เปิดงานวิจัยไร่หมุนเวียน-การทำเกษตรแบบยั่งยืน ตอนที่ 1

โครงการ “ศึกษาไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ตอนที่ ๑

The study on Karen’s rotational farming for the domination of Intangible Cultural Heritage

โดย กฤษฎา บุญชัย, พรพนา ก๊วยเจริญ และคณะ   (มกราคม ๒๕๕๗)

 

บทคัดย่อ

ไร่หมุนเวียน หรือ “คึ๊” (ตามภาษาเรียกของคนกะเหรี่ยงจกอร์    หรือปกาเกอะญอ) หรือ “เคว่อะ” (ตามภาษาเรียกของกะเหรี่ยงโพล่ว) เป็นระบบนิเวศเกษตรพื้นบ้านบนที่สูงที่คนกะเหรี่ยงพัฒนาขึ้นมาอย่างยาวนาน มีความโดดเด่นในเชิงนิเวศ เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม แต่ด้วยสถานการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมเสรี นโยบายการจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์ของรัฐ กำลังทำให้ไร่หมุนเวียนอันเป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่คุณค่าเสื่อมสูญไป

คณะอนุกรรมการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเสนอให้ไร่หมุนเวียนให้เป็นมรดกทางภูมิปัญญาวัฒนธรรม ภายใต้คณะกรรมการอำนวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงที่แต่งตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีเรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๓ จึงได้พัฒนาโครงการศึกษาไร่หมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมขึ้นเพื่อ ๑) การประมวลความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียน ของกะเหรี่ยงในขอบเขตของประเทศไทย ๒) ใช้กระบวนการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลไร่หมุนเวียนกระตุ้นชุมชนกะเหรี่ยงให้มีพลังปกปักรักษาและพัฒนาไร่หมุนเวียนให้สืบทอดและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงและ ๓) เพื่อนำไปสู่การเสนอขอให้การทำไร่หมุนเวียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในขอบเขตของประเทศไทยและของโลก

กรอบการศึกษาดำเนินตามกรอบของอนุสัญญาว่าด้วยการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะเป็นเจ้าของภูมิปัญญาวัฒนธรรม เช่น ชุมชนร่วมตัดสินใจให้ความเห็นชอบ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมในการบันทึกข้อมูล ร่วมในการวางแนวทางสงวนรักษาการทำไร่หมุนเวียน การวิจัยต้องมุ่งตอบข้อสงสัยของชุมชน และส่งเสริมให้ชุมชนบันทึกความรู้ของตนเอง

เพื่อเป็นไปตามเจตนารมณ์ดังกล่าว คณะวิจัยส่วนกลางได้ประสานกับเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือและตะวันตกและผู้นำชุมชนได้สร้างคณะวิจัยชาวบ้านเพื่อศึกษาข้อมูลกรณีศึกษา และได้ร่วมกันคัดเลือกพื้นที่กรณีศึกษาในภาคเหนือ ๔ กรณี ในจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และจังหวัดตาก และในภาคตะวันตก ๒ กรณีในตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกจากชุมชนที่ยังมีการทำไร่หมุนเวียนตามประเพณีเป็นหลัก และเปรียบเทียบกับบริบทรอบข้างให้เห็นการเปลี่ยนแปลง

ผลการศึกษาพบว่า ไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงเป็นระบบนิเวศเกษตรพื้นบ้านบนพื้นที่สูงที่พัฒนาขึ้นมาจากความรู้ท้องถิ่นที่สั่งสมมายาวนานต่อระบบนิเวศป่าเขตร้อนชื้นที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีวัฎจักรการหมุนเวียนธาตุอาหารรวดเร็ว  ด้วยเหตุนี้วงจรการผลิตที่ใช้พื้นที่ระยะสั้นและพักฟื้นพื้นที่ระยะยาวจึงเป็นการจำลองวัฎจักรระบบนิเวศเขตร้อนชื้น ความอุดมสมบูรณ์ของผลผลิตในไร่หมุนเวียนจึงขึ้นอยู่กับความมั่นคง สมดุลของระบบนิเวศ

ที่สำคัญไร่หมุนเวียนไม่ได้ดำรงอยู่โดดๆ แต่เป็นระบบนิเวศประดิษฐ์หน่วยย่อยภายใต้นิเวศวิทยาภูมิทัศน์ใหญ่ที่มีทั้งภูเขา ที่สูง หุบเขา ต้นน้ำ ป่าทึบ ป่าผสมผลัดใบ ทุ่งหญ้า ฯลฯ ที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบไร่หมุนเวียนดำรงอยู่ร่วมกับระบบผลิตอาหารอื่นๆ เช่น สวนรอบบ้าน นา พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ หลากหลายกันไป ไร่หมุนเวียนยังมีบทบาทสำหรับผลิตข้าวเพื่อบริโภค และยังมีพื้นที่สวน ไร่ สำหรับผลิตเพื่อค้าขายและบริโภคบางส่วน ไร่หมุนเวียนยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติการทางวัฒนธรรมที่เชื่อมร้อยชุมชน ร่วมกับพื้นที่อื่นๆ เช่น พื้นที่ป่า พื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อยู่อาศัย และพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ จากทั้งหมดเราได้เห็นภูมิทัศน์ทางนิเวศ เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่มีส่วนประกอบย่อยที่มีหน้าที่หลากหลายแต่เชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้น การธำรงรักษาไร่หมุนเวียนจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องรักษาพื้นที่ไร่ หรือระบบการผลิตไร่ แต่ต้องส่งเสริมให้ชุมชนมีสิทธิในการเข้าถึง จัดการคุ้มครองและใช้ประโยชน์จากระบบภูมิทัศน์ทางนิเวศ เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรมทั้งระบบอย่างยั่งยืนมีประสิทธิภาพ และเป็นธรรมด้วย

