครอบครัวและเครือญาติ โดยผ่านพิธี “กี่ วะ จือ” แปลว่า “มัดมือเจ้าของงานก่อนถางไร่” มีการแต่งตั้ง “แวเกอะจ่า” เป็นการจัดระบบองค์กรในครอบครัวให้ชัดเจนในบทบาทหลักและรองของแรงงาน รวมทั้งให้ชุมชนได้รับรู้ด้วยว่า ใครเป็น “แวเกอะจ่า” ในครอบครัวนั้น ๆ ทั้งนี้เพื่อเรียกชื่อเจ้าของไร่ได้ถูกต้อง กระบวนการจัดองค์กรในระดับครอบครัวทั้งหมดนี้ เพื่อให้เกิดความรักใคร่ปรองดอง ความพร้อมเพรียง ความขยันขันแข็งในการผลิต และเพื่อที่จะได้ผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์เพียงพอกับความต้องการตลอดปี

นอกจากนี้ยังมีการแบ่งบทบาทหญิงชายอย่างชัดเจนในครอบครัว กล่าวคือ ตั้งแต่แม่จนถึงลูกสาวจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องพันธุ์พืช การปลูกพันธุ์พืช การเก็บเกี่ยวสะสมพันธุ์พืชในแต่ละรอบปีการผลิต บทบาทต่าง ๆ นี้ถือเป็นบทบาทหลักของผู้หญิง ซึ่งดูเสมือนว่าผู้หญิงได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าของไร่ไปโดยปริยาย ยิ่งกว่านั้นรายละเอียดต่าง ๆ ในการผลิตก็เป็นหน้าที่ของผู้หญิง เช่น งานถอนหญ้า ผู้หญิงจะเป็นหลักในกระบวนการทำไร่หมุนเวียนทุกขั้นตอน ยิ่งกว่านั้นผู้หญิงยังเป็นผู้ตามไปเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ต่าง ๆ ในไร่ซากมากกว่าผู้ชายด้วย

ส่วนผู้ชายจะมีบทบาทเพียงเป็นผู้หนุนช่วยเฉพาะขั้นตอนที่สำคัญเท่านั้น เช่น ขั้นตอนการเลือกพื้นที่ไร่ การปีนต้นไม้เพื่อตัดกิ่งลงมาเวลาถางไร่ การเผาไร่ การล้อมรั้วและการสร้างกระท่อมในไร่ รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ผู้หญิงประกอบพิธีกรรมไม่ได้เด็ดขาด เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีมลทิน เนื่องจากหญิงมีรอบเดือน จึงติดต่อโดยตรงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้ ขณะเดียวกันโครงสร้างการทำพิธีกรรม เป็นบทบาทของผู้ชายตั้งแต่โบราณกาลแล้ว

นอกจากนี้การจัดระบบแรงงานในระดับครอบครัวและเครือญาติยังเกี่ยวข้องกับพิธี “บะก๊ะ” (พิธีบูชาบรรพบุรุษ) ซึ่งล้วนเป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ให้เกิดการช่วยเหลืองานซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด ในแต่ละเครือญาติจะดูแลแรงงานของครอบครัวตนเองเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นแรงงานในระดับเครือญาติที่ต้องมาช่วยเหลือกัน และสุดท้ายคือแรงงานระดับชุมชน

๒) การจัดองค์กรในระดับชุมชน

การจัดการองค์กรระดับชุมชนจะมีพิธีกรรม “หนี่ ซอ โข่” (พิธีปีใหม่) และพิธี “ลา คุ ปู” (พิธีมัดมือกลางปีการผลิต) ทั้งสองพิธีนี้ล้วนมีจุดมุ่งหมายและกระบวนการเหมือนกันเกือบทุกอย่างดังต่อไปนี้

ความสำคัญของพิธีหนี่ซอโข่ เป็นการขออนุญาตเจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะขอใช้ที่ดิน น้ำ ป่า ในการทำมาหากินต่อไป นอกจากนี้ยังมีการปรึกษาหารือระหว่างผู้เฒ่าผู้แก่กับชุมชนว่าจะมีการจัดการเกี่ยวกับการผลิตในปีการผลิตในปีต่อไปที่ไหน อย่างไร พร้อมทั้งเป็นการสรุปบทเรียนและประสบการณ์ในการผลิตของปีที่ผ่านมาว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร

ความสำคัญอีกประการของพิธีนี้คือ ช่วยขจัดความขัดแย้งที่ชุมชนได้สะสมไว้ในรอบปี โดยมีการขับลำนำโต้ตอบกัน ร่วมวงเหล้าตามประเพณี ซึ่งถือเป็นการร่วมบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และร่วมดื่มกินกับผู้เฒ่าทั้งหลาย นับว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นสนิทชิดเชื้อและปลดปล่อยความขุ่นข้องหมองใจที่มีต่อกันออกไป การผลิตใหม่โดยใช้จิตวิญญาณของ “โถ่ บี ข่า” หรือ “นกขวัญข้าว” ซึ่งเป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์สูงสุด ทุกคนต้องมีจิตวิญญาณที่ขาวสะอาด พร้อมที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรักและการช่วยเหลือต้องเอื้อถึงหญิงหม้ายและลูกกำพร้า ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนกขวัญข้าวจึงจะทำให้ชุมชนสามารถทำการผลิตและได้ผลผลิตข้าวอย่างอุดมสมบูรณ์

การจัดการองค์กรในระดับชุมชนมีแง่มุมในการวิเคราะห์ผ่านพิธีกรรมทั้งสองพิธี ดังต่อไปนี้

๑) การจัดองค์กรที่เป็นโครงสร้างส่วนบน ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งยังเป็นการสร้างกระบวนการปลูกฝัง สืบทอด รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชา โดยบอกกล่าวให้รับรู้ว่าจะทำการผลิตใหม่แล้ว จะให้ดูแลคุ้มครองชุมชนต่อไปด้วย สิ่งนี้ถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตไร่หมุนเวียน ซึ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ทั้งกายใจของผู้ผลิต ผู้ทำไร่ทุกคนจำเป็นต้องรักใคร่ปรองดองแบบพี่แบบน้อง มีชีวิตที่ดี จิตใจบริสุทธิ์ ไม่กระทำผิดซึ่งก่อให้เกิดมลทิน เพราะการผลิตแบบไร่หมุนเวียนนั้นล้วนเป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งสิ้น

๒) การจัดองค์กรในระดับชุมชนเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และคนกับชุมชน โดยมีโครงสร้างของหี่โข่และผู้เฒ่าผู้แก่เป็นหลักให้กับชุมชน พิธีกรรมทั้งสองพิธีเป็นการตอกย้ำบทบาทของหี่โข่และผู้เฒ่าผู้แก่ ให้มีความหนักแน่นและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเป็นที่ยอมรับของลูกหลานในชุมชนอย่างเชื่อมั่นตลอดไป นอกจากนี้หี่โข่และผู้เฒ่าผู้แก่เป็นเสมือนตัวแทนของชุมชนในการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นบุคคลหลักในการทำพิธีทุกขั้นตอน

๓) ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะได้ปรึกษาหารือกับทุกฝ่ายในการจัดระบบการผลิตไร่หมุนเวียนในรอบปีต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องพื้นที่ แรงงาน สถานการณ์และผลผลิต รวมทั้งมีการสรุปประเมินผลงานในรอบปีที่ผ่านมา อีกทั้งวางแผนการผลิตในปีต่อไปด้วย การปรึกษากันอยู่ในช่วงเวลาของการทำพิธีนั่นเอง แม้ว่าจะปรึกษากันอย่างไม่เป็นทางการ แต่ก็ได้เนื้อหาสาระอย่างชัดเจน เพราะทุกคนทุกฝ่ายอยู่อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาในเวลานั้นนั่นเอง

๔) การจัดระบบแรงงานชุมชน หรือการเตรียมแรงงานของชุมชนในการแลกเปลี่ยนแรงงานปีต่อไปให้มีประสิทธิภาพ ดังนั้นชุมชนต้องขจัดความขัดแย้งบาดหมางกันออกจากหัวใจให้หมดสิ้น โดยมีการเวียนไปขับลำนำโต้ตอบกันตามบ้านอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาทุกเพศทุกวัย

๕) การสร้างบรรยากาศของความสนุกสนานเพลิดเพลินให้กับชุมชนทุกวัย ทุกระดับอย่างแท้จริง เพราะมีของกินมากมายทั้งขนม อาหาร เนื้อสัตว์ป่า เหล้า ฯลฯ เด็ก ๆ จะชอบกินข้าวต้มมัด ข้าวตำ พร้อมกับเล่นฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง กลองตามประเพณี ส่วนหนุ่ม ๆ ก็มักจะขับลำนำโต้ตอบกับคนวัยกลางคนและผู้เฒ่าผู้แก่ ส่วนหญิงสาวอยู่กับแม่ นำงานฝีมือถักทอออกมาตากแดด เพื่อประกวดประชันฝีมือกัน นับว่าเป็นภูมิปัญญาของชุมชนที่สร้างกระบวนการสืบทอดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่าทุกคนมีความสุข สนุกสนาน จึงต้องการให้มีพิธีนี้สืบต่อไป

