3 สิงหาคม 2553 วันแห่งการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

3 สิงหาคม 2553 วันแห่งการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

วันนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว พลันที่ครม.ในขณะนั้นมีมติรับรองเรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิติชาวกะเหรี่ยง นั่นกลายเป็นหมุดสำคัญในการต่อสู้ของพี่น้องกะเหรี่ยงในประเทศไทย เพราะมติในวันนั้นได้รับรองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตลอดจนวิถีชีวิตคนอยู่กับป่า ซึ่งคนกะเหรี่ยงใช้เป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับการเคลื่อนไหวในเวลาต่อมา

สรุปสาระสำคัญในมติครม.ฉบับนั้นได้แก่
มาตรการฟื้นฟูระยะส้ัน ดำเนินการภายใน 6 -12 เดือน

1. การรับรองว่าจะส่งเสริมและสนับสนุนชาวกะเหรี่ยงในเรื่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ัและวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาติที่มีความหลากหลาย ตลอดจนการส่งเสริมสังคมให้มีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกัน แบบพหุวัฒนธรรม

2. การยุติการจับกุมและให้ความคุ้มครองกับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่เป็นชุมชนท้องถิ่นด้้งเดิม ที่อยู่ในพื้นที่ข้อพิพาทเรื่องที่ทำกินในพื้นที่ดั้งเดิม ตลอดจนจัดตั้งคณะกรรมการ หรือกลไกการทำงานเพื่อกำหนดเขตพื้นที่ในการทำกิน การอยู่อูาศัยและการดำเนินวิถีชีวิตตามวัฒนธรรม และจัดการข้อพิพาทการใช้ประโยชน์หรือการถือครองพื้นที่ของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับหน่วยงานรัฐ

3. การให้ชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรประจำตัวบุคคลบนพื้นที่สูงและบัตรสำรวจชุมชนบนพื้นที่สูงเดิม) ที่อพยพเข้ามาก่อนวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2528 สามารถขอเป็นคนต่างด้าวมีถิ่นอยู่ถาวรในประเทศไทยและได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยให้สามารถขอสัญชาติไทยตามกฎหมายสัญชาติได้ ตลอดจนเร่งรัดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยพิจารณาการขอเป็นคนต่างด้าวมีถิ่นที่อยู่ถาวรในประเทศไทย

4. ส่งเสริมศูนย์วัฒนธรรมชุมชน โดยเชื่อมโยงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตและฐานคิดดั้งเดิมให้เป็นศูนย์วัฒนธรรมที่มีชีวิต

5. ให้ชุมชนมีส่วนในการกำหนดหลักสูตรการศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม รวมทั้งสามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง พัฒนาศักยภาพผู้บริหาร ครู หรือคนในท้องถิ่น เช่น กรรมการโรงเรียนให้สามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตนเอง

มาตรการฟื้นฟูระยะยาว ดำเนินการภายใน 1-3 ปี ดังนี้

1. เพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ป่าไม้อนุรักษ ป์่าสงวนซึ่งทับซ้อนกับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่มีขอ้เท็จจริงจากการพิสูจน์อย่างเป็นที่ประจักษ์แล้วว่า ไดอยู่อาศัย ดำเนินชีวิตและใช้ประโยชน์ในที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน หรือก่อนที่รัฐจะประกาศกฎหมาย พร้อมทั้งส่งเสริมและยอมรับระบบไร่หมุนเวียนซึ่งเป็นวิถี วัฒนธรรมของกะเหรี่ยงที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและวิถีชีวิตพอเพียง และส่งเสริมเกษตรพอเพียงหรือเกษตรทางเลือกที่ไม่ใช่เกษตรเชิงเดี่ยวหรือเกษตรเชิงอุตสาหกรรม

2. จัดสรรงบประมาณรายหัวตามหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้ชาวกะเหรี่ยงที่ได้จัดทำประวัติและมีสิทธิอาศัยใประเทศไทย ได้เข้าถึงบริการทางสาธารณสุขเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป

3. การสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม กำหนดพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโดยมีพื้นที่นำร่อง เช่น
– บ้านห้วยหินลาดใน ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย
– ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
– บ้านหนองมณฑา (มอวาคี) ต.แม่วนิ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่
– บ้านเลตองคุ ต.แม่จัน อ.อุ้มผาง จ. ตาก

4. ปรับระบบการสอบบุคลากรครู โดยการส่งเสริมให้ทุนแก่กลุ่มชาติพันธุ์หรือกลุ่มกะเหรี่ยงใหม่มากขึ้น เพื่อให้สามารถกลับไปทำงานยังชุมชนของตนเอง หากเป็นครูกลุ่มชาติพันธุ์อื่นจะต้องสามารถพูดภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์นั้นๆได้ หรือพร้อมที่จะเรียนรู้ภาษาของกลุ่มชาติพันธุ์นั้น และรัฐจะต้องผ่อนปรนเงื่อนไขกำหนดคุณวุฒิด้านการศึกษาเพื่อประโยชน์ในการการสอนและถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี ประวัติศาสตร์และภาษาของท้องถิ่นนั้น

จะเห็นได้ว่าสาระสำคัญของมติครม. 3 ส.ค. 2553 นั้นเป็นประโยชน์ในการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของพี่น้องกะเหรี่ยงเป็นอย่างมาก ในโอกาสต่อไป เราจะนำเสนอความเห็นของคนกะเหรี่ยง เกี่ยวกับการดำเนินจริงที่เกิดขึ้นตลอด 8 ปีที่ผ่านมา

โปรดติดตาม
……………………………………………………..

อ่านมติครม. ฉบับเต็มได้ที่ http://web2012.hrdi.or.th/public/files/poly43.pdf

อ่านแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงได้ที่ https://www.m-culture.go.th/provincenet…/…/File/CombineF.pdf

อ่านบทความ หกปี มติ ครม สามสิงหา สองห้าห้าสาม :
ความท้าทายของการยกระดับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพนัธ์ุกะเหรี่ยง โดย ศิราพร แป๊ะเส็ง ได้ที่ http://www.sac.or.th/…/f…/20180129-PgazKnyau-Siraporn(1).pdf

Related Posts