 

หมู่บ้านศึกษา รอบหมุนปัจจุบัน รอบหมุนในอดีต ลักษณะไร่หมุนเวียน
กองม่องทะ ๓ – ๙ ปี ๑๐ – ๑๕ ปี แปลงกระจาย
เกาะสะเดิ่ง ๓ – ๙ ปี ๑๕ – ๒๐ ปี แปลงกระจาย
ขุนแม่หยอด-ป่ากล้วย ๑๒ ปี ๒๐ ปี แปลงรวม
หินลาดใน ๗ – ๘ ปี ๑๕ – ๒๐ ปี แปลงกระจาย
แม่ลาป่าแก่ ๗ ปี ๑๐ ปีขึ้นไป แปลงรวม
เกร๊ะคี ๖ ปี ๑๐ ปีขึ้นไป แปลงรวม

 

องค์ประกอบพื้นฐานของความเป็นไร่หมุนเวียน คือ เป็นระบบการผลิตข้าวที่มีอุดมการณ์ผลิตเพื่อยังชีพของชุมชน สอดคล้องกับระบบนิเวศป่าเขตร้อน พื้นที่ที่เลือกปลูกเป็นป่าผสมผลัดใบ เพราะฟื้นตัวเร็ว ไม่เลือกพื้นที่ลาดชันเกินไป โดยทำการผลิตระยะสั้นและปล่อยให้พักฟื้นระยะยาว จนผืนดินคืนความสมบูรณ์ (เฉลี่ย ๗-๑๐ ปึขึ้นไป) จึงหมุนกลับมาทำพื้นที่เดิม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะความสมบูรณ์ของพื้นที่นั้นๆ เป็นหลัก และใช้หลักการจัดการทรัพยากร (ป่า น้ำ ดิน และชีวภาพทั้งระบบ) ของชุมชนร่วมกัน โดยมีความหลากหลายและยืดหยุ่น เป็นระบบที่ผลิตอาหารพื้นบ้านอย่างหลากหลาย ใช้พันธุ์ข้าวพื้นบ้าน มีการปลูกพืชอาหารท้องถิ่นหลากหลายผสมผสานกับข้าว เช่น ถั่ว พริก แตง ฯลฯ ระบบการผลิตดังกล่าวสะท้อนถึงความเชื่อ ที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ ทำให้ไร่หมุนเวียนยังเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมของชุมชน

ไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงกำลังเผชิญแรงเสียดทานอย่างรุนแรงจากกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจเงินตรา พืชเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับการครอบครองทรัพยากรจากคนภายนอก ซึ่งได้กระทบต่ออุดมการณ์การผลิตเพื่อยังชีพ ระบบการจัดการทรัพยากรร่วมของชุมชน ค่านิยม คุณค่า อัตลักษณ์ของชุมชน เมื่อผนวกกับนโยบายการจัดการทรัพยากรของรัฐที่ยังคงรวมศูนย์อำนาจจัดการโดยเฉพาะในเขตป่าอนุรักษ์ที่ชุมชนกะเหรี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นรูปธรรมของสิทธิชุมชนต่อระบบการผลิต และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมประเพณีไม่ได้รับการคุ้มครอง ปัจจัยเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้จำนวนไร่หมุนเวียนลดลงอย่างรวดเร็วทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปัญหาทั้งหมดที่กล่าวมามีที่มาจากทั้งจากปัญหาในเชิงโครงสร้างนโยบายรัฐ และกลไกทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือ อคติหรือความไม่เข้าใจของรัฐและส่วนต่างๆ ในสังคมที่มีต่อนิเวศเขตร้อน ระบบสิทธิการจัดการทรัพยากรร่วม และวัฒนธรรมประเพณีของคนกะเหรี่ยง

เพื่อการคุ้มครองไร่หมุนเวียนให้เป็นมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมของชาติและของโลก คณะวิจัยมีข้อเสนอว่า ๑) รัฐ (โดยการผลักดันของสังคม) ควรให้มีนโยบาย กฎหมายรองรับสิทธิชุมชนกะเหรี่ยงต่อภูมิทัศน์ทางนิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรมทั้งระบบโดยมีการสร้างกลไกเชิงสถาบันในการจัดการพื้นที่ภูมิทัศน์นิเวศ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม โดยเป็นกลไกที่ชุมชนเป็นฐาน ๒) จัดตั้งกองทุนเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูไร่หมุนเวียนเพื่อให้ไร่หมุนเวียนยังสามารถทำหน้าที่ผลิตเพื่อยังชีพและหน้าที่เชิงวัฒนธรรม ๓) ส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและความยั่งยืนการผลิตของไร่หมุนเวียนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และนโยบาย ๔) พัฒนาระบบเศรษฐกิจของชุมชนกะเหรี่ยงจากฐานทรัพยากรชีวภาพ เช่น การพัฒนาพันธุกรรมข้าวและพืชอาหารท้องถิ่น การพัฒนายา และอื่นๆ เป็นต้น ๕) เผยแพร่ให้แก่สังคมได้ยอมรับคุณค่า ความสำคัญของไร่หมุนเวียนทั้งในเชิงนิเวศ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ พร้อมใช้เป็นแนวทางส่งเสริมชุมชนกะเหรี่ยงอื่นๆ ที่ได้ละทิ้งไร่หมุนเวียนหรือกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ในพื้นที่สูงได้นำความรู้ไร่หมุนเวียนไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการผลิตของตนอย่างเหมาะสม

 

 

Related Posts