๖) การตอกย้ำความสำคัญ ความศักดิ์สิทธิ์ และความยั่งยืนของกระบวนการผลิตไร่หมุนเวียน ซึ่งมีทั้งจิตวิญญาณและกระบวนการจัดการที่เป็นชีวิต ควบคู่กับชีวิตคน และสรรพสิ่งที่ได้อย่างสมดุล โดยไม่มีการกระทบกระทั่งหรือทำร้ายกันและกัน เพราะเป็นกระบวนการที่ศักดิ์สิทธิ์ บริสุทธิ์ ยุติธรรม เป็นการกระทำระหว่างคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ ฉะนั้นไร่หมุนเวียนจึงไม่ทำลายระบบนิเวศ ในทางตรงกันข้ามเป็นการเอื้ออำนวยและช่วยสร้างความหลากหลายชีวภาพอย่างสมดุล มีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ดังนั้นสรุปได้ว่า องค์ความรู้ในการจัดการการผลิตแบบไร่หมุนเวียนประกอบไปด้วยภูมิปัญญาและภูมิธรรมมากมาย ทั้งนี้เพื่อให้ก่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งระบบการผลิต ชุมชน ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาและภูมิธรรมเหล่านี้ได้ถูกสรุปจากกระบวนการประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียน และพัฒนากลายเป็นกฎเกณฑ์ข้อห้ามต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งพิธีกรรมต่าง ๆ ช่วยตอกย้ำการสืบทอด เจตนารมณ์ ปรัชญา ความเชื่อเกี่ยวกับการจัดการระบบไร่หมุนเวียน ให้ยึดถือปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยาวนานและส่งผลต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศต่อไป

ชาวบ้านแม่อุมพาย มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับอนาคตของสัตว์โลกว่า ในอนาคตมนุษย์โลกจะเคว้งคว้าง ล่องลอย ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว สิ่งที่พอจะยึดเหนี่ยวได้ก็มีเพียง “ตอข้าว” และ “เทียน” เท่านั้น ซึ่งชาวบ้านแม่อุมพายได้ตีความเรื่องเล่าทำนายอนาคตนี้ว่า ตอข้าวนั้นหมายถึงข้าว และ เทียนหมายถึงศาสนา ข้าวทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้ และศาสนาทำให้คนมีจิตใจงดงาม ช่วยเหลือกัน ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงมีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมของปกาเกอะญอ ที่ได้สร้างองค์ความรู้ และเชื่อมประสานความสัมพันธ์ระหว่าง “ไร่” “นา” และ “ป่า” เพื่อผลิตข้าวให้กับชุมชน

ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านสเนพ่อง ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขะบุรี จังหวัดกาญจนบุรี ได้ยึดถือปฏิบัติตามความเชื่อ “ลือกาเวาะ” เกี่ยวข้องกับคน สังคม การอยู่ร่วมกัน วิถีการดำเนินชีวิต การทำมาหากิน การดูแลรักษาโรค งานบุญ ประเพณี วัฒนธรรม การเล่นดนตรี การรำ การประดิษฐ์เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมี “ถ่งเมียเวาะ” หลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นตัวควบคุมให้คนอยู่ในศีลในธรรม ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกันไม่ว่ากับคนหรือธรรมชาติ และมี “เรียเจียเวาะ” เป็นข้อกำหนด กฎระเบียบในการปฏิบัติของคนในสังคมไม่ให้ฝ่าฝืน ไม่ให้ทำผิด อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

และกระบวนการผลิต ภายใต้กรอบคิด “ลือกาเวาะ” ภายหลังผ่านพ้นประเพณีทำบุญข้าวใหม่ หรือกินข้าวใหม่ ในช่วงเดือนมกราคมชาวบ้านจะเริ่มมองหาพื้นที่ที่ต้องการซึ่งอาจจะเป็นพื้นที่เดิมที่เคยปลูกไปแล้วในปีที่ผ่านมา หรือเป็นพื้นที่ใหม่แต่เป็นไร่ซากเดิมที่ทิ้งเอาไว้ โดยก่อนที่แต่ละครอบครัวจะแยกย้ายกันไปเลือกพื้นที่ จะมีการพูดคุยกันก่อนว่าพื้นที่ปลูกข้าวแต่ละแห่งจะมีกี่ครอบครัวและเป็นครอบครัวของใครบ้างเพื่อที่คณะกรรมการแต่ละพื้นที่จะได้รู้ว่ามีกี่ครอบครัวและใครบ้าง พื้นที่ปลูกข้าวของชาวบ้านสะเนพ่องเป็นที่หุบเขาและมีชื่อเรียกในแต่ละพื้นที่ เช่น ที่คลี่, ตะกะคี่, ทุโพ่ง, ที่ฉวย, ปู่ลาย, เล่เทะ, ออตอซอง, เกริ่งก่วยทา, เปอยี่, และวาเหล่ โดยทั่วไปในแต่ละพื้นที่จะมีประมาณ ๔-๕ ครอบครัว แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีขนาดใหญ่จะมีประมาณ ๑๐ ครอบครัว เช่น ทุโพ่ง (ส่วยจีโหม่ง สังขวิมลและคณะ, อ้างแล้ว)

๓.๔ การปรับตัว เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขผลกระทบต่อไร่หมุนเวียน

จากการศึกษาของอานันท์และคณะ (อ้างแล้ว) พบว่าอัตราการเพิ่มประชากรไม่ได้มีผลต่อการขยายพื้นที่ไร่แต่อย่างใด เนื่องจากชุมชนต่างก็พยายามจำกัดพื้นที่การผลิตให้อยู่ในขอบเขตที่ชุมชนกำหนด และไม่มีการขยายขอบเขตมานานกว่า ๒ ทศวรรษแล้ว นอกจากนี้ยังพบอีกว่าชาวบ้านในเกือบทุกหมู่บ้านมีสัดส่วนการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันของรัฐในการจำกัดพื้นที่ทำไร่ หลายหมู่บ้านต้องสูญเสียพื้นที่ให้กับโครงการปลูกป่าต่าง ๆ จำนวนมาก จนชาวบ้านต้องลดขนาดที่ไร่และรอบหมุนเวียนลง และบางส่วนต้องยุติการทำไร่หมุนเวียนลงอย่างสิ้นเชิง ในกรณีที่ชุมชนถูกกดดันให้ลดรอบหมุนเวียนลง โดยเฉพาะในระบบไร่หมุนเวียนที่ปรับตัวอย่างพึ่งพา ซึ่งมีการเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนเป็นไร่ถาวรมากขึ้น ปรากฏว่า นอกจากผลผลิตในไร่หมุนเวียนจะต่ำลงอย่างมากแล้ว ความหลากหลายของพันธุ์พืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพราะชาวบ้านต้องใช้สารเคมีกำจัดหญ้าและปรับปรุงดิน จนนำไปสู่การเป็นหนี้สินในที่สุด

ส่วนการเปลี่ยนไร่เหล่าให้เป็นไร่ถาวรด้วยการใช้พื้นที่อย่างเข้มข้นได้ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพราะทำให้ดินเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็วจากการใช้สารเคมี และที่สำคัญทำให้แหล่งน้ำตื้นเขินจนเป็นที่มาของการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง นอกจากนั้นข้อค้นพบในงานวิจัยของอานันท์ ยังแย้งกับความเข้าใจที่ว่า การลดขนาดของพื้นที่ทำไร่และรอบหมุนเวียนจะช่วยเพิ่มพื้นที่ป่าธรรมชาติในทางตรงกันข้ามเงื่อนไขดังกล่าวกลับจะผลักดันให้ชาวบ้านเปลี่ยนไปทำไร่ถาวรและทำการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเข้มข้น และเมื่อถูกซ้ำเติมจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและปัญหาขาดแคลนข้าว ก็จะเร่งให้ชาวบ้านขยายพื้นที่ไร่ถาวร และจับจองพื้นที่ไว้เป็นไร่สำรองซึ่งมากกว่าอัตราส่วนของการทำไร่หมุนเวียนในแต่ละปี ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่เพียงแผ้วถางจับจองไว้เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ยึดคืนไป ซึ่งเท่ากับเปิดช่องให้ผู้มีอิทธิพลจากภายนอกมากว้านซื้อได้ง่ายขึ้น

ชาวบ้านบ้านแม่อุมพายมีการปรับตัวเพื่อลดแรงกดดันต่อไร่หมุนเวียน เช่น (๑) การออกไปรับจ้างภายในเมืองใหญ่ทั้งที่ไปอย่างถาวร หรือไปชั่วคราวล้วนเป็นการลดภาระต่อไร่หมุนเวียนทำให้ไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการเพาะปลูกตามการเพิ่มขึ้นของประชากร ถึงแม้ว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรส่วนหนึ่งจะทำให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของแรงงาน นอกจากนี้ (๒) การซื้อที่นาภายนอกหมู่บ้าน เป็นวิธีการที่เกิดขึ้นในช่วงประมาณ ๑๐ ปีมานี้ โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นพื้นที่ที่มีญาติพี่น้องของคนในหมู่บ้านอาศัยอยู่ (๓) การเลี้ยงสัตว์ เช่น วัวควาย ทำให้รายได้ของชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น

จากงานศึกษาของ ยศ สันตสมบัติ (อ้างแล้ว) ชี้ให้เห็นประเด็นการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิต ภายใต้เงื่อนไขของการปลูกพืชพาณิชย์ และระบบตลาด ทำให้ลักษณะการถือครองที่ดินของชุมชนต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ยึดหลักของระบบกรรมสิทธิ์เอกชนมากขึ้น ความต้องการใช้ที่ดินเพิ่มขึ้นและในลักษณะที่เข้มข้นขึ้นเพื่อปลูกพืชพาณิชย์ ทำให้เกิดภาวะตลาดที่ดินบนที่สูง มีการซื้อขายที่ดินกันอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เพื่อนำเอาเงินบางส่วนจากการขายที่ดินเป็นทุนในการเพาะปลูกพืชพาณิชย์ ที่ดินทำกินหลายแห่งจึงถูกใช้อย่างเข้มข้นและต่อเนื่องโดยไม่เคยได้รับโอกาสให้ฟื้นสภาพตามธรรมชาติ จนเริ่มเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่ราคาผลผลิตเคลื่อนไหวขึ้นลงอย่างไม่แน่นอน กลุ่มชาติพันธุ์เพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่สามารถปรับตัวเข้ากับระบบตลาดได้ดีรับกับการสนับสนุนจากโครงการพัฒนาของรัฐอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน แต่คนกลุ่มนี้ก็กำลังเผชิญกับปัญหาความตึงเครียดทางด้านจิตใจ และปัญหาความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกวิธี ในขณะที่กลุ่มชาติพันธุ์อีกหลายกลุ่มประสบปัญหาหนี้สิน และต้องกลายมาเป็นแรงงานอพยพเพื่อมาหางานทำในเขตเมืองเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ระบบไร่หมุนเวียนยังถูกมองในแง่ลบจากมุมมองของภาครัฐ ว่าเป็นระบบที่ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยจับเอาปรากฏการณ์ของการตัดฟัน โค่น และเผาป่าที่เกษตรกรทำก่อนลงมือปลูก ทำให้รัฐดำเนินการจัดการทำโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับชุมชนบนที่สูง ภายใต้มาตรการเด็ดขาดชัดเจนเพื่อปรับเปลี่ยนแบบแผนการตั้งถิ่นฐานบนที่สูงและเปลี่ยนวิธีการผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ ด้วยการมุ่งเน้นให้ทำเกษตรแบบถาวร การปลูกพืชเศรษฐกิจหรือปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพื่อขาย แรงกดดันจากโครงการของรัฐส่งผลให้ไร่ฝิ่นและไร่ข้าวบนดอยสูง ตลอดจนไร่หมุนเวียนของปกาเกอะญอและลัวะบางส่วน กลายมาเป็นไร่กะหล่ำปลี ไร่ขิง หรือสวนปลูกผักและไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาวไปเป็นจำนวนมาก ทำให้แลดูประหนึ่งว่า การพัฒนาของรัฐที่มุ่งปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของกลุ่มชาติพันธุ์บนดอยประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง

อานันท์ และคณะ (อ้างแล้ว) วิเคราะห์เงื่อนไขและแรงกดดันที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรและชุมชน พบว่าในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา แรงกดดัน และเงื่อนไขของชุมชนที่ทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ศึกษาจำนวน ๑๑ หมู่บ้านต้องเผชิญ ซึ่งก่อให้เกิดการปรับตัวมาจาก ๓ ปัจจัยหลักสำคัญคือ แรงกดดันจากภายในชุมชน แรงกดดันจากภายนอกชุมชน และแรงกดดันจากนโยบายรัฐ

ประเด็นแรกแรงกดดันจากภายในชุมชนประการที่หนึ่งการเพิ่มประชากร การปิดล้อมทางทรัพยากร และแรงกดดันต่อที่ดิน ชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรไม่ได้เป็นเงื่อนไขให้การใช้ที่ดินขยายเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ทั้งนี้ในภาวะที่ที่ดินบนที่สูงถูกจำกัด ชุมชนพิจารณาการเพิ่มประชากรใน ๒ มิติด้วยกัน กล่าวคือ จำนวนประชากรนั้น เป็นทั้งปัจจัยในการสร้างแรงกดดันต่อทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดของชุมชนในแง่ที่เพิ่มผู้ใช้ทรัพยากร แต่ขณะเดียวกันก็เป็นทั้งปัจจัยในการเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาที่ดิน ซึ่งหมายถึงเป็นการเพิ่มแรงงานในการผลิต ประการที่สอง การเข้าสู่ระบบทุนนิยม และภาวะหนี้สิน แทบทุกหมู่บ้านในเขตที่สูงมีความต้องการใช้เงินเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการถูกดึงเข้าเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การติดต่อสัมพันธ์กับสังคมภายนอกและการผลิตเพื่อตลาดจำเป็นต้องใช้เงินทุน และก่อให้เกิดรายจ่ายในรูปแบบต่าง ๆ รายจ่ายหลักนั้นมาจากการศึกษา และการผลิต นอกจากนี้ แรงกดดันยังเป็นผลมาจากภาวะหนี้สินที่เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจากกองทุนทั้งหลายที่รัฐส่งเสริม ทั้งนี้ การกู้ยืมเงินจากกองทุนของรัฐมักจะล้มเหลวไม่ก่อให้เกิดการลงทุนทางการผลิตที่สร้างรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่มักก่อให้เกิดหนี้สินในรูปเงินสด ผลักดันให้ชาวบ้านต้องแสวงหาทางออกด้วยการกู้ยืมเงินจากแหล่งอื่น ๆ เพื่อนำมาใช้หนี้ กลายเป็นการสร้างวงจรหนี้ต่อเนื่องอย่างไม่รู้จบ

ประเด็นที่สอง แรงกดดันจากภายนอกชุมชน อคติทางชาติพันธุ์และแรงกดดันต่อที่ดิน พบว่า แรงกดดันจากภายนอกชุมชน ทั้งชุมชนบนที่สูงที่อยู่ใกล้เคียง และชุมชนพื้นราบ มักแสดงออกในรูปของการแย่งชิงทรัพยากรระหว่างชุมชน ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากทรัพยากรในป่ากลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่าในเชิงพาณิชย์ แต่สิทธิและอำนาจในการควบคุมดูแลทรัพยากรของชุมชนกลับไม่ได้รับการยอมรับจากรัฐ และถูกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ลงด้วยกฎหมายป่าไม้ของรัฐ ในภาวะดังกล่าว ชุมชนต้องเผชิญกับปัญหาเมื่อมีคนภายนอกเข้ามาใช้ทรัพยากรภายในชุมชนหลายลักษณะ ทั้งในแง่ของการขอซื้อที่ดิน การเก็บหาของป่าและละเมิดกฎเกณฑ์ของชุมชนโดยตัดไม้ในเขตป่าชุมชน

ประเด็นสุดท้ายแรงกดดันจากนโยบายรัฐ นับว่าเป็นเงื่อนไขที่สร้างแรงกดดันอันเข้มข้น และหนักหน่วงต่อชุมชนมากที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับแรงกดดันประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นเพราะโครงการของรัฐโดยส่วนใหญ่ มักไม่ได้เกิดจากการรับฟังความคิดเห็นของชุมชน หรือเปิดโอกาสให้ชุมชนได้ร่วมแสดงความคิดเห็นและตัดสินใจ ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องหรือบางกรณีได้บังคับเอาความร่วมมือจากชุมชนอย่างที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ในช่วง ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา นโยบายรัฐในเขตที่สูง มุ่งเน้นเป้าหมายอย่างน้อย ๔ ประการที่สำคัญ คือ ๑) การสร้างอุดมการณ์ความเป็นไทยโดยผ่านระบบโรงเรียน ๒) การสร้างวิถีการผลิตแบบไทยพื้นราบ โดยผ่านโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการ เช่น บ้านแม่ลานคำและบ้านป่าคา ที่ได้รับผลกระทบจากหน่วยจัดการต้นน้ำแม่ลาน จนชาวบ้านบางส่วนต้องยุติการถางไร่ แล้วออกไปทำงานรับจ้างชั่วคราวแทน บ้านห้วยหอยที่ได้ผลกระทบจากนโยบายการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์และการเกษตรแผนใหม่ของโครงการหลวง ๓) การสร้างชุมชนพาณิชย์ โดยผ่านโครงการผันเงินของกองทุนทั้งหลาย เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนหันมาลงทุนผลิตพืชเงินสดเพื่อขาย เช่น บ้านห้วยหอย๔) การบังคับเปลี่ยนแปลงทรัพยากรชุมชนให้กลายเป็นทรัพยากรรัฐ โดยผ่านนโยบายและกฎหมายป่าไม้

นอกจากนี้แล้วผลที่เกิดจากแรงกดดันที่มีต่อความยั่งยืนของทรัพยากรและความมั่นคงของชีวิต ยังทำให้เกิด ๑) การสูญเสียที่ดิน การลดรอบไร่หมุนเวียนและการปรับเปลี่ยนไร่ให้เป็นนา แรงกดดันที่เกิดขึ้นกับหมู่บ้านที่ศึกษาทั้ง ๑๑ หมู่บ้าน มีทิศทางอันนำไปสู่การสูญเสียที่ไร่หมุนเวียน อันเป็นรากฐานการผลิตข้าวที่สำคัญ บางหมู่บ้านจำเป็นต้องลดรอบไร่หมุนเวียนลง เนื่องจากสูญเสียพื้นที่ไร่เหล่าให้กับรัฐ บางหมู่บ้านถูกกดดันให้เลิกทำไร่หมุนเวียน หรือลดรอบหมุนเวียนลง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาวัชพืชและการใช้สารเคมีจำนวนมากเพื่อกำจัดศัตรูพืชในที่สุด การถูกจำกัดที่ดิน ได้ส่งผลให้ชาวบ้านจำเป็นต้องพยายามใช้ที่ดินที่มีอยู่อย่างจำกัดในลักษณะที่เข้มข้นขึ้น ทั้งเพื่อเพิ่มผลิตภาพข้าวและปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อขาย และยังมีแนวโน้มแสวงหาที่นาและปรับเปลี่ยนที่หัวไร่ปลายนาให้กลายเป็นนามากขึ้น

๒) การเบียดขับชุมชนบนพื้นที่สูงและการขาดความมั่นคงทางด้านสิทธิ แรงกดดันจากนโยบายรัฐในเรื่องป่าไม้ สร้างผลกระทบมากที่สุดต่อชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ ในการผูกขาดการจัดการทรัพยากรและก่อให้เกิดการลิดรอนสิทธิของชุมชน พื้นที่ไร่หมุนเวียนจำนวนมากถูกยึดกลายเป็นพื้นที่ปลูกป่า และป่าอนุรักษ์ของรัฐ ความไม่มั่นคงทางด้านสิทธิ ยังทำให้ชาวบ้านที่ทำไร่หมุนเวียนถูกจับบ่อยครั้ง แรงกดดันจากนโยบายป่าไม้ ได้เบียดขับชุมชนออกจากพื้นที่ทำกินอยู่ตลอดเวลา การที่รัฐไม่รับรองสิทธิในที่ดินไร่หมุนเวียน ทั้งยังคุกคามชาวบ้านด้วยกฎหมายทำให้ชาวบ้านเกิดความหวั่นวิตกในอนาคตและวิถีชีวิตของตนเอง สภาวะดังกล่าวได้ทำให้ชาวบ้านบางคนรู้สึกไม่มั่นคงต่อสิทธิในที่ดินไร่หมุนเวียน เริ่มเข้าจับจองที่ดินไร่หมุนเวียนที่จัดการโดยชุมชน เป็นของส่วนตัวหรือของตระกูลอย่างถาวรแล้วเปลี่ยนให้เป็นสวนหรือนาโดยเชื่อว่าการเปลี่ยนพื้นที่ไร่เป็นพื้นที่สวนหรือนานั้น จะช่วยให้สภาพสิทธิมีความชัดเจนมากขึ้น หรือเชื่อว่าจะทำให้รัฐรับรองสิทธิได้ในอนาคต

๓) การสูญเสียที่ดินไร่หมุนเวียน และการขาดความมั่นคงทางด้านอาหาร นโยบายการขยายพื้นที่ป่าอนุรักษ์ การปลูกป่าทับพื้นที่ทำกินตลอดจนการส่งเสริมให้เลิกทำไร่หมุนเวียน ส่งผลทำให้เนื้อที่ไร่หมุนเวียน โดยเฉพาะไร่เหล่าของหลายชุมชนลดลง จนทำให้ไม่สามารถทำไร่หมุนเวียนเพื่อผลิตข้าวได้อย่างพอเพียงอีกต่อไปจนชาวบ้านต้องทำงานรับจ้างเพื่อนำเงินมาซื้อหาข้าวกิน

๔) ปัญหาหนี้สิน เนื่องจากการปลูกพืชเงินสด เช่น หอมแดง กะหล่ำปลี ฯลฯ ซึ่งมีต้นทุนและมีความเสี่ยงในด้านราคาสูง

งานศึกษาของ Keen (๑๙๘๓) ได้วิเคราะห์ให้เห็นเกี่ยวกับแรงกดดันปัญหาการใช้ที่ดินบนที่สูงอันเนื่องมาจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของประชากรบนที่สูง และเหตุผลอื่นที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน Keen เห็นว่า การศึกษาที่ผ่านมาไม่ได้ให้ความสนใจต่อปัญหาการใช้ที่ดินในที่สูง เพราะเข้าใจผิดว่าที่ดินบนที่สูงมีอยู่อย่างเหลือเฟือ เขาได้แบ่งแบบแผนการใช้ที่ดินในพื้นที่ภาคเหนือออกเป็น ๕ ประเภทตามความแตกต่างของแบบแผนการเพาะปลูก คือ การทำนา การทำสวน การทำไร่ โดยการทำไร่นั้นสามารถแบ่งย่อยออกได้อีกสามประเภท คือ ไร่หมุนเวียน การทำไร่แบบย้ายที่ การทำไร่แบบคนเมือง การแบ่งวิธีการทำไร่ของ Keen ยังให้ความสำคัญกับการแบ่งตามชาติพันธุ์ของผู้ที่ทำไร่มากกว่าที่จะดูความแตกต่างของระบบนิเวศ

ในด้านการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการใช้ที่ดินนั้นมุ่งที่จะวิเคราะห์ว่า แรงกดดันของประชากร เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงและการกดดันภายในระบบไร่หมุนเวียนเองที่จำเป็นต้องทำให้รอบหมุนเวียนสั้นกว่าเดิม นอกจากนั้น Keen ยังพบว่า การเพิ่มขึ้นของประชากรเป็นเหตุผลสำคัญที่กดดันให้กะเหรี่ยงต้องบุกเบิกที่ดินเพื่อเปลี่ยนที่ไร่เป็นที่นา ในพื้นที่ที่สามารถนำน้ำเข้านาได้ ส่วนในพื้นที่สูงที่ใช้ทำไร่ฝิ่นหรือการทำไร่แบบย้ายที่ของม้ง เย้า ลีซอ อาข่า ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาปลูกพืชเศรษฐกิจ ทำเป็นสวนผลไม้และปลูกพืชเมืองหนาวเป็นจำนวนมาก รวมทั้งหมู่บ้านม้งบางแห่งก็ได้เปลี่ยนพื้นที่ไร่มาเป็นนาด้วย

งานศึกษาของประเสริฐ ตระการศุภกร (อ้างแล้ว) ศึกษาเรื่องการสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับระบบการทำไร่หมุนเวียนของชุมชนเผ่ากะเหรี่ยง ในประวัติศาสตร์ของการตั้งชุมชนบ้านห้วยหอยยุคต้น ว่าการทำมาหากินในยุคแรก ๆ ราว ๒๐๐ ปี ลงมา คนกะเหรี่ยงเรียกว่า “ลูเอาะคึ” หมายถึง “มาเพื่อหาที่ทำกินไร่หมุนเวียน” ในยุคนั้นนาขั้นบันไดจึงยังไม่มีความจำเป็น มีชาวบ้านจำนวนน้อยที่คิดบุกเบิกที่นา ชุมชนจะยึดการทำไร่หมุนเวียนเป็นรูปแบบหลักของการทำเกษตร มีการกระจายกันทำ ไม่ทำเป็นผืนใหญ่ทั้งหมู่บ้านอย่างที่ชาวกะเหรี่ยงเรียก “มาสะบลิคึ” แต่พอถึงยุคกลางเป็นยุคที่มีสัมปทานป่าไม้เข้ามา ส่งผลให้ป่าอนุรักษ์และป่าไร่ซากเริ่มถูกเผาจากคนภายนอกซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทั้งสัตว์ป่า ป่าไม้ และที่ทำมาหากินของชุมชน เช่น ไร่หมุนเวียนถูกเผาก่อนกำหนด ทำให้เกิดความเสียหายมาก ต่อมาราวปี พ.ศ. ๒๕๑๘-๒๕๑๙ ได้มีนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยหนีเข้าป่าไปอาศัยในหมู่บ้านห้วยหอยและบริเวณลุ่มน้ำป๋วย ส่งผลให้ระบบไร่หมุนเวียนซึ่งมีรอบหมุนเวียนราว ๗ ปีขึ้นไปได้ผลผลิตอย่างพอเพียง ระบบการพึ่งตนเองยังมีความสมบูรณ์ ในช่วงเวลาเดียวกัน รัฐบาลเริ่มเข้ามาปลูกป่าในหมู่บ้านห้วยหอยทับที่ทำกินของชาวบ้านก่อให้เกิดผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้านค่อนข้างรุนแรงกล่าวคือ ระบบการทำไร่หมุนเวียนเริ่มเสียระบบจากการไม่สามารถเวียนตามระบบเดิม คือทิ้งไร่ไว้ ๗-๘ ปี แล้วจึงเวียนกลับมาทำใหม่ ชาวบ้านจึงมีที่ดินทำกินน้อยลง เหลือรอบหมุนเวียนเพียง ๓-๕ ปี ทำให้ควบคุมวัชพืชได้ยากและได้ผลผลิตน้อยลง

หมู่บ้านทุ่งหลวง ในช่วงบุกเบิกที่นามากกว่าการทำไร่หมุนเวียน แต่ก็ยังมีการทำไร่หมุนเวียนควบคู่ไปด้วยตลอด โดยให้เหตุผลว่าทำนาเพื่อให้ได้ข้าว ปู หอยมากิน และทำไร่หมุนเวียนนอกจากได้ข้าวกินก่อนข้าวปี (บือโช) แล้วยังได้กินพืชผักตลอดปีด้วย ฉะนั้นการทำนาอย่างเดียวจะอยู่ไม่รอด ต้องทำทั้งนาและไร่จึงสามารถอยู่รอดได้ พอมาถึงยุคกลางที่มีหน่วยงานข้างนอกมาเกี่ยวข้อง ราวปี พ.ศ. ๒๕๐๖ กรมป่าไม่ได้เข้ามาปักหลักเขตป่ารอบหมู่บ้านและรอบที่ทำกินติดป้ายป่าสงวนไว้ที่บริเวณไร่ซากของไร่หมุนเวียนพร้อมทั้งประกาศให้ชาวบ้านหยุดการทำไร่หมุนเวียน โดยอ้างว่าไร่หมุนเวียนทำลายป่า และเป็นการผลิตแบบโบราณที่ควรเปลี่ยนแปลง สิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขหลักที่ทำให้ระบบไร่หมุนเวียนค่อย ๆ ลดลงและมีการบุกเบิกที่นาเพิ่มขึ้น

บ้านขุนวิน บริเวณรอบบ้านขุนวินเป็นป่าดงดิบ เหมาะแก่การทำไร่หมุนเวียนมากเพราะดินดี ป่าทึบ มีสัตว์ป่ามากมาย มีพืชบางชนิดเป็นสินค้ามีชื่อและขายทำรายได้ให้ชุมชน ต่อมาในยุคกลาง ที่องค์กรและหน่วยงานภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ หน่วยจัดการต้นน้ำและหน่วยปลูกป่ากรมป่าไม้ได้มาตั้งที่ขุนแม่ลานคำและมีพื้นที่ปลูกป่าคลุมไปถึงพื้นที่ทำกินของหมู่บ้านขุนวิน โดยเฉพาะไร่ซากของไร่หมุนเวียน ชุมชนกลัวมากจึงลดพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนรวมทั้งลดระยะของการทำไร่หมุนเวียนด้วย ทำให้ผลผลิตข้าวขาดแคลน ไร่หมุนเวียนจึงถูกบีบคั้นให้ลดพื้นที่ลง ต่อมาในยุคฟื้นฟูทรัพยากร ในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ สมาคมรวมการศึกษาและวัฒนธรรมชาวไทยภูเขาในประเทศไทยได้เข้ามาช่วยจัดตั้งโรงเรียนและทำงานพัฒนาในพื้นที่หมู่บ้านขุนวิน ทำให้ชาวบ้านดูแลจัดการป่าด้วยตนเองได้ทำไร่หมุนเวียนเต็มรูปแบบมากขึ้น

การใช้ที่ดินบนที่สูงและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินบนที่สูงในเขตภาคเหนือ ของนริศ ยิ้มแย้ม (อ้างแล้ว) พบว่าในเขตที่สูงโดยเฉพาะเขตภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา เช่น กะเหรี่ยง ม้ง เย้า อาข่า มูเซอร์ และลีซอเป็นต้น จะมีการทำการเกษตรโดยปลูกข้าวเป็นพืชหลักเพื่อใช้ในการบริโภค ข้าวที่ปลูกส่วนใหญ่ได้แก่ข้าวไร่ ซึ่งมีวิธีทำการปลูกแบบไร่เลื่อนลอยหรือไร่หมุนเวียน ในขณะเดียวกันมีเกษตรกรบางพื้นที่ได้ทำการปลูกข้าวนา โดยวิธีการที่เรียกว่านาขั้นบันได เป็นนาที่ทำในพื้นที่ระหว่างหุบเขา ซึ่งชนิดของข้าวที่ปลูก พันธุ์ข้าวที่ปลูก และการจัดการของเกษตรกรในแต่ละท้องพื้นที่ หรือแต่ละชาติพันธุ์ก็จะแตกต่างกันออกไป ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ปลูก ภูมิอากาศ ความต้องการในการใช้ประโยชน์ แม้กระทั่งความเชื่อหรือวัฒนธรรมและประเพณีที่สืบต่อกันมาทางสังคม

ในปัจจุบันนี้การใช้ที่ดินบนที่สูงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกระแสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรบนที่สูงและนโยบายของรัฐบาลที่ห้ามการทำไร่เลื่อนลอยและลดระยะเวลาของการทำไร่หมุนเวียน และมีการส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจใหม่ เช่น ผักเมืองหนาว ไม้ผลเมืองหนาว และไม้ดอกเมืองหนาว เป็นต้น เพื่อเป็นทางเลือกใหม่จึงส่งผลให้เกษตรกรที่ทำไร่หมุนเวียนจำเป็นต้องลดระยะเวลาในการทิ้งแปลงเพื่อการฟื้นฟูป่าลง และเกษตรกรบางรายได้หันไปปลูกพืชรายได้เหล่านั้น ในขณะที่การปลูกพืชเหล่านั้นจะต้องใช้พื้นที่กว้างและเป็นการปลูกพืชชนิดเดียว ซึ่งจะส่งผลต่อระบบการใช้ที่ดินที่แตกต่างกันออกไป ทำให้เกิดการสูญเสียและการลดลงของความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณพืช ทั้งในส่วนของไม้ป่าเองรวมถึงพืชที่ปลูกด้วย ขณะเดียวกันการทำการเกษตรของเกษตรกรบนที่สูงที่ผิดวิธีจะส่งผลกระทบต่อประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบลุ่มด้วย ซึ่งจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันได้

ในขณะเดียวกันก็มีเกษตรกรบางพื้นที่ยังมีการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม โดยมีการปลูกข้าวไร่เป็นพืชหลักในระบบไร่หมุนเวียน แต่มีระยะรอบในการหมุนเวียนที่ลดลงเหลือเพียง ๗ ปี ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ก็สามารถดำรงชีพได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน ตัวอย่างเช่น เกษตรกรในหมู่บ้านทิชะ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

รัชกรณ์ อุแสง (๒๕๔๑) ศึกษาความเชื่อและประเพณีของชาวกะเหรี่ยงเกี่ยวกับการประกอบอาชีพเกษตร บ้านห้วยหยวก ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่าบ้านห้วยหยวกแต่เดิมได้ทำไร่มาเป็นเวลาช้านาน สังเกตจากความเชื่อและประเพณี โดยเริ่มสังเกตตั้งแต่โครงสร้างของสังคมในหมู่บ้าน ถึงโครงสร้างเครือญาติและครอบครัวพบว่า มีความผูกพันและสัมพันธ์กับการผลิตข้าวไร่มาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเกษตรกรมีความเชื่อว่าข้าวเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการดำรงชีวิตและเป็นปัจจัยสำคัญที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคมโดยส่วนรวม หรือด้านการเกษตร เกษตรกรเชื่อว่าถ้าปราศจากข้าวและพิธีกรรมต่าง ๆ ก็จะไม่สามารถจัดทำขึ้นได้ ข้าวยังเป็นพืชอาหารของสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด แต่ในช่วง ๒๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อทางราชการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ ทางราชการใช้กฎหมายป่าไม้อย่างเข้มงวด ชาวบ้านหลายรายถูกดำเนินคดีจึงทำให้ชุมชนไม่สามารถทำไร่แบบดั้งเดิมได้อีกต่อไป เมื่อพื้นที่ทำไร่มีจำกัดชุมชนจึงปรับเปลี่ยนไปทำการเกษตรและจับจองพื้นที่ทำกินถาวรมากขึ้น โดยมีลักษณะการทำไร่หมุนเวียน ๓ รูปแบบ ดังนี้

รูปแบบที่ ๑ กรณีครอบครัวหนึ่งมีพื้นที่ ๓ แปลง แต่ละแปลงจะห่างจากหมู่บ้านไม่เกิน ๕ กิโลเมตร จะมีเทคนิควิธีการทำไร่หมุนเวียนโดยการทำหมุน ๓ ปี ๓ แปลง หลังจากที่ทำในแปลงที่ ๓ แล้วในปีที่ ๔ ก็จะกลับมาทำไร่ในแปลงที่ ๑ ใหม่ เกษตรกรส่วนใหญ่ให้ข้อคิดเห็นว่าลักษณะการทำไร่แบบนี้จะสามารถทำได้เพียงช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เพราะเป็นรูปแบบการผลิตที่ไม่ยั่งยืน

รูปแบบที่ ๒ กรณีครอบครัวหนึ่งมีพื้นที่ ๒ แปลง แต่ละแปลงห่างจากหมู่บ้านไม่เกิน ๕ กิโลเมตร แต่ละแปลงจะมีพื้นที่ทั้งเท่ากันและไม่เท่ากัน ในกรณีที่ไม่เท่ากันแปลงที่ ๑ อาจจะมี ๒ ไร่ และแปลงที่ ๒ อาจจะมี ๓ ไร่ เกษตรกรจะทำเหมือนรูปแบบที่ ๑ แต่เกษตรกรจะมีข้อจำกัดในการพักพื้นที่มากกว่า แต่เกษตรกรส่วนใหญ่เริ่มปลูกไม้ผล เช่น ลำไย ในระหว่างการทำข้าวไร่ เกษตรกรให้ความเห็นว่าไม้ผลจะเป็นพืชที่มีความสำคัญรองลงมาจากข้าว เมื่อปลูกไม้ผลทิ้งไว้ในแปลงข้าวไร่ ถึงแม้ปีต่อไปจะปลูกข้าวไร่ก็ยังปลูกข้าวไร่แซมในระหว่างต้นไม้ผล

รูปแบบที่ ๓ กรณีครอบครัวมีพื้นที่แปลงเดียว แต่ส่วนใหญ่เป็นแปลงที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยเฉลี่ยประมาณครอบครัวละ ๑๐ ไร่ ในลักษณะแบบนี้เกษตรกรจะวางแผนหมุนเวียนการทำไร่เป็นส่วน ๆ ตามลักษณะของพื้นที่ ซึ่งแบ่งออกได้เป็น ๓ ส่วนคือ ส่วนบนสุด ส่วนกลาง และส่วนที่ต่ำสุดของพื้นที่ โดยเริ่มทำจากพื้นที่ต่ำสุดไปหาพื้นที่ส่วนกลางและบนสุด ควบคู่กับการปลูกไม้ผล

.๕ ประมวลสรุปองค์ความรู้ไร่หมุนเวียน                    

.๕.๑ นิเวศวิทยาของไร่หมุนเวียน

งานศึกษาต่างๆ ยืนยันตรงกันว่า คนกะเหรี่ยงนิยมตั้งถิ่นฐานอยู่พื้นที่ลุ่มก้นกระทะล้อมรอบด้วยเนินเขาใกล้กับแหล่งน้ำเพราะเป็นระบบนิเวศที่สมบูรณ์ ความรู้ทางนิเวศวิทยาที่มีความสำคัญมากที่สุด คือความรู้เกี่ยวกับการผลิตภายใต้ระบบเกษตรกรรมแบบไร่หมุนเวียน ที่เลือกใช้ป่าผสมผลัดใบที่มีป่าไผ่ขึ้นอยู่เป็นไม้หลัก เนื่องจากมีการสั่งสมของใบไม้ที่จะเปลี่ยนเป็นธาตุอาหารสูงเมื่อมีการเผา อายุของการฟื้นตัวของสภาพดินเร็ว ไม้ใหญ่ในป่าไผ่มีอยู่ไม่มาก สภาพนิเวศเช่นนี้ทำให้คนกะเหรี่ยงทำไร่ระบบหมุนเวียน โดยใช้ที่ดินในระยะเวลาอันสั้น และทิ้งให้ป่ามีการมีการฟื้นตัวในระยะเวลานานได้ เนื่องจากระบบนิเวศของป่าประเภทนี้ มีการพื้นตัวเร็วกว่าป่าดงดิบทำให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถย้อนกลับมาใช้พื้นที่ป่านี้ได้ในเวลาอันสั้น และนี่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงสามารถตั้งถิ่นฐานได้อย่างถาวร โดยไม่จำเป็นต้องโยกย้าย

ด้านระบบนิเวศเป็นการทำเกษตรที่รักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน เนื่องจากมีการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป เว้นระยะเวลาให้ดินมีการฟื้นตัว แต่ละรอบจะมีระยะเวลาการหมุนในอดีต ๑๐-๑๕ ปี (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของผืนดินแต่ละที่เป็นหลัก) แต่ปัจจุบันหลายพื้นที่ได้ลดระยะเวลาการหมุนลดเหลือ ๕-๗ ปี ทำให้เกิดปัญหานิเวศเปราะบาง ระบบธาตุอาหารไม่สมบูรณ์ เกิดวัชพืช โรค แมลง ทำให้ผลผลิตตกต่ำ จนเกิดปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหาร

.๕.๒ ระบบการผลิตและจัดการทรัพยากร

แม้คนกะเหรี่ยงจะปลูกข้าวไร่เป็นหลัก แต่ก็มีระบบการผลิตอื่นๆ อีกหลายประเภทที่ทำให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารและเศรษฐกิจ ชุมชนหลายพื้นที่แบ่งการใช้ที่ดินออกเป็นไร่ข้าว สวน นา (กรณีที่มีที่ลุ่มสำหรับทำนา) และพืชพาณิชย์อื่นๆ อีกทั้งยังมีการกันพื้นที่ป่าเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับการทำไร่ และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับทำพิธีกรรม ระบบการผลิตและพื้นที่ป่าแต่ละประเภทจะแยกกันเด็ดขาดไม่มีการปะปนกัน

แต่ในสถานการณ์ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกหน่วยงานด้านป่าไม้ประกาศเป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ทำให้ในบางพื้นที่ เช่น ชุมชนตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี เกิดการเจรจาต่อรองกันระหว่างเจ้าหน้าที่ป่าไม้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และชาวบ้าน เพื่อจำแนกเขตพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนและพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ โดยมีการแบ่งประเภทพื้นที่ออกเป็นที่อยู่อาศัยและสวนใกล้กับหมู่บ้าน ออกเป็นเขตชั้นหนึ่ง พื้นที่การเกษตรปลูกข้าวและพืชเศรษฐกิจเป็นเขตชั้นสอง และพื้นที่ทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีเป็นเขตชั้นสาม การแบ่งดังกล่าวมีชาวบ้านบางส่วนจำต้องยอมเพื่อให้หน่วยงานป่าไม้ยอมรับการดำรงชีพของคนกะเหรี่ยงในเขตป่า แต่บางส่วนก็มองว่าเป็นการทำผิดประเพณีเนื่องจากไปจำกัดสิทธิการทำไร่ตามประเพณีให้เหลือเพียงพื้นที่น้อยนิดและเข้าถึงได้ยากลำบาก

กล่าวโดยภาพรวมแล้ว ระบบไร่หมุนเวียนเป็นหนึ่งในระบบการผลิตเพื่อความมั่นคงอาหารและเสริมด้วยระบบการผลิต ซึ่งการมีระบบการผลิตที่หลากหลายจำเป็นต้องมีการจำแนกพื้นที่และระบบการจัดการที่แตกต่างกัน ชุมชนกะเหรี่ยงจะมีระบบการผลิตที่มั่นคงหรือไม่ขึ้นอยู่กับสิทธิและความสามารถในการจัดการผลิตและการจัดการทรัพยากร

 

.๕.๓ เศรษฐกิจและความมั่นคงอาหารจากระบบไร่หมุนเวียน

ชาวกะเหรี่ยงจะพึ่งพิงอาหารจากไร่หมุนเวียนในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวเป็นสำคัญ โดยที่พืชอาหารจำนวนมากสามารถเก็บกินได้จากที่นาในช่วงหลังเก็บเกี่ยว ในขณะที่ฤดูแล้ง พืชอาหารจะได้จากป่าทั้งบริเวณริมลำห้วย ป่าชุมชนหรือป่าใช้สอย และสวนผักใกล้บ้าน พันธุ์พืชอาหารที่ปลูกในไร่หมุนเวียนมีจำนวนรวมกันประมาณ ๑๒๒ ชนิด

การปลูกพืชส่วนใหญ่ในไร่หมุนเวียนเพื่อการยังชีพ มีการปลูกพริกเพียงอย่างเดียวที่เป็นรายได้ แต่ก็ไม่ได้มีเป้าหมายการปลูกเป็นเศรษฐกิจ คนกะเหรี่ยงหลายครอบครัวจะมีการเลี้ยงสัตว์ไว้กิน ได้แก่ หมู และไก่ ในขณะเดียวกันสัตว์เหล่านี้ยังจำเป็นในการใช้เพื่อทำพิธีเลี้ยงสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือภูตผีในพิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีกรรมการปลูกข้าว หรือการรักษาคนป่วยไข้ เป็นต้น รวมทั้งการสัตว์เลี้ยงอย่างวัวควายเป็นอีกแหล่งรายได้ของครอบครัว ในด้านรายได้ของเกษตรกรส่วนใหญ่มาจากพืชเศรษฐกิจอื่นๆ นอกจากนี้เกษตรกรก็ยังมีกิจกรรมอื่นๆที่ทำให้เกิดรายได้ เช่น การรับจ้าง การหาของป่า หรือการทอผ้า เป็นต้น

๓.๕.๔ ขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียน

สำหรับขั้นตอนการทำไร่หมุนเวียนจะประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๕ ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้

  • การเลือกพื้นที่ (ช่วงเดือนมกราคม) เลือกตามที่ดินที่ตนเองเคยทำ เลือกดินที่สมบูรณ์ เลือกพื้นที่ที่เหมาะสมกับแรงงานในครอบครัว และระยะเวลาเดินทาง เช่น ไม่ลำบากในการเดินทางหรือขนข้าวกลับบ้าน เลือกพื้นที่ที่มีเครือญาติ เพื่อนบ้านไปร่วมทำไร่ด้วย เลือกพื้นที่เสี่ยงทายจากศักดิ์สิทธิ์แล้วไม่มีปัญหา
  • การถางไร่ ตากไร่ และเผาไร่ (เดือนกุมภาพันธ์-เมษายน) จะทำภายหลังจากการเลือกพื้นที่แล้ว ชาวบ้านจะต้องกะระยะเวลาของการถางไร่และตากไร่ไม่ให้อยู่ในช่วงที่ฝนตก เพราะจะทำให้ไร่ชื้นแฉะและเผายาก ขั้นตอนการเผาไร่ถือว่ามีความสำคัญ เพราะการเผาไร่ที่ดี จะทำให้ดินมีธาตุอาหารที่สมบูรณ์จากเถ้าถ่านของต้นไม้ที่ถูกเผา ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตและงอกงามดี
  • การหยอดข้าว (เดือนพฤษภาคม-มิถุนายน) จะเริ่มเมื่อฝนแรกเริ่มตกติดต่อกันมาจนดินชุ่มชื้น เครื่องมือที่ใช้จะมีเพียงไม้แทงหลุม โดยการหยอดข้าวจะทำร่วมกับพืชผักบางชนิด และหยอดพืชผักอีกหลากหลายชนิดในไร่ ริมไร่ และกระต๊อบ
  • การควบคุมวัชพืช และโรค (กรกฎาคม-ตุลาคม) การถางหญ้าหรือดายหญ้าจะทำตลอดหลังจากหยอดข้าวไปจนถึงข้าวเจริญเติบโตแตกคลุมผืนดินหรือคลุมหญ้าแล้ว ซึ่งหากพื้นที่ทำไร่เป็นพื้นที่ที่เป็นป่าเหล่าแก่ หญ้าก็จะไม่รกมากนัก แต่หากเป็นพื้นที่ป่าเหล่าอ่อน หญ้าจะขึ้นรกมาก ทำให้ต้องใช้แรงงานมากในการดายหญ้า สำหรับการควบคุมโรค หากมีแมลงมารบกวนต้นข้าว ชาวบ้านจะนำเอาเปลือกไม้ประดู่แช่น้ำ นำไปเทและโรยใส่บริเวณตอนบนของไร่ เพื่อให้น้ำและยางไม้ประดู่ไหลซึมไปสู่ลำต้นและใบของข้าว เป็นการป้องกันมิให้แมลงศัตรูพืชมาทำลายต้นข้าวต้นข้าวจะตั้งท้องในเดือนกันยายน หากได้รับน้ำฝนพอเพียงก็จะอุดมสมบูรณ์
  • การเกี่ยวข้าว ตีข้าว และนำข้าวขึ้นยุ้งฉาง (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่คนในชุมชนจะมาลงแรงช่วยกันมากที่สุด ถือเป็นโอกาสและพื้นที่สร้างความสัมพันธ์กันของคนในชุมชนเมื่อนำข้าวขึ้นยุ้งแล้ว หลังจากนั้นก็จะทำพิธีทำบุญขึ้นข้าวใหม่ของแต่ละหมู่บ้าน

.๕.๕ พิธีกรรมและความเชื่อ[3]

พิธีกรรมและความเชื่อหลักของคนกะเหรี่ยงผูกพันกับการทำข้าวไร่ โดยยึดโยงระหว่างธรรมชาติ การผลิต และสังคมวัฒนธรรมของชุมชน ตัวอย่างพิธีกรรมดังนี้

  • พิธี “ดูเหม่ยละ” หรือพิธีตีป่า เพื่อขอพื้นที่จากซ่งธะรี (แม่ธรณี) เจ้าที่ เจ้าทาง เจ้าป่าเจ้าเขาและเสี่ยงทายด้วยว่าพื้นที่ที่เลือกทำกินดีหรือไม่ เหมาะแก่การเพาะปลูกหรือไม่ โดยเอาดอกไม้ ๑ ดอก เทียน ๑ เล่ม หรือ ดอกไม้ ๓ ดอก เทียน ๓ เล่ม ขุดดินในพื้นที่ที่จะทำกินมา ๑ ก้อน เอาก้อนดินวางบนใบไม้ ปักเทียนบนก้อนดินแล้ววางดอกไม้ไว้ข้าง ๆ เพื่อบูชา หลังจากนั้นตัดไม้ไผ่ยาวประมาณ ๑ วา จุดเทียนอธิษฐาน
  • พิธี “สู่ลอบือโหม่ปก่า” และพิธี “เกาะถ่อโถ่” พิธีแรกหมายถึง พิธีการปลูกแม่ข้าว ๗ หลุม พิธีนี้จะอยู่ในตอนต้นของการทำไร่ ส่วนพิธีหลังหมายถึง พิธีเรียกนกกลับฟ้า ซึ่งจะอยู่ในตอนท้ายของการทำไร่ พิธีนี้มีความหมายถึงการขอบคุณนกขวัญข้าว ที่ลงมาเป็นขวัญข้าวให้กับไร่หมุนเวียนตลอดทั้งปี จึงทำพิธีเลี้ยงส่งเพื่อบินกลับไปยังฟากฟ้าและจะเชิญลงมาใหม่ในปีการผลิตต่อไป นับว่าเป็นพิธีที่ตอกย้ำคุณค่าของระบบไร่หมุนเวียนที่มีจิตวิญญาณเป็นโถ่บีข่า หรือนกขวัญข้าว เพื่อให้ระบบทั้งระบบมีคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์เกิดการสืบทอดกันอย่างต่อเนื่องตลอดไป
  • พิธี “หนี่ซอโข่” และพิธี “ลา คุ ปู” พิธี “หนี่ซอโข่” มีขึ้นเพื่อขออนุญาตเจ้าที่ เจ้าป่า เจ้าเขา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะขอใช้ที่ดิน น้ำ ป่า ในการทำมาหากินต่อไป นอกจากนี้ยังมีการปรึกษาหารือระหว่างผู้เฒ่าผู้แก่กับชุมชนว่าจะมีการจัดการเกี่ยวกับการผลิตในปีการผลิตในปีต่อไปที่ไหน อย่างไร พร้อมทั้งเป็นการสรุปบทเรียนและประสบการณ์ในการผลิตของปีที่ผ่านมาว่ามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ส่วนพิธีพิธี “ลา คุ ปู” คือ พิธีมัดมือกลางปีการผลิต
  • พิธี “บะก๊ะ” หรือพิธีบูชาบรรพบุรุษ เป็นการจัดระบบความสัมพันธ์ให้เกิดการช่วยเหลืองานซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด ในแต่ละเครือญาติจะดูแลแรงงานของครอบครัวตนเองเป็นอันดับแรก รองลงมาเป็นแรงงานในระดับเครือญาติที่ต้องมาช่วยเหลือกัน และสุดท้ายคือแรงงานระดับชุมชน
  • พิธีขึ้นปีใหม่หรือกินข้าวใหม่ หรือ “อ่องบือคู” ในภาษาโพล่ว และ “เอาะบือโข่” ในภาษาปกาเกอะญอ ถือเป็นพิธีที่แสดงถึงการสิ้นสุดลงของรอบการผลิตและถือเป็นการเริ่มต้นของปีใหม่ ทุกครอบครัวจะมาร่วมกินข้าวใหม่ด้วยกัน ในพิธีนี้จะมีการทำพิธีมัดมือเรียกขวัญ โดยฮีโข่ผู้นำทางความเชื่อของชุมชนกะเหรี่ยงในภาคเหนือและผู้เฒ่าผู้แก่จะปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการจัดการผลิตและการคัดเลือกที่ไร่สำหรับทำการผลิตในปีต่อไป รวมทั้งการจัดแบ่งที่ดินให้กับผู้ยากไร้ที่ไม่มีนาหรือที่ดินเป็นของตนเอง

     ๓.๕.๖ ปัญหาและผลกระทบและการปรับตัว

งานศึกษาหลายชิ้นยืนยันตรงกันว่า อัตราการเพิ่มประชากรไม่ได้มีผลต่อการขยายพื้นที่ไร่แต่อย่างใด เนื่องจากชุมชนต่างก็พยายามจำกัดพื้นที่การผลิตให้อยู่ในขอบเขตที่ชุมชนกำหนด และไม่มีการขยายขอบเขตมานานกว่า ๒ ทศวรรษแล้ว นอกจากนี้ยังพบอีกว่าชาวบ้านในเกือบทุกหมู่บ้านมีสัดส่วนการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนลดลง ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงกดดันของรัฐในการจำกัดพื้นที่ทำไร่ หลายหมู่บ้านต้องสูญเสียพื้นที่ให้กับโครงการปลูกป่าต่าง ๆ จำนวนมาก จนชาวบ้านต้องลดขนาดที่ไร่และรอบหมุนเวียนลง และบางส่วนต้องยุติการทำไร่หมุนเวียนลงอย่างสิ้นเชิง ในกรณีที่ชุมชนถูกกดดันให้ลดรอบหมุนเวียนลง โดยเฉพาะในระบบไร่หมุนเวียนที่ปรับตัวอย่างพึ่งพา ซึ่งมีการเปลี่ยนจากไร่หมุนเวียนเป็นไร่ถาวรมากขึ้น ปรากฏว่า นอกจากผลผลิตในไร่หมุนเวียนจะต่ำลงอย่างมากแล้ว ความหลากหลายของพันธุ์พืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็เกิดผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม เพราะชาวบ้านต้องใช้สารเคมีกำจัดหญ้าและปรับปรุงดิน จนนำไปสู่การเป็นหนี้สินในที่สุด

ภายใต้เงื่อนไขและแรงกดดันต่าง ๆ งานวิจัยของอานันท์ กาญจนพันธุ์ (อ้างแล้ว) พบว่า การจัดการรอบหมุนเวียนมีความแตกต่างกัน โดยสามารถจำแนกออกได้ คือ

๑) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างยั่งยืน รอบหมุนเวียนในกลุ่มนี้มีแนวโน้มลดลง

๒) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างมีทางเลือก รอบหมุนเวียนปรับเปลี่ยนหลังจากถูกแรงกดดันจากนโยบายป่าไม้แต่มีแนวโน้มคงที่

๓) กลุ่มบ้านที่มีรูปแบบไร่หมุนเวียนปรับตัวอย่างพึ่งพา จำแนกออกได้เป็น ๔ ลักษณะสำคัญ ดังนี้

๓.๑ การหมุนเวียนที่ดินโดยมีรอบหมุนเวียนสั้น (ไร่ข้าวและพืชไร่เชิงเศรษฐกิจ)

๓.๒ การปลูกซ้ำที่ทุกปีแต่พักที่ดินในช่วงเวลาสั้น ๆ (พืชผักเชิงเศรษฐกิจ)

๓.๓ การเพาะปลูกซ้ำที่ โดยหมุนเวียนพืช แต่ไม่หมุนเวียนที่ดิน (ไร่ข้าวและพืชผักเชิงเศรษฐกิจ)

๓.๔ การใช้ที่ดินเป็นไร่สำรอง

.๕.๗ สังเคราะห์สู่แนวทางการศึกษาสำหรับงานวิจัยก้าวต่อไป

ในแง่องค์ความรู้จากผู้วิจัยภายนอก งานศึกษาไร่หมุนเวียนส่วนมากเป็นงานศึกษาทางสังคมศาสตร์ เช่น มิตินิเวศวัฒนธรรม มิติการพัฒนา มิตินโยบายการจัดการทรัพยากร แม้จะมีงานศึกษาในทางนิเวศวิทยาบ้างแต่ก็มีน้อย จึงจำเป็นที่งานศึกษาในอนาคตควรที่จะเพิ่มการศึกษาทั้งด้านภูมิศาสตร์ ชีววิทยา และอื่นๆ ให้มากยิ่งขึ้น แต่เมื่อมองโดยภาพรวมแล้ว งานศึกษาทั้งหมดก็ตอบโจทย์ในความรู้ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ความสำคัญของระบบไร่หมุนเวียนทั้งในทางนิเวศ เศรษฐกิจ สังคม ภัยคุกคามและปัจจัยเงื่อนไขที่กระทบต่อการดำรงอยู่ของไร่หมุนเวียน การปรับตัวในทิศทางต่างๆ ซึ่งค่อนข้างครอบคลุมในทุกด้าน

ในแง่การใช้ความรู้หรือกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนกะเหรี่ยงในการปกป้องสิทธิชุมชนในด้านนิเวศและวัฒนธรรมนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างงานศึกษาที่มุ่งส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้แก่คนกะเหรี่ยงต่อนโยบายรัฐ ต่อกลไกทางเศรษฐกิจ และต่อความชอบธรรมทางสังคมให้มากยิ่งขึ้น โดยเชื่อมโยงกับประเด็นใหม่ๆ ที่เป็นเรื่องของสาธารณะซึ่งสังคมกำลังตื่นตัว เช่น ความมั่นคงด้านอาหาร ภาวะโลกร้อน เศรษฐกิจสีเขียว ความเป็นธรรมทางสังคม สิทธิชุมชนและการกระจายอำนาจ เป็นต้น

งานวิจัยในอนาคตจึงไม่ควรมุ่งหมายแต่เพียงหาความรู้ แต่ควรให้ชุมชนร่วมกันออกแบบปฏิบัติการทางสังคมและสังเคราะห์ความรู้ที่ได้จากการเคลื่อนไหว ตั้งแต่การออกแบบระบบการจัดการทรัพยากร การผลิต การสร้างประเด็นสื่อสารสาธารณะ การใช้ช่องทางนโยบายผ่านกลไกรัฐและสังคมต่างๆ มากกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งการที่โครงการวิจัยชิ้นนี้กำลังดำเนินการศึกษาเพื่อให้ไร่หมุนเวียนเป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติและของโลกก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการขับเคลื่อนทางสังคมโดยอาศัยฐานความรู้

นอกเหนือจากการศึกษาเฉพาะชุมชนกะเหรี่ยงแล้ว ในอนาคตน่าจะมีการสังเคราะห์ความรู้ร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ บนที่สูงในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์เพื่อสร้างความรู้และพื้นที่การเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมืองข้ามพรมแดนร่วมกัน

[1] เกณฑ์ในการวิเคราะห์แบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ๑) พื้นที่สำหรับอาหารและผลิตภัณฑ์จากพืช เรียกว่า “รอยเท้าทางอาหาร”  ๒) พื้นที่สำหรับสร้างอาคารที่อยู่อาศัย วัด โรงเรียน ถนน หรือที่ทิ้งขยะ เรียกว่า “รอยเท้าเสื่อมสภาพ” ๓) พื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เรียกว่า “รอยเท้าพลังงาน” ซึ่งเป็นการสมมุติว่า หากมีการใช้พลังงานส่วนหนึ่งจะต้องมีพื้นที่ป่าเพื่อดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากการใช้พลังงานนั้น ๔) พื้นที่ป่าไม้เพื่อการใช้ประโยชน์ผลิตภัณฑ์จากไม้ เช่น เนื้อไม้เพื่อสร้างที่อยู่อาศัย ไม้ฟืน ฯลฯ เรียกว่า “รอยเท้าผลิตภัณพ์จากป่าไม้”

[2] รอยเท้าทางนิเวศ เป็นวิธีการวัดความต้องการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ที่มีผลต่อระบบนิเวศของโลก โดยการเปรียบเทียบอุปสงค์ของมนุษย์กับความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติ (โดยคำนวณจากขนาดของที่ดินและพื้นที่ในทะเลของแต่ละประเทศ) ที่สามารถผลิตอาหารได้เองตามธรรมชาติ ในการทดแทนทรัพยากรที่มนุษย์บริโภคไป และเพื่อรองรับและทำให้กากของเสียไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ การประเมินทำให้สามารถเห็นว่า โลกจำนวนเท่าใด (หรือโลกกี่ใบ) ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เมื่อพิจารณาจากวิถีการบริโภคของมนุษย์แต่ละคน

[3]รายละเอียด และชื่อเรียกพิธีกรรมของคนกะเหรี่ยงแตกต่างกันไปตามเผ่า และพื้นที่ พิธีกรรมเหล่านี้จึงเป็นเพียงตัวอย่างคร่าวๆ ที่ประมวลได้จากงานศึกษาเอกสารที่ไปเก็บข้อมูลบางพื้นที่เท่านั้น ไม่ได้เป็นผลสรุปรวมของพิธีกรรมทั้งหมด

Related Posts